บทที่ 28 จิติญญาของ หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ
ชิว หลิงซีที่กำลังหลงไหลในความงดงามของตัวปราสาทนั่นเอง ก็ได้มีเสียงที่ทรงพลังเป็อย่างมากดังขึ้นมา“แม่หนูเ้าเป็ใครอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงได้มาอยู่ภายในเขตคุ้มกันของข้าได้”
ชิว หลิงซี สะดุ้งเฮือก มันเป็เสียงที่ไม่ทำให้ผู้ใดหวาดกลัวแต่ทว่าถ้าเกิดเขาคิดจะลงมือ ก็สามารถทำลายล้างโลกที่นางอยู่อาศัยเพียงแค่กระดิกนิ้วเท่านั้น
ตอนนี้ ชิว หลิงซีคิดว่ากลิ่นอายของปราสาทแห่งนี้ เหมือนนางจะเคยรู้จักกับมันมาก่อนแต่นางก็นึกไม่ออกเพราะว่ากลิ่นอายที่อยู่ที่นี่มันทรงพลังเป็อย่างมากให้ความรู้สึกว่าไม่มีใครสามารถเหยียบย่ำเข้าไปข้างในนี้ได้เลย
ชิว หลิงซีจึงคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยกล่าวออกมา “ท่านเป็ใครกันหรือข้าเพียงแค่ได้ยินเสียงของสิ่งมีชีวิตในปราสาทแห่งนี้มันกำลังเรียกร้องให้ข้าเข้าไปช่วยมันอยู่ข้าจึง...”
แต่ทว่า นางยังไม่ทันได้พูดต่อเสียงที่เก่าแก่ทรงพลัง ก็ได้ดังขึ้นมาอีกว่า “เ้ารู้หรือไม่ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน กับสิ่งมีชีวิตที่เ้าพึ่งบอกว่าจะช่วยเหลือมัน ถ้ามันถูกปลดปล่อยออกมามันสามารถทำลายล้าง จักรวาลใดจักรวาลหนึ่งให้หายไปได้เลยทีเดียว!”
สักพักก็ได้มีเสียงที่ร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นมาอีกรอบ“ช่วยข้าด้วย มนุษย์หญิงสาว ช่วยข้าทีถ้าข้าสามารถออกไปได้ ข้าจะเชื่อฟังเ้าทุกอย่างเลย ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม”
ชิว หลิงซีที่กำลังทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ข้างหน้านี้ นางจึงจ้องมองตัวปราสาทจากภายนอกอยู่เฉยๆ
ส่วนทางด้านของ ชิว เหวินเจี้ยน ที่กำลังดูนางใช้ชีวิตอยู่ข้างในสนามฝึกซ้อมเขาก็ได้แต่คิดในใจขึ้นมา ‘แม่สาวน้อยคนนี้นางทำไมถึงได้ใจกล้าขนาดนั้นกันนะ ฮื่มม... จิติญญาของข้าที่อยู่ดูแลสนามประลองเมื่อนานมาแล้วข้าได้แต่เพียงหวังว่ามันจะให้ผู้อื่น ได้สานต่องานของมันสักที’
ชิว เหวินเจี้ยนก็ได้แต่ยืนดูเงียบๆไม่พูดอะไรออกมา
ส่วน ชิว หลิงซีที่อยู่ข้างในสนามประลองนั้น นางก็ได้คิดเอาไว้ว่า ‘ข้าควรจะลองเข้าไปเผชิญหน้ากับเ้าตัวที่อยู่ข้างในนี้ดีหรือไม่ แล้วถ้าเกิดมันคิดจะฆ่าข้าขึ้นมาจะทำยังไงดีหละเฮ้อ...’
ชิว หลิงซี มีสีหน้าที่ดูท้อแท้ และหม่นหมองเป็อย่างมากในตอนนี้
เมื่อผู้ดูแลปราสาท เห็นว่า สาวงามที่กำลังท้อแท้แต่ก็ไม่ได้จากไปไหน เหมือนอยากที่จะเห็นสัตว์อสูรที่ถูกขังอยู่ข้างในนั้นให้ได้ เขาจึงกล่างขึ้นมาด้วยเสียงที่ทรงพลังว่า “แม่สาวน้อยหรือว่าเ้าอยากที่จะเข้าไปดูมันใกล้ๆอย่างนั้นหรือ”
ชิว หลิงซี มองไปทางต้นเสียงในทันทีตอนนี้นางได้เอะใจขึ้นมาแล้วว่า มันคล้ายๆกับ ชิว เหวินเจี้ยน เลยทั้งพลังที่คล้ายๆกัน และวิธีการพูดจา นางจึงะโถามออกไปให้ผู้ดูแลปราสาทได้ยิน “ท่านนั้นมีพลังคล้ายๆกับคนที่ข้ารู้จักอยู่ในตอนนี้เลยท่านรู้จักกับท่านชิว เหวินเจี้ยน หรือไม่ ทำไมข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับท่านยิ่งนัก”
มีเสียงเก่าแก่ดังขึ้นมาในหูของนางทั้งสองข้างจนทำให้หูนางแทบจะชา “ชิว เหวินเจี้ยน ไหน ข้าไม่เคยรู้จักอย่าได้เอาข้าไปเปรียบเทียบกับมนุษย์ชั้นต่ำเช่นพวกเ้า จงจำเอาไว้ ข้ามีนามว่าหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ เป็ผู้ทุกสรรพสิ่งมาั้แ่หลายล้านปีมาแล้ว และไม่มีใครที่มีความสามารถที่จะมาท้าชิงตำแหน่งข้าได้เ้าจงรู้เอาไว้ซะแม่สาวน้อย”
ชิว หลิงซี ตอนนี้นางเกิดอาการหวาดกลัวเป็อย่างมากนางกลัวว่าเ้าของเสียงจะออกมาทำลายล้างโลกที่นางอาศัยอยู่ และคนของตระกูลนาง จะมีใครสามารถต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังขนาดนี้ได้กันแม้แต่ ชิว เหวินเจี้ยน ที่นางเคารพเป็อย่างมากนางยังไม่คิดว่าจะชนะเ้าของเสียงอันทรงพลังนี้ได้เลย
ชิว หลิงซีได้แต่หน้าซีดและกล่าวตอบกลับไปอย่างแ่เบา “ท...ท่านผู้ทรงพลัง ข้าน้อยขอโทษที่มารบกวนเพคะ ข้าน้อยจะกลับออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
เสียงเก่าแก่อันทรงพลังก็หัวเราะขึ้นมา“โอ้ว ข้าจะต้องขอโทษเ้าด้วยแม่สาวน้อย ที่ทำให้เ้าหวาดกลัวไปข้านั้นสงสัยมาตั้งนานแล้วว่า มนุษย์ธรรมดาเช่นเ้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรกันเ้าจะตอบคำถามของข้าได้หรือไม่ ถ้าเ้าสามารถตอบข้าได้ข้าจะพาเ้าเข้าไปดูสัตว์อสูรข้างในปราสาท เป็อย่างไร”
ชิว หลิงซี คิดอยู่ครู่นึง ‘ถ้าข้าบอกออกไปว่า ท่านชิว เหวินเจี้ยนเป็คนพาข้าเข้ามาข้างในสนามประลองแห่งนี้ เ้าของเสียงที่ทรงพลังอันนี้ จะออกไปทำร้ายเขาหรือไม่’
ชิว หลิงซี ที่คิดได้แล้วนางก็ได้ตัดสินใจบอกออกไปว่า “ข้าน้อยจะต้องขอโทษท่านแล้วข้าน้อยไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า ใครเป็คนส่งข้าน้อยเข้ามายังข้างในโลกแห่งนี้”
เสียงของผู้ดูแลปราสาทได้เงียบสงบไปสักพักหนึ่งจิติญญาของ หนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอ ในตอนนี้ได้คิดในใจว่า ‘ข้าก็คิดว่านางอยู่ในโลกแห่งนี้มาโดยตลอดแต่นางกลับพูดออกมาว่า ข้ามมายังโลกแห่งนี้!หรือว่าแท้จริงแล้วนางมาจากโลกอื่นกันแน่ และคนที่ส่งนางมาอาจจะเป็คนที่ชื่อ ชิวเหวินเจี้ยน ก็เป็ได้ เพราะมันได้หลุดออกมาจากปากของนางั้แ่ตอนแรกแล้ว’
เสียงของผู้ดูแลปราสาทก็ได้ดังขึ้นมาอีกรอบเป็เสียงของความปลื้มปิติยินดีว่า “โฮ่วโฮ่ว โฮ่ว... แม่สาวน้อย เื่นี้มันน่าสนใจไม่เบาเลยยุคสมัยมันได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆสินะคงจะมีคนที่มีพลังคล้ายๆกันกับข้าถือกำเนิดขึ้นมาจริงๆในอีกโลกหนึ่ง...”
เสียงของผู้ดูแลปราสาทเงียบไปสักพักนึงและก็ได้กล่าวออกมาเป็เสียงที่ดูเศร้าหมอง “คงจะถึงเวลาของข้าแล้วจริงๆสินะที่จะต้องสละบัลลังก์ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ดูแลต่อ แต่ว่าระดับของเ้านั้นยังอ่อนด้อยมากเกินไปแค่เศษไม้ในโลกแห่งนี้ เ้าก็ยังไม่ทำให้มันเกิดรอยขีดข่วนขึ้นมาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทำไมคนที่ส่งเ้ามาถึงได้แต่หวังลมๆแล้งๆกันนะ”
เสียงของผู้ดูแลปราสาทดูเศร้าหมองเป็อย่างมากทำให้ ชิว หลิงซี นั้นคิดว่าตนเองด้อยค่าถึงที่สุด นางจึงกล่าวออกมาว่า “ข้าน้อยโดนคนที่ส่งมายังโลกแห่งนี้บอกว่า ให้มองขึ้นไปบนท้องฟ้าและจะเห็นอะไรสักอย่างแต่ว่าข้าน้อยก็ยังไม่เห็นมัน ข้าเลยโดนกักขังไว้ในนี้เป็เวลา30วัน เ้าค่ะ ”
ผู้ดูแลปราสาทในตอนนี้ได้ทำสีหน้าตกตะลึง“หืม...แม่สาวน้อย มิกี้เ้าบอกว่ายังไงนะ คนที่ส่งเ้ามาสั่งให้มองขึ้นไปข้างบนท้องฟ้าอย่างนั้นหรือนั่นมันเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ คนที่ถูกเลือกให้เป็นายของดินแดนแห่งนี้เท่านั้นถึงจะมองเห็นได้แล้วทำไมคนที่ส่งเ้ามาถึงได้รู้กันว่า ในโลกแห่งนี้มันมีเขตแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่”
ชิว หลิงซีที่ทำตัวไม่ถูกก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า “ข้าน้อยไม่ทราบเ้าค่ะข้าเพียงแค่ถูกกักขังไว้ในโลกแห่งนี้เท่านั้น อย่างอื่นข้าก็ไม่รู้อะไรอีกเลย”
เสียงเก่าแก่ก็ได้ดังขึ้นมาเป็เสียงที่ฟังดูอัธยาศัยดี “แม่สาวน้อย เ้าสนใจที่จะกราบข้าเป็อาจารย์หรือไม่ข้าสามารถช่วยเ้าให้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้ก่อน30วันอย่างแน่นอน”
ชิว หลิงซี ที่คิดว่าตนเองมี ชิวซานฟู่ เป็อาจารย์อยู่แล้ว ก็ได้กล่าวตอบกลับไปว่า “ข้าน้อยจะต้องขอโทษด้วยเพคะ คือ...ข้าน้อยมีอาจารย์อยู่แล้วหนะเ้าค่ะ”