ตอนที่ 8 สี่ตระกูลใหญ่เมืองหมอกม่วง
ภายในเรือนไม้เล็กๆด้านหลังตระกูลเฟย มีชายหนุ่มผมสีดำยาว หน้าตาหล่อเหลา ผิวขาวเนียนเปล่งประกายสวมอาภรณ์ขาว รูปร่างสมส่วนแข็งแกร่งองอาจ โดยรวมแล้วคล้ายเทพเซียนจำแลงกายลงมาก็มิปาน
ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคมคายเยี่ยงเทพเซียนผู้นี้เป็ใครไปมิได้นอกจากเฟยหลิงเทียน ชายหนุ่มสำรวจเครื่องแต่งกาย เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วก็เปิดประตูเรือนไม้หลังเล็กพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว เฟยอู่จี้และเฟยเหมยฮวาที่ยืนรออยู่นอกเรือนไม้ยิ้มออกมาทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินออกมา
"ไปกันเถอะ เทียนเอ๋อร์" เฟยอู่จี้กล่าวขึ้น
"ขอรับท่านพ่อ" เฟยหลิงเทียนตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หลังจากขึ้นรถม้า ทั้งหมดก็มุ่งตรงสู่สนามประลองขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็สถานที่ที่จัดงานประลองประจำปีของผู้เยาว์ที่อายุไม่เกินสิบแปดปี มีผู้ชมมากกว่าแสนคน โดยในการประลองของปีนี้เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ใช้อาวุธได้ เพื่อที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา
กฎก็มีอยู่ว่าเมื่อคู่ต่อสู้ขอยอมแพ้หรือตกจากเวทีประลองถือว่าแพ้ ข้อห้ามสำคัญในการประลองก็คือห้ามฆ่าและทำลายการบ่มเพาะของคู่ต่อสู้
ภายในสนามประลอง ที่นั่งของผู้ชมอัดแน่นเต็มไปด้วยผู้คนหลายแสนคนที่้ามาชมการประลองในครั้งนี้ เพราะในปีนี้นอกจากจะมีสมาชิกจากสี่ตระกูลใหญ่มาเข้าร่วมการประลองด้วยแล้ว ยังมีผู้าุโจากสี่สำนักใหญ่มาเข้าร่วมรับชมการประลองด้วย ทำให้มีความคึกคักและมีความดึงดูดมากกว่าปีอื่นๆ
"เ้าว่าปีนี้ ใครจะได้อันดับหนึ่ง?"
"แน่นอน ต้องเป็นายน้อยไป๋อยู่แล้ว เพราะนายน้อยไป๋ตอนนี้มีพลังฝึกตนสูงส่ง บรรลุขอบเขตลมปราณแท้จริงขั้นที่ห้าเข้าไปแล้ว เ้าคิดว่าผู้ใดจะเอาชนะนายน้อยไป๋ได้?"
"ข้าว่าก็ไม่แน่ เพราะอีกสามตระกูลที่เหลือก็น่าจะมีไพ่ลับที่จะทำให้มีโอกาสได้อันดับหนึ่งก็เป็ได้"
"คนที่น่าสนใจในการประลองครั้งนี้น่าจะมีแค่สมาชิกจากสี่ตระกูลใหญ่เท่านั้น"
"ผู้ลงประลองคนอื่นๆ น่าจะมาเพื่อเพิ่มความบันเทิงเท่านั้น ฮ่าๆๆ "
เหล่าผู้ชมพากันคาดเดา วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ
ผู้ฝึกตนที่กำลังลงทะเบียนประลองอยู่ ได้ยินคำวิจารณ์ของผู้ชมก็พลันหน้าเขียวคล้ำทันที พวกเขาถึงกับสบถด่าเหล่าผู้ชมในใจ หลงมู่ที่อยู่ในกลุ่มผู้ลงทะเบียนหน้าตาเขียวคล้ำจนน่าเกลียดไม่ต่างกัน
ตอนนี้เองที่มีชายวัยกลางคนสวมชุดเหลืองขึ้นมาบนเวทีประลอง เขาคือเ้าเมืองหมอกม่วง 'ชางเฟิง' มีเสียงปรบมือต้อนรับจากประชาชนของเมืองหมอกม่วงอย่างล้นหลาม เพราะชางเฟิงเป็เ้าเมืองที่ดี คอยดูแลผู้คนในเมืองอยู่ตลอด และเขายังเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง ชางเฟิงจึงได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในเมืองเป็อย่างมาก
หลังจากที่เ้าเมืองขึ้นบนเวทีได้ไม่นานพลันมีลำแสงสีแดงบินมาตรงมาที่ตำแหน่งซึ่งเป็ที่นั่งผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักวิหคเพลิง เป็ชายวัยกลางคน สวมชุดสีแดงเพลิง เขาคือผู้าุโสูงสุดของสำนักวิหคเพลิง 'หลี่เจี้ยน'
จากนั้นก็มีอีกสองลำแสงเป็แสงสีดำและสีขาว บินมาพร้อมกับพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ ตรงไปที่ตำแหน่งที่นั่งของผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักเต่าทมิฬและสำนักพยัคฆ์ขาว
ชายกลางคนตัวโหญ่สวมชุดดำมีกล้ามเนื้อที่บึกบึนแข็งแกร่งทรงพลัง เป็ผู้าุโสูงสุดของสำนักเต่าทมิฬ 'หลินเหอ' และชายชราผมขาวโพลน ซึ่งเป็ผู้าุโสูงสุดของสำนักพยัคฆ์ขาว 'ฉางไป๋'
"ฮ่าๆๆ ไม่ได้เจอกันนานเลย ผู้าุโฉาง" หลี่เจี้ยนที่นั่งได้ไม่นานก็ลุกไปทักทายาุโสูงสุดของสำนักพยัคฆ์ขาว จากนั้นก็หันไปกล่าวเหน็บแนมชายกลางคนร่างบึกบึน
"เ้าก็ยังตัวโตมีแต่กล้ามเหมือนเดิม เหล่าเหอ"
"เฮอะ เ้าก็ยังเ้าสำอาง และยังใส่ชุดขนนกเหมือนคณะตลกเหมือนเดิม เหล่าเจี้ยน" หลินเหอตอกกลับ
"เ้า..." หลี่เจี้ยนสะอึกกับคำกล่าวของหลินเหอ
"ฮ่าๆ พวกเ้าอย่าเพิ่งทะเลาะกัน เ้าสองคนเจอกันทีไรก็กัดกันทุกที" ผู้เฒ่าฉางไป๋เข้ามาห้ามปราม
"แล้วท่านโจวหยูล่ะ" หลินเหอกล่าวถาม
"นั่นสิ ข้ามาก่อนพวกท่านก็ยังไม่เห็นเหมือนกัน" หลี่เจี้ยนตอบกลับ
"พูดถึงก็มาพอดี" ฉางไป๋กล่าวเมื่อเห็นลำแสงเหนือฟากฟ้า
มีลำแสงสีฟ้าบินตรงไปยังตำแหน่งที่นั่งผู้ทรงเกียรติแห่งสำนักัฟ้าอย่างรวดเร็ว เป็ 'โจวหยู' ที่พวกเขากำลังกล่าวถึงนั่นเอง
โจวหยู ผู้าุโสูงสุดของสำนักัฟ้า เป็ชายวัยกลางคนสวมชุดฟ้า และเป็คนที่คอยแอบมองเฟยหลิงเทียนจากมุมมืดใต้น้ำที่น้ำตก์ครานั้นนั่นเอง
ทั้งสามคนหันไปทักทายโจวหยูทันทีที่เขานั่งลง
"คารวะ ท่านโจวหยู" หลินเหอ
"คารวะ ท่านโจวหยู" หลี่เจี้ยน
"คารวะ ท่านโจวหยู" ฉางไป๋
"คารวะ ทุกท่าน" โจวหยูคารวะทักทายตอบด้วยรอยยิ้ม
โจวหยูที่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้าุโสูงสุดทั้งสามนั้น เป็เพราะว่าโจวหยูเป็ผู้ฝึกตนสองรูปแบบ ฝึกทั้งกายเนื้อและลมปราณควบคู่ไปด้วยกัน ซึ่งการฝึกตนสองรูปแบบนั้นจะช้ากว่าฝึกรูปแบบเดียวมากโข และยังใช้เวลายาวนานกว่าด้วย ซึ่งผู้ฝึกตนหลายคนมองว่าเป็การเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ หากมิใช่อัจฉริยะของจริงอย่าริลองจะดีกว่า
แต่ถ้าฝึกสองรูปแบบสำเร็จและบรรลุระดับสูงขึ้นเรื่อยๆจะทรงพลังมีอานุภาพกว่าการฝึกรูปแบบเดียวมากนัก
ระดับการฝึกตนของโจวหยูไม่มีผู้ใดรู้อย่างแน่ชัด ทั้งโจวหยูยังเป็คนที่ราชวงศ์เมฆาครามให้ความเกรงใจอีกด้วย
"ข้าไม่นึกว่า ท่านผู้เฒ่าฉางก็มาด้วย" โจวหยูเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"ฮ่าๆ ท่านโจวหยู ที่ข้ามาเพราะอยากจะเจอเ้าหนูตระกูลไป๋ เห็นเขาลือกันว่ามีพร์ในการใช้กระบี่เป็อย่างมาก ถึงจะมีาุโจากสำนักข้าไปเชิญเ้าหนูนั่นเข้าสำนักแล้วก็เถอะ และข้าก็อยากจะเห็นความสามารถที่แท้จริงของมันในการประลองด้วย" ฉางไป๋กล่าวพร้อมลูบหนวดเคลายาว ใบหน้าเฒ่าชรายิ้มแย้มมีความสุข
"เป็เช่นนั้นเอง" โจวหยูพยักหน้าอย่างเข้าใจ
"แล้วท่านล่ะ ท่านโจวหยู ปกติท่านมักจะเก็บตัวฝึกตนอยู่เสมอ ไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอกนานแล้ว ลมอะไรพาท่านออกมากัน?" หลี่เจี้ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ข้าก็เจอผู้เยาว์ที่น่าสนใจเหมือนกัน" โจวหยูกล่าว
ทั้งสามคนตื่นตะลึงทันที เซี่ยเยว่ฉานที่มีพร์อันน่ากลัวยังทำให้โจวหยูสนใจไม่ได้ ผู้เยาว์แบบไหนกันที่ทำให้โจวหยูมีความสนใจได้?
ชางเฟิง เ้าเมืองหมอกม่วงเห็นเหล่าผู้าุโสูงสุดของทั้งสี่สำนักมาถึงแล้วก็เข้ามาต้อนรับทันที
ไม่นานสี่ตระกูลใหญ่ก็ได้มาถึง
"ดูนั้น !!! ตระกูลหม่ามาถึงแล้ว"
"นั่นประมุขตระกูลหม่า หม่าคัง !!! "
"ชายหนุ่มชุดดำกล้ามโตๆนั่นคือ นายน้อยหม่าเฉิงรึ? "
"ใช่แล้วนั่นคือ นายน้อยหม่าเฉิง เป็ผู้ฝึกตนกายเนื้อที่ทรงพลัง มีกายเนื้อแท้จริงขั้นที่สี่ "
" ฮือฮา " เหล่าผู้ชมต่างส่งเสียงวุ่นวาย ลุกขึ้นจากที่นั่งหันไปจ้องมองหม่าเฉิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หม่าเฉิงเมื่อมาถึงก็เข้าไปลงทะเบียนประลองยุทธ์ทันที
ไม่นานอีกสองตระกูลใหญ่ก็ได้มาถึงแล้วเช่นกัน เป็ตระกูลม่อกับตระกูลเยว่ นำมาโดยประมุขของทั้งสองตระกูลอย่างม่อหลินไห่และเยว่หลี่
"ดูนั่น !!! นายน้อยม่อเส้าเฟิน ช่างองอาจยิ่งนัก"
"ผู้เยาว์ทั้งสี่ของตระกูลใหญ่ที่มากันในวันนี้ว่ากันว่า นายน้อยม่อเส้าเฟิน เป็ผู้ที่อ่อนแอที่สุด"
"เ้ารู้ได้อย่างไร? "
"ก็นายน้อยม่อมีขั้นพลังเพียงขอบเขตลมปราณแท้จริงขั้นที่สามเท่านั้น"
"เป็เช่นนี้นี่เอง"
"คุณหนูเยว่หลานมาถึงแล้ว !!! "
"อ่า คุณหนูเยว่ ช่างงดงามยิ่งนัก !!! "
"คุณหนูเยว่ สมกับเป็หนึ่งในสี่เทพธิดาแห่งเมืองหมอกม่วงของเราจริงๆ งดงามสมคำร่ำลือ"
"สี่เทพธิดาของเมืองหมอกม่วง? "
"อะไร เ้าไม่รู้? เ้าไปมุดหัวอยู่ขุนเขาใดมา? "
"บัดซบ !!! รีบบอกมา อย่ามัวอมพนำ "
"ก็ได้ ข้าจะบอกเ้าเอง เ้าคนดอย "
"อันดับหนึ่งคือ คุณหนูตระกูลเซี่ย ' เซี่ยเยว่ฉาน ' ความงามนางมิอาจบรรยายออกมาเป็คำพูดได้ นางราวกับเป็เทพธิดานางฟ้าจากสรวง์งดงามหยาดเยิ้มสูงส่ง เพิ่งอายุสิบแปดปีก็มีเติบโตเต็มขั้นมีเรือนร่างยั่วยวนชวนหลงใหลแล้ว หากเจริญวัยสุกงอมเต็มที่มิใช่จะงามล่มแดน กลายเป็ศึกแย่งชิงของชายหนุ่มทั่วหล้ารึ? และเซี่ยเยว่ฉานยังเป็ถึงศิษย์หลักอันดับหนึ่งแห่งสำนักัฟ้า ทว่าน่าเสียดายอย่างที่สุดก็คือนางเป็คู่หมั้นของนายน้อยขยะไร้ประโยชน์แห่งตระกูลเฟย ช่างเสียของยิ่งนัก" ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา
" อะไรนะ !!! แม่นางเซี่ยหมั้นหมายแล้ว !!! " ราวกับได้ยินเสียงแตกหักบางอย่าง เหล่าชายหนุ่มต่างกุมอกด้วยความคับแค้นใจ
" ม่ายยยย เหตุใดแม่นางเซี่ยถึงได้หมั้นหมายเร็วเยี่ยงนี้? เหตุใดถึงไม่รอข้าผู้หล่อเหลาที่สุดในสามโลกผู้นี้กัน? "
" ... " หมู่มิตรสหายถึงกับมองฟ้าเมื่อได้ยินคำกล่าวของสหายหนุ่มผู้หลงตัวเองผู้นี้ จากนั้นพวกเขาก็หันไปกล่าวถึงเทพธิดาคนที่สองต่อ โดยมองเมินชายผู้หลงตัวเอง
"อันดับสองเป็ คุณหนูตระกูลเฟย ' เฟยเหมยหลิน ' หน้าตางดงามดุจเทพธิดาเก้าชั้นฟ้า มีเรือนร่างทรงเสน่ห์เย้ายวนอวบอิ่มอรชรงดงามเป็อย่างมาก อายุยี่สิบสี่ปี นับว่าสุกงอมพร้อมรับประทาน นางได้เป็ผู้าุโแห่งสำนักัฟ้าั้แ่ยังเยาว์ เนื่องจากความแข็งแกร่งไม่ทราบแน่ชัดของนาง ลือกันว่าความแข็งแกร่งของนางติดหนึ่งในสิบของาุโแห่งสำนักัฟ้า เป็พี่สาวสุดสวยของนายน้อยขยะไร้ประโยชน์ตระกูลเฟย " ชายคนเดิมถอนหายใจด้วยความอิจฉา
" อะไรนะ !!! เกี่ยวข้องกับนายน้อยขยะไร้ประโยชน์ตระกูลเฟยอีกแล้ว !!! "
" เหตุใดเหล่าสาวงามถึงได้รายล้อมอยู่แต่รอบตัวของคนไร้ประโยชน์อย่างนายน้อยตระกูลเฟยด้วย? "
" ์ช่างไม่ยุติธรรม " บรรดาชายหนุ่มถึงกับโอดครวญร่ำร้องด่าทอ์
"อันดับสาม คือคุณหนูตระกูลเยว่ ' เยว่หลาน ' สตรีผู้นี้ก็มีดวงหน้าสวยสดงดงามเช่นเดียวกัน หญิงสาวเปี่ยมไปด้วยความน่ารักเยาว์วัย นางเพิ่งจะอายุสิบหกปีก็เผยเสน่ห์ความงามออกมาแล้ว เยว่หลานในตอนนี้บรรลุขอบเขตลมปราณแท้จริงขั้นที่สี่ เป็อัจริยะอย่างแท้จริง "
" เฮ้อออ ... นึกว่าแม่นางเยว่หลานจะเกี่ยวข้องนายน้อยตระกูลเฟยอีกคน "
" ในที่สุด์ก็เมตตาพวกเรา " เหล่าชายหนุ่มสรรเสริญยกย่อง์เป็การใหญ่ แต่เมื่อครู่นี้เป็ผู้ใดก็ไม่รู้ยังด่าทอ์อยู่เลย จิตใจช่างแปรเปลี่ยนรวดเร็วเสียเหลือเกิน
"อันดับสี่ คือน้องสาวของคุณหนูตระกูลเซี่ย เซี่ยเยว่ฉานมีนามว่า ' เซี่ยหนิงเอ๋อ ' นางหน้าตางดงามน่ารัก เพิ่งจะอายุสิบสี่ปีเอง ก็บรรลุลมปราณก่อเกิดขั้นที่เก้าสูงสุดแล้ว เป็เพื่อนเล่นวัยเด็กของนายน้อยขยะตระกูลเฟย"
" ... " บรรดาชายหนุ่ม
" บัดซบ !!! เหตุใดสามในสี่สาวงามถึงรายล้อมอยู่แต่รอบกายของนายน้อยขยะไร้ประโยชน์ตระกูลเฟยกัน? "
" เหตใด์ถึงได้ไร้ปราณีเยี่ยงนี้? " เหล่าชายหนุ่มเริ่มโอดครวญด่าทอ์อีกครั้ง
" แต่ยังดีที่คุณหนูเยว่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายน้อยขยะด้วย ไม่งั้นพวกเราคนคลั่งไคล้สี่เทพธิดาคงได้อกแตกตายด้วยความอิจฉาเป็แน่"
" เห็นด้วยเลย "
" เ้ากล่าวได้ถูกต้อง "
" เฮ้อ "
หลังจากเหล่าคนคลั่งไคล้สี่เทพธิดาพูดคุยวิจารณ์ได้ไม่นาน สี่ตระกูลใหญ่ตระกูลสุดท้ายก็ได้มาถึงแล้ว เป็ตระกูลไป๋นั่นเอง
นำโดยชายวัยกลางคนชุดขาวแผ่รัศมีแห่งความแข็งแกร่งสง่างามออกมา ชายผู้นี้คือ ' ไป๋เฟิง ' ประมุขตระกูลไป๋ ตามมาด้วยนายน้อยไป๋ ' ไป๋อวิ้น ' ชายผู้นี้หน้าตาเคร่งขรึมจริงจัง ปลดปล่อยปราณเผยรัศมีกระบี่อันแข็งแกร่งออกมาโอ้อวดปวงชนชาวมุงทั้งหลาย
"ตระกูลไป๋มาแล้ว !!! "
"ประมุขตระกูลไป๋ ไป๋เฟิง !!! "
"ดูนั่น !!! นายน้อยตระกูลไป๋ ' ไป๋อวิ๋น ' ช่างหล่อเหลายิ่งนัก อายุสิบเจ็ดปี ก็ทะลวงสู่ลมปราณแท้จริงขั้นที่ห้าได้แล้ว พร์ช่างเลิศล้ำ !!! "
"การประลองในครั้งนี้ นายน้อยไป๋ ต้องได้อันดับหนึ่งเป็แน่"
"ข้าก็คิดงั้น"
..........................................