เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นเต้น ทะลุผ่านความเงียบของห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารกองพะเนิน
“เฮ้ รีด! ฉันไปเห็นวิดีโอหนึ่งมา นายรู้รึเปล่าว่า คาปิบาร้าเป็มิตรมากขนาดที่มันขี่บนหลังจระเข้ได้เลยนะ!”
ประโยคดังกล่าวมาพร้อมกับััหนัก ๆ บนไหล่ของชายที่กำลังจดจ่ออยู่กับรายงาน เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วเธอรู้รึเปล่าว่าคาปิบาร้ามันกินอึตัวเอง?”
เสียงที่เต็มไปด้วยความใปนขยะแขยงดังขึ้นแทบจะทันที “ห๊ะ! พูดเป็เล่นน่า!”
รีดถอนหายใจน้อย ๆ ก่อนจะอธิบายต่อโดยไม่ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า “ก็ใช่นะสิ เพื่อช่วยย่อยและดูดซึมสารอาหารที่จำเป็จากอาหารที่ย่อยไปแล้ว ถ้าเธอไม่เชื่อก็ไปเปิดคลังข้อมูลสหพันธ์ดูเอาสิ”
“ไม่เอาอ่ะ” เสียงเดิมตอบกลับทันที “เอาไว้นายกับฉันไปสวนสัตว์กัน แล้วจะได้พิสูจน์กันไปเลยว่าสิ่งที่นายพูดมันจริงไหม! ตกลงนะ?”
คำเชื้อเชิญนั้นเต็มไปด้วยความตั้งใจจริง เ้าของเสียงเลิกกอดคอรีด แล้วจ้องเขาเขม็งอย่างคาดหวัง
รีดหยุดอ่านรายงานในมือ ดวงตาของเขาค่อย ๆ เบนขึ้นมองใบหน้าของอีกฝ่าย
ทว่าภาพที่เห็นกลับพร่าเลือน ใบหน้านั้นถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีเทา ไร้ซึ่งเค้าโครงที่แน่ชัด เช่นเดียวกับเสียงที่เอ่ยถาม ซึ่งแม้จะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่กลับไม่สามารถระบุได้ว่าผู้พูดเป็ใครกันแน่…
อาเธอร์สะดุ้งตื่นขึ้นตอนใกล้รุ่งเช้า รู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆ ที่เกาะตามิั เดวิดหันมามองอาเธอร์ ดวงตาสีเงินของเขาวิเคราะห์สีหน้าของอาเธอร์อย่างรวดเร็ว "นายฝันร้ายเหรอ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
"ฉัน... ก็ไม่รู้เหมือนกัน" อาเธอร์พึมพำ เขาขยี้ตาไล่ความง่วง "กี่โมงแล้ว?"
"พระอาทิตย์ใกล้ขึ้นแล้ว" เดวิดตอบ สายตาจับไปที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ซึ่งเริ่มมีแสงสีส้มระเรื่อ
อาเธอร์มองตามไป เห็นแสงสีส้มแดงเริ่มแต่งแต้มขอบฟ้า เขาถอนหายใจ "งั้นฉันไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อย"
เขาลุกขึ้น เขาเดินมาถึงริมน้ำในสภาพที่ไม่ได้สวมเสื้อ้า ทิ้งร่างสูงโปร่งไว้ภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังเลือนหายไป กล้ามเนื้อของเขาเป็มัดๆ บ่งบอกถึงการฝึกฝนอย่างหนักในฐานะทหารผ่านศึก เขาหยุดมองผิวน้ำนิ่งเงียบ ภาพใบหน้าของตัวเองสะท้อนอยู่บนนั้น ดวงตาสีฟ้าดูเหนื่อยล้าภายใต้ผมสีน้ำตาลเข้มที่ตัดสั้น เขาเอียงคอมองตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้ววักน้ำขึ้นมาล้างหน้าและลำตัวให้สดชื่น
เมื่อกลับมาที่เต็นท์ อาเธอร์ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ทั้งเขาและเดวิดต่างเปลี่ยนมาใส่ชุดที่เหมือนคนท้องถิ่นเสื้อคลุมผ้าทอหยาบสีน้ำตาลอ่อน กางเกงหลวมที่เหมาะกับทะเลทราย และผ้าคลุมศีรษะเพื่อป้องกันแดดส่วนชุดทหารที่เขาเคยใส่มานั้นถูกเผาทิ้งไปแล้วที่หมู่บ้านคาริกพร้อมกับศพของพวกโจร มันเป็เหมือนการบอกลาอดีต บอกลาชีวิตที่ต้องทำตามคำสั่ง บอกลาสหพันธรัฐ... และเริ่มต้นใหม่ในโลกใบนี้
อาเธอร์หันไปหาเดวิด "แล้วพวกนั้นล่ะ?"
"ตื่นกันแล้ว" เดวิดตอบ สายตาจับไปที่แคมป์ของกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโอเอซิส
"งั้นเราไปหาพวกเขากัน" อาเธอร์พูด เดินนำไป เดวิดตามหลังอย่างเงียบๆ
ทั้งสองเดินข้ามผืนทรายไปยังแคมป์ของกองคาราวาน ทหารยามสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าทางเข้าเต็นท์มองเห็นอาเธอร์และเดวิดเข้าใกล้ มือของพวกเขากำหอกแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวง "้าอะไร?" ยามคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงห้วน
อาเธอร์ยกมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงว่าไม่มีเจตนาร้าย "พวกเราเป็นักเดินทางจากดินแดนที่ห่างไกลมาก" เดวิดแปลเป็ภาษาท้องถิ่นทันที "เรากำลังจะไปทารอน แค่อยากทักทายและถามข้อมูลเท่านั้น"
ยามคนหนึ่งขมวดคิ้ว ดูท่าจะพูดอะไรบางอย่าง อาจเป็ "ไสหัวไป!" แต่ก่อนที่เขาจะได้พูด เสียงทุ้มจากในเต็นท์ดังขัดขึ้น "ให้พวกเขาเข้ามา" ยามทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อย แลกสายตากัน ก่อนจะถอยออกและพยักหน้าให้ทั้งสองเข้าไป
ภายในเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่ อาเธอร์และเดวิดเห็นสามคนนั่งอยู่ คนตรงกลางนั่งที่หัวโต๊ะ สองคนนั่งขนาบข้างซ้ายขวา บรรยากาศตึงเครียดแต่ถูกซ่อนไว้ด้วยความเงียบ ชายตรงกลางร่างท้วมผิวคล้ำจากแดดทะเลทราย สูบไปป์ไม้ยาว ควันลอยคลุ้ง เขามองทั้งสองด้วยสายตาที่ทั้งประเมินและสนใจ "ข้าชื่อราเมซ" เขากล่าว "เป็เ้าของคาราวานนี้ พวกเ้าบอกว่าเป็นักเดินทางอย่างนั้นเหรอ?"
อาเธอร์เหลือบมองคนที่นั่งข้างราเมซ ทั้งสองสวมเสื้อคลุมหลวม แต่ท่าทางแข็งเกร็งผิดปกติ ก่อนจะหันกลับมามองราเมซ "ใช่แล้ว" เขาตอบ เดวิดแปล "พวกเราเดินทางมาจากที่ที่ห่างไกลมากๆ กำลังจะไปทารอน" อาเธอร์เน้นคำว่า "ห่างไกลมากๆ" เพื่อให้ราเมซเข้าใจความหมายโดยนัย
ราเมซมองเดวิดที่แปลอย่างคล่องแคล่ว ยิ้มมุมปากเล็กน้อย "น่าสนใจ" เขาพูด ก่อนจะหันมามองอาเธอร์ "แล้วพวกเ้าจะไปทำอะไรที่ทารอนกันล่ะ?"
"ถ้าเอาจริงๆ" อาเธอร์ตอบ "พวกเราหลงทาง อยากรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้ให้มากขึ้น ทารอนเป็เมืองใหญ่ที่สุดในแถบนี้ และถ้าเป็ไปได้ เราอยากได้คำแนะนำจากท่าน... ท่านราเมซ" เดวิดแปลด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ราเมซหัวเราะดัง "ฮ่าๆ พวกเ้าไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้!" เขาสูดไปป์อีกครั้ง ควันลอยคลุ้ง "ทารอน ทารอน ทารอน สิ่งเดียวที่ข้าจะนึกถึงมันได้คือ’ ทอง’ ทองคือทุกอย่างที่นั่น เมืองตั้งอยู่บนโอเอซิสใหญ่ กลายเป็ศูนย์กลางการค้าของทวีป คาราวานพ่อค้าจากทุกหนแห่งไปที่นั่นเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า เมืองนี้ถูกปกครองโดยสภาพ่อค้า กลุ่มพ่อค้าใหญ่และหัวหน้าสมาคมการค้า"
อาเธอร์ยิ้ม "ถ้าให้เดา ท่านราเมซคงเป็คนใหญ่คนโตในสภาพ่อค้านั่นเหมือนกันล่ะมั้ง?" เดวิดแปล ราเมซหัวเราะอีกครั้ง "ฮ่าๆ ยังจะมาท่านราเมซอะไรกัน บอกแล้วว่าไม่ต้องสุภาพ... แต่เ้าก็เดาไม่ผิดหรอก" เขาทำหน้าจริงจัง "แล้วอะไรทำให้เ้าคิดแบบนั้นล่ะ?"
อาเธอร์ยิ้มมุมปาก เหลือบมองคนที่นั่งข้างราเมซอีกครั้ง มือของทั้งสองซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม ก่อนจะถอนหายใจ "ภายนอกนี้อาจดูเหมือนคาราวานพ่อค้าธรรมดา ถ้าไม่นับยามสองคนนั้นที่เป็ยามจริงๆ ทั้งกลุ่มนี้แทบจะเป็นักรบหมดเลย... ไม่สิ เหมือนนักฆ่ามากกว่า สองคนที่นั่งข้างเ้าน่ะ กำมีดไว้แน่นจนออกสีหน้าหมดแล้ว คนข้างนอกก็เงียบเกินไป พวกเขาไม่ทำธุระอะไรของตัวเองเลยหรือไง? น่าจับอาวุธล้อมเต็นท์นี้ไว้อยู่ล่ะสิ?" เดวิดแปลด้วยน้ำเสียงนิ่ง
ราเมซจ้องอาเธอร์ด้วยสายตาคมกริบ "รู้ขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงได้ยังใจเย็นอยู่อีกล่ะ?"
อาเธอร์ตอบ "ประการแรก ถ้าพวกเ้าคิดจะฆ่าหรือปล้นเรา คงทำไปั้แ่เมื่อคืนตอนเรามาถึงแล้ว แสดงว่าพวกเ้าไม่ใช่โจร แค่จับตาดูเราเท่านั้น และทำตัวเป็ปกติให้มากที่สุด" เดวิดแปล อาเธอร์หยุดชั่วครู่ แล้วยิ้มกว้าง "และประการที่สอง ต่อให้พวกเ้าทั้งหมดจะเป็นักฆ่า... แต่จำนวนแค่นี้ ทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก" เขาพูดประโยคสุดท้ายด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้เดวิดแปล
ราเมซและอาเธอร์สบตากันนาน เงียบกริบราวกับโลกหยุดหมุน ทุกคนในเต็นท์และรอบนอกนิ่งสนิท มือของชายที่นั่งข้างราเมซที่กำมีดเกร็งจนเห็นเส้นเืที่ใบหน้าชัดเจน บรรยากาศตึงเครียดจนแทบะเิ
ทันใดนั้น ราเมซยิ้มกว้าง แล้วตบมือดัง "ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!" เขาะโออกไป "สถานการณ์ปกติ ทุกคนเก็บอาวุธได้!" เสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นจากรอบนอกเต็นท์ และเสียงถอนหายใจดังเบาๆ จากคนข้างนอก ราเมซหันไปมองคนที่นั่งข้างเขา ส่งสัญญาณด้วยสายตาให้ ทั้งสองพยักหน้า ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
ราเมซหันกลับมามองอาเธอร์และเดวิด "เชิญนั่งลงก่อนๆ มาคุยกันต่อเถอะ" เขายิ้ม ราวกับความตึงเครียดเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น