ตอนที่ 9
“ลูกสะใภ้เล็ก เ้าลากตัวข้ามาทำอะไรในครัวแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง”
หลู่ซื่อบ่นออกมาเป็หมีกินผึ้ง หลังจากถูกลูกสะใภ้คนโปรด ไปเคาะห้องปลุกขึ้นมาั้แ่ยามเหม่า (05.00-06.59) แล้วฉุดลากพาเข้ามาในห้องครัว
“ข้ามีอะไรจะให้ท่านแม่ดูนะสิ มาตรงนี้เ้าค่ะ”
เหวยเสวี่ยฮวาดึงแขนให้แม่สามี เข้ามายืนอยู่ริมหน้าต่าง ที่ทำให้มองเห็นเรือนเล็กของครอบครัวรอง
หลู่ซื่อ เพ่งสายตามองฝ่าความมืด ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติ เรือนหลังเล็กก็ยังคงอยู่ในสภาพเก่าทรุดโทรมเช่นเดิม
“เ้าปลุกให้ข้าตื่นมาดูสภาพบ้านเ้ารองนี้นะ”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ ท่านแม่อดทนรออีกหน่อยเถิด”
เหวยซื่อพยายามเกลี้ยกล่อมแม่สามีให้ใจเย็นลง นางเองก็แหกตาตื่นแต่เช้ามืดมากกว่าปกติมาสามวันแล้ว จนแน่ใจว่าหลางซื่อ นางจะออกมาแสดงกิริยาท่าทางประหลาดเวลานี้ติดต่อกันมาสามวัน
วันนี้ถึงได้ลงทุนเข้าไปปลุกแม่สามี ให้มาเห็นกับตาบ้าง
ฮูหยินผู้เฒ่าหม่าฮึดฮัดสูดลมหายใจเข้าออกเสียงดัง แต่ก็ยอมอดทนยืนสองมือไพล่หลัง จับจ้องมองเรือนเล็กต่อไป
จนกระทั่งบริเวณหน้าประตูเรือนเล็ก มีความเคลื่อนไหว สตรีร่างใหญ่เดินถือตะเกียงออกมาวางบนแคร่หน้าเรือน จากนั้นก็ยกแขนยกขา ทำท่าทางผิดแปลกวิสัยที่คนทั่วไปเขาทำกัน
“นางทำอะไรของนาง”
เสียงแหบแห้งถึงกับหลุดปากออกมา ั์ตาฝ้าฟางเบิกโพลง พยายามจะมองให้ชัด ว่าหลางซื่อ นางทำอะไรกันแน่
“ข้าสังเกตมาสามวันแล้วท่านแม่ พี่สะใภ้รอง จะออกมาเวลานี้ แล้วก็ทำท่าประหลาดอย่างนี้ พิลึกคนหรือไม่เ้าค่ะ”
“พิลึก คนปกติที่ไหนเขาทำกัน” เสียงแหบแห้งเอ่ยตอบ
ทำให้เหวยเสวี่ยฮวา นึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาของนางเบิกกว้าง ยกมือหนึ่งขึ้นมาทาบอก ก่อนจะอุทานออกมา
“หรือว่า พี่สะใภ้รองจะถูกิญญาร้ายเข้าสิง”
หลู่ซื่อคิดตามคำของลูกสะใภ้คนโปรด เห็นว่ามีเค้าความเป็ไปได้อยู่มาก เพราะปกติแล้วลูกสะใภ้รองจะนอนตื่นสาย จนตะวันแทบจะตรงหัว แต่นี่ฟ้ายังไม่ทันสว่างนางก็ลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาแล้ว
“ข้าว่าจริงอย่าเ้าว่า เอาอย่างนี้พอฟ้าสว่างเ้ารีบไปตามหมอผีประจำหมู่บ้านมา ขับไล่ิญญาร้ายออกไปให้พ้นจากบ้านข้า”
“เ้าค่ะ” เหวยเสวี่ยฮวาตอบรับคำเสียงอ่อนเสียงหวาน จากนั้นก็พยุงแม่สามี กลับออกจากห้องครัว เพื่อเข้าไปนอนต่อ รออีกสักหน่อยค่อยตื่นมาชมพิธีการไล่ผีร้ายให้พ้นสกุลหม่า...
ต้นยามเฉิน (07.00-08.59) หลางกุ้ยตานออกมาปัดกวาดลานหน้าบ้าน หลังจากป้อนข้าวสามีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับั้แ่วันที่ลงมือต้มโจ๊กหมู ครอบครัวรองก็ไม่มีเงินไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารอีกเลย จึงจำต้องทานอาหารที่เหวยซื่อแบ่งมาให้ ซึ่งล้วนเป็แต่เมนูผักทั้งนั้น
หญิงสาวเองก็ลงมือกวาดทำความสะอาดลานบ้าน พร้อมกับครุ่นคิดหาวิธีที่จะได้เงินมาจับจ่ายใช้สอย เพราะเงินทองที่สามีหามาได้ จากการเป็ทหารออกรบนั้น แม่สามีเป็คนเก็บเอาไว้ทั้งหมด ไม่แม้แต่จะยอมแบ่งมาซื้อยาให้เ้าของที่เป็คนหาเงินเลย แม้แต่อีแปะเดียว
“ทางนี้เ้าค่ะ พ่อหมอ”
เสียงอ่อนหวานอันเป็เอกลักษณ์ของเหวยซื่อ เรียกให้หลางกุ้ยตานหลุดออกจากภวังค์ความคิด หันไปสนใจกลุ่มคนที่เดินมาจากเรือนใหญ่
ซึ่งประกอบไปด้วย พ่อแม่สามี ครอบครัวของบุตรชายคนโต และครอบครัวของบุตรชายคนเล็ก นอกจากนี้ยังมีชายชรา หน้าตาน่ากลัว บนคอห้อยเส้นประคำอยู่หลายเส้น และยังมีชายแปลกหน้าติดตามมาด้วยอีกหนึ่งคน
“พากันยกโขยงมาที่เรือนข้าทำไม” หญิงสาวเอ่ยปากถาม น้ำเสียงแสดงออกว่าไม่ค่อยต้อนรับผู้มาเยือนเท่าใดนัก
“ก็จะมาขับไล่แกนะสิ นังิญญาร้าย”
เป็เสียงของชายชราหน้าตาน่ากลัวที่เอ่ยขึ้นมาเป็คนแรก มือเหี่ยวย่นยื่นออกไปตรงหน้าลูกศิษย์ ชายแปลกหน้าก็ยื่นถุงใส่ข้าวสารเสกให้ชายชรา
หมอผีประจำหมู่บ้าน ล้วงหยิบข้าวสารขึ้นมาบริกรรมคาถา จากนั้นก็จัดการขว้างปาใส่สตรีร่างใหญ่ตรงหน้าไม่รอช้า
“โอ๊ย ๆ” หลางกุ้ยตานร้องครวญครางออกมาเสียงดัง ใบหน้าบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
ชายชราที่ยกตนว่าเป็ผู้วิเศษ สามารถขับไล่ภูตผีปีศาจได้ จนชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหนิงพากันยกย่องนับถือ พอเห็นสตรีที่คนกลุ่มนี้บอกว่าถูกิญญาร้ายเข้าครอบงำ ร้องครวญครางออกมาก็ยิ่งได้ใจ ล้วงเข้าสารปาใส่ร่างกายอวบอ้วนอีกหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งนางก็จะร้องโหยหวนออกมา
สตรีสามนางที่พากันยืนชมพิธีการไล่ผี ถึงกลับยกมือขึ้นท่วมหัว เลื่อมใสในตัวหมอผีมากขึ้นอีกเท่าตัว
“สมกับเป็ผู้วิเศษจริง ๆ” เหวยซื่อชื่นชมออกมาดัง ๆ ทำให้หมอผีกระหยิ่มยิ้มย่องออกมา
“ผู้วิเศษอะไรล่ะ เ้าลองมาถูกปาเมล็ดข้าวสารใส่ดูหรือไม่เหวยเสวี่ยฮวา จะได้รู้ว่ามันเจ็บหรือเปล่า”
หลางกุ้ยตานหันไปขึ้นเสียงกับคู่สะใภ้ อยากจะให้นางมาลองดูนัก ดูสิว่าจะยืนนิ่งอยู่เฉย ๆ ได้หรือเปล่า
“จะ เ้าไม่ได้ร้องโหยหวน เพราะแสบร้อนจากการถูกข้าวสารเสกหรือ”
‘ซางฉิงเหม่ย’ ลูกสะใภ้คนโตของสกุลหม่า ที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังสามีเอ่ยถามขึ้นมา นางเป็คนขี้ขลาด ยิ่งกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยแล้ว แต่ก็ยังอยากมาดูให้เห็นกับตา ว่าคนที่ถูกิญญาร้ายเข้าสิงเป็เช่นไร
“แสบร้อนบ้านะสิ ที่ข้าร้องเสียงดัง หนึ่งเพราะรู้สึกเจ็บ ๆ คัน ๆ มากกว่า และสอง ข้ากลัวว่าชายชราจะเสียหน้า ที่ข้าวสารเสกใช้ไม่ได้ผล” ประโยคหลังสตรีร่างใหญ่ หันไปจ้องหน้าชายชรากับพวกตาเขม็ง หากเป็ยุคปัจจุบันคนพวกนี้ได้ถูกจับเข้าคุก โทษฐานหลอกลวงประชาชนไปแล้ว
หมอผีชราหน้าเปลี่ยนสี ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะหากเป็คนอื่น แม้ไม่ได้ถูกิญญาร้ายเข้าสิงจริง ๆ ก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ มักจะยอมเล่นไปตามน้ำ เพราะหวาดกลัวชายหนุ่มร่างใหญ่ที่เขาพามาด้วย
แต่สตรีร่างอวบอ้วนนางนี้ นอกจากจะไม่กลัว สายตาของนางยังท้าทายเขาอีกด้วย...ซึ่งหมอผีที่ชาวบ้านยกย่องบูชามานานอย่างเขา จะยอมเสียความศรัทธาของชาวบ้านไปไม่ได้
“ิญญาร้ายตนนี้ มันร้ายกาจนัก เห็นทีแค่ข้าวสารเสกคงเอามันไม่อยู่ อาฟง เอามีดหมอมา แล้วเ้าเข้าไปจับตัวนางเอาไว้ ข้าจะลงมือจัดการิญญาตนนี้ขั้นเด็ดขาด ไม่อ่อนข้อให้อีกแล้ว”
ความเป็จริงแล้วหมอผี ไม่ได้คิดจะสำแดงตนว่ามีอิทธิฤทธิ์เวทมนตร์อีกแล้ว แต่หมายจะจัดการฆ่าปิดปาก ไม่ให้สตรีนางนี้ เที่ยวเอาไปโพนทะนา บอกใคร ๆ ว่าเขาเป็หมอผีปลอม หลังจากสังหารนางด้วยมีดหมอแล้ว ก็จะบอกญาติ ๆ ของนางว่า เป็ฝีมือของิญญาร้าย
ชายฉกรรจ์ที่เป็ลูกศิษย์ของหมอผีปลอม ย่างสามขุมเข้าหา หญิงสาวร่างใหญ่ ที่ยืนถือด้ามไม้กวาด ตั้งใจจะเข้าไปจับตัวนางเอาไว้ ตามคำสั่งของชายชรา แต่ยังไม่ทันที่จะได้แตะต้องตัวของนาง ชายผู้นี้ก็มีอันต้องล้มฟุบหมดสตินอนแน่นิ่งไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนที่ยืนมองอยู่
“กระจอกวะ”
หลางกุ้ยตานใช้ฝ่าเท้าเขี่ยชายฉกรรจ์ที่นอนคว่ำหน้า ให้พลิกหงายขึ้น ก่อนจะเตะซ้ำไปทีหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกลับแรงมากนัก ก่อนจะแหงนใบหน้าขึ้น สบประสานสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารกับชายชรา
“ว่าอย่างไร ยังจะกล้าเข้ามาอีกหรือไม่” หญิงสาวกล่าวท้าทาย ดูจากแววตาแล้ว เห็นทีหมอผีรายนี้ คงอยากจะสังหารนางให้ตายไปจริง ๆ ...