อวี้หลันเพียงวันรุ่งขึ้นก็รู้สึกตัวตื่นเมื่อสายตาอันเลือนรางมองเห็นสถานที่ตนอยู่เปลี่ยนไปอีกครั้งก็เกิดตระหนกทั้งหวาดกลัว สาวใช้สำนักหย่งเหิงจะเดินเข้าไปดูนางอวี้หลันก็เกรงว่าจะถูกทำร้ายเหมือนคราวที่ถูกจับไปขายยังที่ตลาดค้าทาสจึงได้ร้องะโให้ไว้ชีวิตอย่างน่าเวทนาไม่ว่าใครกล่าวอะไรก็ไม่ฟัง เพียงนำตนเองหลบลี้เข้ามุมห้องหาผ้าใช้ปกคลุมกายสองตาแดงก่ำน้ำใสไหลรินจากดวงตาที่หวาดกลัว
ฟงอี้ที่ได้รู้ว่านางนั้นตื่นขึ้นแล้วทั้งยังหวาดกลัวต่อทุกสิ่งจึงได้รีบวิ่งทิ้งห้องสอนหนังสือปล่อยให้เหล่าบัณฑิตต่างสงสัยด้วยท่าทางการออกไปด้วยใจกังวลของเขา ฟงอี้เดินเข้าห้องเห็นเพียงนางใช้ผ้าคลุมตนหมดสิ้นเนื้อตัวสั่นเทาเสียงร้องไห้ดังจากใต้ผ้าห่มก็เวทนายิ่ง เขาย่อตัวลงยื่นมือแตะลงเบาๆ อวี้หลันที่ใจึงได้ปัดมือเขาออกเมื่อศีรษะพ้นผ้าห่มออกมาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยตรงหน้า สายตาหวาดกลัวคู่นั้นยิ่งมีน้ำตาสายอุ่นเอ่อล้นขึ้นกว่าเก่าใจนางรู้สึกปลอดภัยเสียที
“คุณชายฟง” นางโผเข้ากอดพลางเอ่ยเรียกเขาซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เ้าปลอดภัยแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ทั้งใช้มือลูบที่หลังนางอย่างอ่อนโยน
ลั่ว หยวนหงที่เดินตามมาทีหลังเห็นภาพทั้งสองกอดปลอบโยนอยู่จึงได้ให้สาวใช้ออกไปจากห้อง
โย่วเผยที่เดินกลับเข้ามาจากการทำธุระกำลังเดินตามหาฟงอี้ผู้เป็นายเพื่อกล่าวรายงานหากแต่ถูกลั่ว หยวนหงรั้งไว้แล้วพาเดินไกลจากห้อง
“คุณชายฝนพรำ ท่านจะพาข้าไปไหน”
“คุณชายเ้ากำลังปลอบโยนแม่นางหลิน ปล่อยให้เขาสองคนได้อยู่เงียบๆ เถอะ” เขาเอ่ยพลางมองไปยังห้องนั้น
โย่วเผยเองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจและพากันเดินจากไป
ด้านหยาง อู๋เสินที่ใจยังคงรู้สึกกังวลต่ออวี้หลันจึงได้เดินทางกลับมาก่อนกำหนดเดินทาง เมื่อมาถึงเรือนตามหานางอยู่นานเท่าใดก็ไม่พบเมื่อกล่าวถามสาวใช้ในเรือนล้วนตอบเพียงคำเดียวว่าไม่รู้ทำให้เขานั้นยิ่งโมโหทั้งร้อนใจต่อว่าเหล่าสาวใช้อยู่ยกใหญ่
“นางอยู่ร่วมเรือนกับพวกเ้ามานานเท่าใดแล้วนางหายไปทั้งคนกลับไม่มีใครสังเกตงั้นหรือ”
ฮูหยินหยางได้ยินเสียงต่อว่าดังมาจากด้านหน้าเรือนรับรองจึงได้ออกมาดูเห็นว่าบุตรชายกลับมาทั้งตามหาอวี้หลันอย่างร้อนใจก็รู้สึกพึงใจยิ่ง เื่นี้นางได้คิดไว้อยู่แล้วฮูหยินหยางก้าวอย่างออกมาอย่างใจเย็น
“เ้าพึ่งกลับมาก็เสียงดังขนาดนี้เพื่อสาวใช้คนเดียวหรือ”
“ท่านแม่” หยาง อู๋เสินหันมากล่าวพลางโค้งคารวะต่อมารดา
“ท่านแม่ท่านรู้หรือว่านางหายไป” เขาเอ่ยถามออกมาทั้งมองหน้ามารดาที่ราวพอใจว่านางไม่อยู่
“หายหรือ” ฮูหยินหยางกล่าวเท่านั้นก่อนหัวเราะออกมาแล้วกล่าวต่อ
“รถม้าเ้ายังไม่ออกนอกเมืองเลยกระมังนางก็เก็บข้าวของออกเรือนไปแล้ว”
“ออกไปแล้วหรือ” หยาง อู๋เสินกล่าวออกมาอย่างไม่เชื่อคำพูดมารดา
ก่อนหันไปมองพ่อบ้านหวงที่มีใบหน้าคล้ายรู้อะไรบางอย่างแต่ไม่สามารถเอ่ยได้ทั้งจื่อซางที่ไม่สบตาเขา เมื่อเห็นเช่นนั้นหยาง อู๋เสินจึงได้เดินกลับเรือนไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัวแต่ต้องอดกลั้นไว้ภายใน
ค่ำวันเดียวกันหยาง อู๋เสินได้เรียกให้จื่อซางเข้าพบเป็การส่วนตัวเพื่อไต่ถามเื่ของอวี้หลันที่หายไป
“เ้าเห็นว่านางนั้นเก็บข้าวของออกไปหรือไม่” เขาเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉยต่อจื่อซางที่คุกเข่าอยู่ ข้างตัวเขายังมีกล่องไม้ของมารดาที่อวี้หลันหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด
“เ้าค่ะ พอท่านไปไม่นานอวี้หลันก็เก็บข้าวของออกเรือนไป ข้าไต่ถามนางก็ไม่เอ่ยตอบเ้าค่ะ” จื่อซางเอ่ยขึ้นอย่างหวาดหวั่นในใจ
“จื่อซางอวี้หลันมองเ้าเป็เพื่อนที่ดีของนาง มองหน้าข้าแล้วเอ่ยอีกครั้งว่านางเก็บข้าวของออกไปเองงั้นหรือ” กล่าวเสร็จเขาก็ตบลงที่โต๊ะอย่างแรง
จื่อซางที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นไม่กล้าเงยหน้ามองผู้เป็นายตัวสั่นเทาอย่างสังเกตได้ พ่อบ้านหวงที่รู้ว่าคุณชายเรียกให้จื่อซางไปพบลำพังที่เรือนเช่นนี้จึงได้รีบตามไป
พ่อบ้านหวงเดินเข้าห้องของอวี้หลันมาก็พบจื่อซางคุกเข่ามองพื้นอยู่เช่นนั้นจึงได้รีบให้นางออกไปก่อนทั้งกำชับว่าเื่นี้หากฮูหยินกล่าวถามให้ตอบไปตามตรง
“คุณชายนางเองเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้นปล่อยนางไปเถิด เื่ที่ท่านสงสัยข้าจะคลายปมให้ท่านเอง”
หลังจากจื่อซางเดินออกไปพ่อบ้านหวงก็ได้เล่าเื่ทั้งหมดให้หยาง อู๋เสินฟัง แม้ไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เขานั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากผู้ที่อยู่เื้ัคือมารดาตนเอง หยาง อู๋เสินส่งคนออกตามหาเงียบๆ โดยไม่ใช้คนของตระกูลแต่ใช้กลุ่มคนส่วนตัวที่เขานั้นได้แอบฝึกไว้ใช้อย่างลับๆ ทั้งแสร้งแสดงละครให้มารดาวางใจว่าเขานั้นไม่พอใจที่อวี้หลันหนีออกไปเองจริงๆ
เวลาผ่านไปหลายวันเขาเองยังไม่ได้ข่าวของนางเมื่อคิดถึงครั้งใดหยาง อู๋เสินก็จะเดินเข้าห้องนางมาเพื่ออ่านบันทึกของนางที่เคยเขียนเอาไว้ด้วยใจที่เป็กังวลต่อนาง
“สายฝนพรำ แสงแดดอบอุ่น” กล่าวถึงตอนที่นางติดตามหยาง อู๋เสินไปดูกิจการโรงทอที่เมืองหย่งเฉิงระหว่างทางสายฝนปรอยลงมาทำให้นางนั้นรู้สึกหนาวจนกายสั่นเทาหยาง อู๋เสินนั้นได้ถอดเสื้อคลุมของตนห่มให้นางได้คลายหนาว
“งานเลี้ยงน้ำชา แสงแดดปกป้องอ่อนโยน” กล่าวถึงตอนที่สหายของหยาง อู๋เสินจัดงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อพบปะพูดคุยต่อกันแต่ได้มีบุรุษตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งเอ่ยดูถูกถึงการไร้ที่มาของอวี้หลัน หยาง อู๋เสินกล่าวปกป้องทั้งตัดสัมพันธ์กับคนผู้นั้นไป
หยาง อู๋เสินมองใบเฟิ่งที่มีความรู้สึกมากมายของนางอย่างเศร้าใจก่อนพึมพำกับตนอย่างห่วงหานาง
“เ้าอยู่ที่ใดอวี้หลัน”
อวี้หลันหลังจากฟื้นจากฝันร้ายที่เผชิญก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องด้วยว่ายังหวาดกลัวต่อคนแปลกหน้ายังไม่มีใครรู้ว่านางพบกับอะไรมาบ้างแม้แต่ฟงอี้นางเองก็ไม่ได้เล่าออกมาเพียงขอให้เขาช่วยตามหาหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนามว่า "ฝูเหนียง"
ฟงอี้ให้คนของตนออกตามหาอย่างสุดกำลังแต่กลับไม่มีแม้แต่ข่าวคราว กลับไปยังถ้ำใต้เนินทรายที่อวี้หลันกล่าวถึงก็ไร้เงา
“กินข้าวเถอะ” ฟงอี้เดินเข้าห้องมาพร้อมอาหารในมือ
“คุณชายท่านพบฝูเหนียงหรือไม่” อวี้หลันหันมาเอ่ยถามถึงผู้ที่นางไหว้วาน
ฟงอี้ถอนหายใจทั้งส่ายหน้าออกมาเบาๆ อวี้หลันก็พอเข้าใจว่าทะเลทรายกว้างใหญ่เพียงนั้นบุคคลไร้ที่มาที่ไปเช่นฝูเหนียงคงยากได้พบ ใบหน้าเศร้าสร้อยปวดใจเช่นนั้นทำให้ฟงอี้รู้สึกเศร้าตามไปไม่น้อยก่อนตัดสินใจกล่าวถึงเื่ที่ใครต่างก็อย่ารู้ว่านางนั้นไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไรทั้งฝูเหนียงนั้นคือผู้ใด
“ข้าถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายเป็ฝูเหนียงที่ช่วยชีวิตเอาไว้ ฝูเหนียงดูแลข้าทั้งสอนสิ่งใหม่ให้มากมายระหว่างที่อยู่ในทะเลทราย” นางกล่าวพลางนึกย้อนไปถึงตอนที่นางยังอยู่ในทะเลทรายแล้วเล่าต่อ
“วันนั้นพายุทรายพัดผ่านตอนที่เรากำลังออกเดินหาอาหารจึงกลับถ้ำใต้เนินทรายไม่ทัน หลังจากพายุผ่านไปพวกเราก็โชคร้ายพบกับพ่อค้าทาสเ่าั้เป็ฝูเหนียงที่ให้ข้าหนีมาข้าเองไม่รู้ว่านางเป็เช่นไร หลังจากวิ่งอยู่นานสองขาอ่อนแรงจนถูกจับตัวได้ พ่อค้าทาสเ่าั้ทุบตีข้าทุกครั้งที่ข้าอย่างไร้เหตุผล เมื่อมีโอกาสข้าพยายามหนีก็ถูกจับกลับไปได้ทุกครั้งจึงถูกแส้เฆี่ยนตี ข้าขอฟ้าดินทุกวันให้…มีใครสักคนมาช่วยข้าจากนรกแห่งนั้นจนสุดท้ายคิดว่าหากถูกขายไปจริงๆ ชีวิตนี้สิ้นเสียก็ไม่เป็ไร”
ฟงอี้ที่เห็นนางยังหวาดกลัวต่อฝันร้ายนั้นจึงได้ยื่นมือไปกุมมือนางไว้ทั้งกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน
“อวี้หลันต่อจากนี้ไป ข้าจะปกป้องเ้าเองดีหรือไม่”
นางมองใบหน้าที่จริงจังของเขาเดิมทีในใจของอวี้หลันผู้ที่นางอยากให้ปรากฏกายเข้าช่วยเหลือทั้งปลอบโยนคือหยาง อู๋เสิน แต่ทว่าทุกครั้งที่ชีวิตอยู่ในอันตรายหรือเดือดร้อนมักจะเป็สายลมนี้ที่พัดเข้ามาปลอบโยนทั้งช่วยเหลืออยู่เป็นิจ
ในใจลังเลที่จะเอ่ยตอบเหลือเกินแต่เมื่อมองย้อนไปว่าเป็ผู้ใดที่ทำให้นางต้องตกอยู่ในสภาพนี้คิดจะกลับไปก็เกรงว่าวันข้างหน้าอาจลำบากเหลือทน
ฟงอี้เมื่อเห็นนางไม่เอ่ยตอบก็พอเข้าใจแต่ไม่คิดยอมแพ้
“เ้าค่อยๆ คิดเถอะ ตอนนี้กินอะไรสักหน่อยจะได้กินยา”
อวี้หลันเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วจึงทานอาหารที่เขายกมาให้
“จริงสิเื่สัญลักษณ์ที่เ้าว่าคุ้นตาข้าให้คนออกตามหาจนทั่วแล้ว เหลือเพียงให้เ้ากลับไปดูว่าสัญลักษณ์นั้นเป็แบบใดแน่เช่นนั้นแล้วเบาะแสเื่บิดาอีกไม่นานคงกระจ่าง”
“จริงๆ เื่นี้ไม่เกี่ยวกับคุณชายสักนิด ท่านไม่น่าต้องลำบากเพียงนี้”
“ข้าเองวันๆ ไม่ได้ทำอะไรมากอยู่แล้ว มีเื่บิดาเ้าให้หาก็นับว่ามีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย” เขากล่าวออกมาอย่างทีเล่นทีจริงเพื่อให้นางได้มีรอยยิ้มออกมาบ้าง
อวี้หลันที่ได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมาจริงๆ ฟงอี้ยังคงชวนนางพูดคุยเื่ทั่วไปให้นางคลายทุกข์สร้างรอยยิ้มอีกครั้งทั้งดูแลอยู่ไม่ห่าง ทุกการกระทำคำพูดของเขาค่อยๆ ประทับตราเล็กๆ ลงในใจของอวี้หลันมากขึ้นทุกที