ถึงยังไงฉินฮุ่ยเจียวก็เป็นพี่สาวแท้ๆของเขา ต่อให้ปากจะพูดตัดรอนอย่างนั้นแต่เขาก็ไม่อยากให้เรื่องราวมันบานปลายมากเกินไป
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับไม่ได้ใส่ใจอะไร
"ฉันไม่ได้อยากมีเรื่องแต่พี่สาวนายนั่นแหละที่มาหาเรื่องก่อน!!"
เธอแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบๆ เท่านั้นไม่ได้อยากหาเรื่องให้ตัวเองต้องอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ
พอได้ยินต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดแบบนั้นฉินซู่ก็ยิ่งรู้สึกผิดมากยิ่งขึ้น
ภรรยาของเขาขยันขันแข็งทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่กลับถูกพี่สาวของเขาพูดว่าเป็นคนนอกอยู่หลายครั้ง
คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับเก็บไปใส่ใจ
ถึงภรรยาของเขาจะมีจิตใจดีแค่ไหนแต่ถ้าได้ยินบ่อยๆจิตใจที่อ่อนโยนก็ย่อมได้รับผลกระทบและรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือนกัน
ฉินซู่โอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"ฉันทำให้เธอต้องทนลำบากแล้ว"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวซบอยู่ในอ้อมกอดของฉินซู่เธอปลอบเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"จนถึงตอนนี้ไม่มีใครทำให้ฉันต้องลำบากได้หรอก คนที่เสียเปรียบก็มีแต่คนอื่นเท่านั้นแหละ"
ธรรมะสูงหนึ่งคืบ มารร้ายสูงหนึ่งศอก [1]
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่ายๆ
ไม่ว่าใครจะหาเรื่อง ถ้าทำให้เธอไม่พอใจเธอพร้อมที่จะตอบโต้กลับไปอย่างไม่ลังเล
พอได้ยินแบบนั้นฉินซู่ก็หัวเราะออกมาอย่างจนใจ
"นั่นสินะ เมียฉันเก่งขนาดนี้จะไปยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ยังไงกัน!"
เขาเห็นความเด็ดขาดของภรรยามาแล้วนี่นา
บ่ายวันนี้ฉินซู่ต้องเข้าไปในเมืองส่วนวันนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้หยุด เธอจึงตั้งใจว่าครึ่งวันนี้จะพักผ่อนอยู่ที่บ้าน
เด็กๆ ทั้งสามคนมีหลินเจียเจียคอยดูแลต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงไม่ต้องห่วงอะไรมาก
หลินเจียหย่วนเองก็จะเข้าเมืองไปหางานทำจะหาเงินมาใช้หนี้
‘ครืน!’
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นขึ้นเพราะเสียงฟ้าร้องเธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่าด้านนอกท้องฟ้ามืดครึ้มฝนกำลังตกลงมาอย่างหนัก เม็ดฝนสาดใส่ตัวบ้าน ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น
เธอมองไปที่นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามโมง
‘ครืน!’
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งฟ้าแลบไปมาในหมู่ก้อนเมฆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวล้างหน้าล้างตาแล้วลงไปข้างล่าง ก็เห็นเด็กๆทั้งสามคนนั่งกินขนมกันอย่างเรียบร้อยอยู่ในห้องนั่งเล่นหลินเจียเจียเองก็คอยดูแลพวกเด็กๆ อย่างเงียบๆ
"น้องสะใภ้!"
พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวลงมาจากข้างบนหลินเจียเจียก็รีบลุกขึ้นหลีกทางให้
"แม่คะ/ครับ!"
“น้าต่งครับ”
เด็กๆทั้งสามคนเรียกต่งเสี่ยวเสี่ยวพร้อมกัน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มและพยักหน้าให้หลินเจียเจียจากนั้นก็นั่งลงข้างๆ ฉินไห่เยว่ มืออีกข้างหนึ่งก็หยิกแก้มยุ้ยๆของฉินไห่หยางเบาๆ
ร่างกายของฉินไห่หยางแข็งทื่อทันทีมือที่กำลังจะหยิบข้าวโพดคั่วชะงักกลางอากาศ สีหน้าของเด็กชายบึ้งตึงขึ้นมาทันที
พอเห็นแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ดึงมือกลับอย่างเก้อๆ เธอพูดอย่างจนใจว่า
"ถ้าไม่ชอบให้แม่แตะงั้นครั้งหน้าแม่ไม่แตะก็ได้"
เด็กคนนี้นี่ชอบทำตัวโตเกินวัยจริงๆแค่อายุยังน้อยแต่ก็ทำหน้านิ่งเย็นชาใส่คนอื่นแล้ว โตขึ้นมาไม่รู้จะไปปั่นหัวสาวๆไปได้อีกกี่คน
ระหว่างที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดมือของเธอก็ถูกคว้าไว้โดยไม่ทันตั้งตัว พอได้สติกลับมาอีกครั้งมือของเธอก็ไปแตะอยู่ที่ใบหน้าของฉินไห่หยางแล้ว
ดวงตาคมกริบของฉินไห่หยางจ้องมองต่งเสี่ยวเสี่ยวก่อนจะพูดออกมาว่า
"แม่...อยากหยิกต่อก็ตามใจสิครับ!"
สีหน้าของเด็กชายยังคงบึ้งตึงเหมือนเดิมแต่ปลายหูของเขากลับแดงก่ำ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นคนช่างสังเกตเธอจึงสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ในทันที ทำให้เธออดหัวเราะออกมาไม่ได้
ที่แท้เจ้าหนูน้อยนี่นิสัยเหมือนฉินซู่ไม่มีผิดเป็นพวกชอบเก็บอาการสินะ
เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงหยิกแก้มเขาอีกสองสามครั้ง แววตาของเธอเป็นประกาย
"แก้มเล็กๆ นี่นุ่มนิ่มจริงๆ เลย!"
ฉินไห่เยว่ที่อยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกไม่พอใจเธอจึงพูดขึ้นมาเสียงดัง
"เยว่เยว่อยากให้แม่หยิกแก้มด้วย"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวแบ่งความรักให้อย่างทั่วถึงเธอเอื้อมมือไปหยิกแก้มเล็กๆ ของฉินไห่เยว่ รวมถึงเฉินเฉินด้วย
"แก้มเล็กๆนี่นุ่มนิ่มน่าหยิกจริงๆ!!"
พอโดนชมแบบนั้น ฉินไห่เยว่ที่กินขนมอยู่ก็กินไปยิ้มไปอย่างมีความสุข
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองห้องนั่งเล่นโล่งๆตรงหน้า แล้วก็รู้สึกว่ามันยังขาดอะไรบางอย่าง
เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น ไมโครเวฟเครื่องซักผ้า และอื่นๆ…
บ้านหลังนี้มีไฟฟ้าเรียบร้อยแล้วดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟใหม่
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอุ้มฉินไห่เยว่ไว้ในอ้อมแขนแล้วพูดว่า "แม่ไปซื้อโทรทัศน์มาให้พวกลูกดูดีไหม?"
พอได้ยินแบบนั้น เด็กๆทั้งสามคนก็ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
ฉินไห่เยว่ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำไปหมด
"แม่ขา แม่พูดจริงเหรอคะ? จะซื้อโทรทัศน์จริงๆ เหรอคะ?"
โทรทัศน์งั้นเหรอ...ฉินไห่เยว่เคยเห็นที่บ้านคุณปู่ผู้ใหญ่บ้านแค่ครั้งเดียวเป็นโทรทัศน์จอเล็กๆ สี่เหลี่ยมเล็ก สีขาวดำ ข้างในยังมีคนตัวเล็กๆน่ารักเต็มไปหมดเลย!
เมื่อก่อนน้าหลี่เจียวเจียวมักจะพาเธอกับพี่ชายไปดูด้วยกันเสมอแต่หลังจากที่พ่อแต่งงานใหม่กับแม่ แล้วแม่ก็เริ่มอ่อนโยนขึ้นน้าหลี่เจียวเจียวก็ไม่เคยพาเธอไปดูโทรทัศน์อีกเลย
ก่อนหน้านี้เธอก็ยังแอบอยากได้อยู่เลยไม่คิดเลยว่าแม่จะอยากซื้อโทรทัศน์เข้าบ้านจริงๆ!
เฉินเฉินก็พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
"ที่บ้านผมมีโทรทัศน์สีเครื่องหนึ่งครับพ่อผมฝากคนรู้จักซื้อมาจากในเมืองหลวง สนุกกว่าโทรทัศน์ขาวดำเยอะเลยครับ"
ฐานะทางบ้านของเฉินเฉินค่อนข้างดีสิ่งที่เขาได้สัมผัสหรือเรียนรู้ก็ย่อมมีมากกว่า ทำให้เฉินเฉินรู้จักอะไรๆมากกว่าเด็กอีกสองคน
"ว้าว!"
ฉินไห่เยว่ตื่นเต้นมาก
"โทรทัศน์สีคืออะไรเหรอ?"
"ก็ในโทรทัศน์จะมีสีต่างๆเหมือนกับเสื้อผ้าที่เราใส่ ขนาดสีผิวของคนก็แยกออกได้ด้วยนะ!"
เฉินเฉินตบหน้าอกเล็กๆ ของเขาแล้วอธิบายความสุดยอดของโทรทัศน์สีอย่างออกรสออกชาติ
ทำให้เด็กอีกสองคนฟังแล้วรู้สึกอยากได้มากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้หลินเจียเจียเคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กในเมืองเธอเคยเห็นโทรทัศน์สีมาก่อน เธอจึงเสนอขึ้นมา
"น้องสะใภ้ฉันว่าซื้อโทรทัศน์ขาวดำดีกว่านะ ราคาถูกกว่า แต่โทรทัศน์สีแพงกว่าหลายร้อยหยวนเลยแต่ไม่ว่าจะซื้อโทรทัศน์แบบไหนก็ต้องใช้คูปองนะ"
ถ้าจะซื้อมาให้เด็กๆ ดูแก้เบื่อหลินเจียเจียคิดว่าแค่โทรทัศน์ขาวดำก็พอแล้ว
"เดี๋ยวค่อยดูอีกทีแล้วกันค่ะอีกสองวันฉันค่อยเข้าไปดูราคาในเมือง ถ้ามันไม่แพงมาก ฉันจะซื้อค่ะ!"
ชาติที่แล้วเธอมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องทำงานและติดอยู่กับโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ซะมากกว่า ส่วนโทรทัศน์เธอซื้อเป็นแบบจอสีขนาดใหญ่พิเศษ แต่ก็วางตั้งไว้ในห้องนั่งเล่นเท่านั้นไม่เคยเปิดสักครั้ง ถือว่าเป็นของประดับ
แต่ในยุคแปดศูนย์ที่ทรัพยากรขาดแคลนหลายครอบครัวอดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าดีๆ ก็ไม่มีจะใส่แค่พอประทังชีวิตให้พอกินอิ่มไปวันๆ ก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว จะหวังให้มีของใช้ดีๆตามใจต้องการก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย
อย่างเช่นโทรทัศน์สีพวกนี้ ราคาก็แพงมากแถมยังต้องใช้คูปองในการซื้ออีกด้วย
มีเงินแต่ไม่มีคูปองก็ซื้อไม่ได้
ฉินไห่หยางก็ทำท่าทางเคร่งขรึมเด็กชายพยักหน้าเบาๆ ก่อนพูดว่า
"ไม่ต้องซื้อโทรทัศน์ให้พวกเราก็ได้นะครับพวกเราเคยดูมาแล้ว ถึงแม่จะไม่ซื้อให้ก็ไม่เป็นไรหรอกครับแม่เก็บเงินไว้ซื้อชุดสวยๆ แล้วก็ของกินอร่อยๆ ให้น้องดีกว่านะครับ"
"พี่พูดถูกแล้วค่ะ…"
ฉินไห่เยว่เห็นด้วย
ถึงเด็กทั้งสองจะยังเล็กแต่ก็รู้ว่าเงินทองหายาก พวกเขาเลยไม่อยากให้แม่ต้องสิ้นเปลือง
สู้ซื้ออะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าให้แม่ได้ใส่เสื้อผ้าสวยๆ
พอเห็นเด็กทั้งสองคนทั้งน่ารักทั้งว่าง่ายแบบนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ตาเป็นประกาย เธอรับน้ำที่ลูกชายยื่นให้มาจิบให้ชุ่มคอเล็กน้อย
"พวกลูกไม่ต้องห่วงนะแม่รู้ว่าควรทำอะไรแม่ไม่มีทางที่จะยอมให้พวกเราลำบากเพราะโทรทัศน์เครื่องเดียวแน่นอน!"
เชิงอรรถ
[1] ธรรมะสูงหนึ่งคืบ มารร้ายสูงหนึ่งศอก(道高一尺,魔高一丈)หมายถึง ต่อให้ทำความดีมากแค่ไหน ก็ยังมีอุปสรรคมากมายเหมือนมารร้ายคอยรังควานตลอดเวลา