ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 47 ความลับที่ถูกเปิดเผย

            โหยวเสี่ยวโม่เงยขึ้นมองก็เห็นหลิงเซียวจ้องหน้าเขาคิ้วขมวด

            กำลังจะเอ่ยปากทังอวิ๋นฉีที่อยู่ตรงข้ามก็กรีดร้อง วิ่งปรี่มาทางพวกเขา

            โหยวเสี่ยวโม่มองผ่านไหล่หลิงเซียวเห็นลั่วซานกำลังโซซัดโซเซลุกขึ้นมา ตอนนี้รูปลักษณ์เขาช่างแตกต่างอย่างมากจากตอนแรกผิวพรรณที่ตอนแรกเป็นสีเข้มออกเหลือง ตอนนี้ถูกปกคลุมด้วยสีเทาดำเล็บทั้งสิบยาวออกมาสองนิ้วและยังดำคล้ำรูปร่างจากตอนแรกก็สูงใหญ่ขึ้นมาครึ่งเมตรได้ กล้ามเนื้อปริแตกออกมาใต้ร่มผ้าไม่เหลือเค้าโครงเดิมของลั่วซาน ชัดเจนว่าเป็นมนุษย์ปีศาจ!

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่เคยได้ยินเรื่องมนุษย์ปีศาจมาก่อนจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดผู้คนจึงบอกว่าลั่วซานคือมนุษย์ปีศาจอีกทั้งท่าทีที่ผวาราวกับเจอผี

            “เขาคนนี้เป็นอะไรน่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่ซุกอยู่ในอ้อมอกหลิงเซียวเอ่ยถาม

            ทำอย่างไรได้ เขาก็ไม่อยากเป็นคนใช้ไม่ได้แบบนี้แต่ขาขวาเขาบาดเจ็บ ผู้คนรอบข้างต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนกถ้าเขาพุ่งออกไปตอนนี้มีหวังขาซ้ายได้หักอีกข้างแน่ เขาไม่อยากให้ตอนมาคือเดินมาแต่ตอนกลับดันถูกหามกลับเสียนี่

            “มนุษย์ปีศาจ” หลิงเซียวหันกลับไปมองลั่วซานที่กำลังมุ่งมาทางพวกเขา

            “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เขาเป็นคนของสำนักชิงเฉิง แต่ทำไมกลายเป็นมนุษย์ปีศาจได้ล่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลายและถาม

            “หึๆ งั้นคงต้องถามเขาเองแล้วล่ะ” หลิงเซียวยิ้ม ทว่าสายตากลับแฝงด้วยความดูแคลนสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำมันก็คือสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ช่างกล้ามาปลุกปั่นเรื่องราวต่อหน้าเขาจากนั้นมีดบินสีทองแดงก็ปรากฏขึ้นบนมือเขา

            “เจ้าเป็นใครกันแน่? ถึงรู้โฉมรูปที่แท้จริงของข้า”

            มนุษย์ปีศาจลั่วซานเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห่างไปสามเมตรแม้ดวงตาทั้งคู่จะเป็นสีดำล้วน แต่ดูออกว่าเขารู้สึกหวาดกลัวหลิงเซียว

            “กลิ่นตัวเจ้าแรงขนาดนี้ ยังต้องดูอีกงั้นรึ?” หลิงเซียวพูดเนิบๆ เสียงนุ่มราวกับหยก ไพเราะยิ่งนักทว่าบางคนกลับฟังแล้วโมโหเกรียวกราวแทบพุ่งตัวไปหาอย่างหัวร้อน “ทว่า หลานชายของท่านเจ้าสำนักชิงเฉิงเป็นมนุษย์ปีศาจไม่ใช่ว่าทั้งตระกูลเจ้าล้วนเป็นมนุษย์ปีศาจหรอกนะ?”

            มนุษย์ปีศาจลั่วซานยิ้มภายใต้เงา ลูกตาดำกลับกลายเป็นลูกตาสีแดงฉานซึ่งคือสัญลักษณ์ภายนอกที่ชัดเจนที่สุดของเผ่าปีศาจ

            เขาไม่ได้ตอบคำถามหลิงเซียวเพียงแต่กระโดดขึ้นไปยังบนหลังคา พอยืนมั่นคงแล้วมองปรายตาจากที่สูงลงมาฉีกมุมปากกว้างหัวเราะ “ดินแดนหลงเสียงช้าเร็วก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของเผ่าปีศาจ ส่วนพวกเจ้าต้องเป็นทาสรับใช้เผ่าปีศาจ!”

            พูดจบ มนุษย์ปีศาจลั่วซานก็หลบหนีไปเมื่อสู้ไม่ไหวก็ต้องหลบหนี

            ความเร็วเขานับว่าเร็วมากพริบตาเดียวก็ไปไกลพันเมตรได้ รอบตัวคงเหลือแต่ควันดำคลุ้ง

            หลิงเซียวเงื้อมือที่ถือมีดบินไว้พร้อมร่ายบางอย่างบนมีด จากนั้นเขวี้ยงไปยังทางมนุษย์ปีศาจลั่วซาน แต่มันหลบหนีไป

            โหยวเสี่ยวโม่ทันเห็นท่าทางเมื่อครู่ ยังไม่ทันถามว่านั่นมีดอะไรก็หายวับไปกวาดตาก็หาไม่เจอ

            แม้ว่ามนุษย์ปีศาจลั่วซานหนีไปแล้วแต่ข่าวคราวเรื่องมนุษย์ปีศาจมาโผล่ใจกลางเมืองเหอผิงนั้นกระจายไปทั่วถ้าลั่วซานเป็นเพียงนักฝึกตนทั่วไป สำนักใหญ่ทั้งหลายคงแค่พาศิษย์ออกไปล้อมปราบลั่วซานแต่เขากลับเป็นศิษย์จากสำนักชิงเฉิง ทั้งยังเป็นหลานชายเจ้าสำนักนี่สื่อความหมายต่างกันนัก

            พูดถึงมนุษย์ปีศาจไม่มีนักฝึกตนคนไหนสีหน้าไม่เปลี่ยน

            เผ่าปีศาจไม่จัดว่าเป็นสำนัก แต่เป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หนึ่งมากกว่าคล้ายกับนักฝึกตน ล้วนแต่งตั้งตนขึ้นมาด้วยอำนาจในเขตดินแดนหลงเสียง

            พื้นที่เผ่าปีศาจอยู่ทางเขตเหนือทิศเหนือนั้นมีเทือกเขาทอดยาวต่อกัน เป็นแหล่งซ่อนตัวชั้นดีของเผ่าปีศาจฉะนั้นนักฝึกตนจะไม่ย่างกรายไปยังแนวเขาทิศเหนือสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะสามารถถูกมนุษย์ปีศาจพบเจอได้ ถ้าโชคดีก็อาจหนีรอดกลับมาอย่างสาหัสแต่ถ้าโชคร้าย พลังธาตุบนตัวทั้งหมดคงถูกดูดกลืนสิ้นจนเหลือแต่ซากศพฉะนั้นเผ่าปีศาจและนักฝึกตนนั้นเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมใต้ฟ้าเดียวกันได้เช่นเดียวกันกับแมวและหนู

            มนุษย์ปีศาจลั่วซานจากไปแล้ว สภาพจิตใจของผู้คนไม่พร้อมจะเดินต่อ

            ข่าวปรากฏตัวของมนุษย์ปีศาจที่เมืองเหอผิงย่อมไม่อาจปิดข่าวไว้ได้ อีกทั้งใครจะรู้ว่ามนุษย์ปีศาจจะย้อมกลับมาเมื่อไร ด้วยความรักตัวกลัวตายของผู้คนจำนวนมากจึงไม่อยากอยู่ต่อร้านค้ามากมายเงียบเหงาลงทันตาเห็น

            ทังอวิ๋นฉีเสนอว่าให้รีบกลับไปสำนักเทียนซินแต่หลิงเซียวใช้เรื่องที่โหยวเสี่ยวโม่บาดเจ็บเพื่อตัดสินใจทำตามแผนเดิม เลยให้นางล่วงหน้ากลับไปแจ้งข่าวกับเจ้าสำนักก่อน

            ท่าทีเขานั้นยืนกรานหนักแน่นอีกอย่างขาสองข้างของเฉินเกาหยางก็บาดเจ็บ เดินทางไม่สะดวก ทังอวิ๋นฉีจนปัญญาจึงได้แต่กลับไปก่อน

            โหยวเสี่ยวโม่นั่งลงบนเก้าอี้ เอาขาข้างที่บาดเจ็บพาดไว้กับเก้าอี้อีกตัวบาดแผลนั้นถูกรักษาเรียบร้อย พร้อมห่อไว้ด้วยผ้าสีขาวพันรอบขา มีอาการบวมเปล่งบ้าง

            ในเวลาอันสั้นนี้คงยังขยับไม่ได้ ต้องพักสักระยะถึงจะหายเป็นปกติทว่านี่คือในสถานการณ์ปกติ เพราะไม่มีธุระอะไรต้องทำ โหยวเสี่ยวโม่จึงจิบชาร้อนๆที่เสี่ยวเอ้อร์พึ่งยกมาพลางรอหลิงเซียว

            เมื่อได้ยินเสียงประตู ก็รู้ว่าต้องเป็นหลิงเซียวโหยวเสี่ยวโม่จึงรีบเทน้ำชาอีกแก้วหนึ่งอย่างขยันขันแข็ง

            “ศิษย์พี่หลิงอาการศิษย์พี่เฉินเป็นอย่างไรบ้าง?” โหยวเสี่ยวโม่พลันยื่นน้ำชาไปยังเขาพร้อมเอ่ยถาม

            หลิงเซียงยกชาขึ้น ยักคิ้วมองเขา “จะห่วงใยเขาทำไมกัน?”

            โหยวเสี่ยวโม่ถูกเขม่นใส่หนึ่งครั้ง เขาเพียงแต่อยากหาหัวข้อคุยไม่ได้ห่วงใยเขาจริงเสียหน่อย คนที่ชอบชักสีหน้าใส่ แถมยังรวมหัวกับทังอวิ๋นฉีตั้งแง่กับเขาเขาไม่ใช่แม่พระมาโปรดซะหน่อย จะมาเป็นห่วงเป็นใยเขา

            “ข้าก็แค่ถามไปงั้นๆแล้วมนุษย์ปีศาจลั่วซานนั่นล่ะ?” เมื่อเห็นเขาไม่พอใจจึงเปลี่ยนหัวข้อ เพราะเขาเองก็สงสัยว่ามีดบินนั้นไปถึงไหนแล้ว

            “เขา?” หลิงเซียวขำน้ำเสียงเสียดสี “ตายไปแล้วล่ะ”

            “เป็นไปได้ยังไง?” โหยวเสี่ยวโม่อดไม่ได้จึงถามเสียงสูง ข่าวนี่ก็ช่างกะทันหันเหลือเกินนี่พึ่งหนีไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม

            “เจ้าคิดว่ามีดบินที่ข้าส่งออกไปกินเจรึยังไง?” คิ้วสวยของเขากระตุก ไม่พอใจกับคำถามนั้น

            โหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังจิบชาเกือบพุ่งออกมาพลันรีบเช็ดปากพร้อมเอ่ย “มีดบินของเจ้าไม่ได้กินเจอยู่แล้ว ข้าเพียงแต่สงสัยน่ะ” วันแรกที่เจอเขา โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้ว่าเขาไม่ได้กินเจคนที่ฆ่าหลินเซียวอย่างง่ายดายแล้วปลอมตัวเป็นเขา จะกินเจได้ยังไงลำพังปลาใหญ่เนื้อแน่นคงยังไม่พอให้เขารู้สึกอิ่มหนำ

            “โหยวเสี่ยวโม่เจ้ามีเวลาห่วงใยคนอื่น ข้าว่า หันมาห่วงตัวเองไม่ดีกว่าหรือ?”

            หลิงเซียวหรี่ตามองดวงตาประกายที่ส่อแววอวดดี ปนความสงสัยขณะเดียวกันน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยอารมณ์ขำขัน ราวกับกำลังล้อเล่น

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่เข้าใจที่เขาพูดก้มลงมองขาตัวเอง “เอ่อ ข้าไม่ค่อยเข้าใจ” ตัวเองมีอะไรน่าห่วงตรงไหน?

            หลิงเซียงเห็นเขาแกล้งโง่ ก็ไม่ได้โกรธจิบชาพร้อมเอ่ยอย่างสบายๆ “ถุงเก็บของเจ้าไม่ได้ซ่อนของดีไว้หลายขวดหรือ เทพวกมันลงบนบาดแผลเดี๋ยวเดียวก็หายดีไม่ใช่หรือ?”

            คราวนี้โหยวเสี่ยวโม่กลั้นไม่ไม่ไหวแล้ว น้ำชาพุ่งกระจายเต็มโต๊ะยังไม่ทันเช็ดปาก คำพูดที่ว่า ‘ท่านรู้ได้ยังไง’ ก็เกือบหลุดปากออกมา โชคดีที่เขายั้งความคิดไว้ทันคิดในแง่ดีว่าหลิงเซียวอาจหมายถึงขวดยาพวกนั้น นอกจากขวดน้ำพวกนั้นที่เหลือก็เป็นขวดยาหลากสีทั้งนั้น

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่กล้ามองหน้าหลิงเซียวคิดหนักว่าจะใช้ข้ออ้างอะไร

            ทำอย่างไรดีๆแม้ว่าในถุงเก็บของจะมีขวดยาอยู่หลายขวดก็จริง ทว่าขวดพวกเหล่าล้วนเป็นขวดเปล่าขวดที่บรรจุยาไว้ ตอนเช้าก็ขายหมดแล้วด้วย เหลือเพียงยาทดแทนความหิวขวดนั้นเรื่องนี้หลิงเซียวเองก็รู้ ปิดบังเขาไม่ได้แน่

            หลิงเซียวไม่ได้เร่งเขา เห็นเขาหลบมองหน้าตัวเองจึงเอ่ยถามเสียงเรียบ “ว่าอย่างไรล่ะ หาข้อแก้ตัวมาปั่นหัวข้าได้รึยัง?”

            สมองโหยวเสี่ยวโม่หยุดทำงานคำพูดนี้ชัดเจนว่าเขารู้แล้ว

            “เจ้ารู้ได้ยังไง?” โหยวเสี่ยวโม่ถามอึกอัก ถ้าจะตายก็ขอตายอย่างกระจ่างแจ้ง ในเมื่อเขาระวังตัวเองถึงที่สุดไม่เคยเอาออกมาต่อหน้าคนอื่นเลยแท้ๆ

            หลิงเซียวถือแก้วชาในมือเล่น เงยหน้าช้าๆมองเขาแกมยิ้ม “เจ้าคิดว่าข้าเป็นพวกสมองกลวงรึไงศิษย์ฝึกหัดที่พึ่งเข้าสำนักได้ไม่ถึงเดือน คุณสมบัติด้อยปานนั้นวันนึงสามารถหลอมยากว่าร้อยเม็ดได้โดยไม่หยุดพัก ถ้าบอกไม่มีอะไรเคลือบแคลงคนเขลาถึงจะเชื่อ”

            โหยวเสี่ยวโม่คางแทบตกที่แท้ก็สาเหตุนี้เอง

            ทว่าเมื่อเขาพูดเช่นนี้โหยวเสี่ยวโม่ก็พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผยไต๋อย่างไม่ตั้งใจต่อหน้าหลิงเซียวมากมายขนาดนี้

            “อีกอย่างแก้มเจ้าก็แดงสดใสเหลือเกิน” หลิงเซียวประชิดตัวเขายื่นมือข้างหนึ่งขึ้นจับแก้มเขาหนึ่งครั้ง ทั้งนิ่มทั้งลื่นจริงด้วย

            ทันใดโหยวเสี่ยวโม่ก็แก้มแดงเปล่ง

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน