บทที่ 15 : หัวขโมย
เฉินซานเข้าเมืองไปซื้อนาฬิกาก่อนนั่งรถไฟกลับบ้าน ตอนเข้าเมืองไปซื้อนาฬิกาเขาแวะไปที่บ้านหลังหนึ่ง เป็บ้านหลังเล็กตั้งอยู่ในหมู่บ้านสร้างใหม่ ตัวบ้านแต่ละหลังเป็อิฐสองชั้น มีแต่แรงงานชั้นสูงจึงจะมีเงินซื้อหรือเช่า ที่มือของเขาถือถุงสีแดง มันเป็ครีมยี่ห้อดังที่นำเข้ามาจากทางใต้
เขาหยุดหน้าบ้านหลังหนึ่ง เคาะประตูเป็จังหวะที่ตกลงกับเ้าของบ้านไว้ รอครู่หนึ่งกว่าหญิงสาวหน้าตาดีจะเปิดออกมา
“เข้ามาก่อนซิคะ” หล่อนเอ่ยขึ้น มือสองข้างเกาะประตู แอ่นหน้าอกและก้นเล็กน้อยทำท่าคล้ายนางแบบในนิตยสารตะวันตก
เฉินซานส่งถุงเครื่องสำอางให้ ก่อนจะเอ่ยว่า “วันนี้ผมรีบ ขอตัวก่อนครับ”
“เ็ายิ่งกว่าอากาศที่นี่อีกนะคะ ถ้าคุณเหงาเมื่อไร… ก็แวะมาหาตี๋ฉู่ได้ทุกเมื่อ” ตี๋ฉู่ขยิบตาให้เขาหนึ่งที
เฉินซานไม่ตอบ เขาหันหลังเดินกลับไปยังสถานีรถไฟ ชายหนุ่มแต่งชุดสูทดูดี สวมแว่นตาเหมือนหนอนหนังสือ แบกกระเป๋าใบโตไว้ที่หลัง ่รอรถไฟมีหลายคนมองเขา บางคนมองรองเท้าหนัง บางคนมองกระเป๋าใบโตแล้วจินตนาการว่าข้างในนั้นมีเงินหรืออาหารกันแน่
สายตาคมกวาดมองไปมา ความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเิเทำให้เขามองเห็นทุกคนที่มายืนออรอรถไฟ ชายหนุ่มทำทีเป็มองนั่นนี่ไปมาหลายครั้งเพื่อจดจำใบหน้าและรายละเอียดของผู้คนในขบวนรถไฟ ตั๋วรถไฟนี้เขามาซื้อั้แ่เช้า
รถไฟจอดเทียบชานชาลา คนลงก็ลง คนขึ้นก็เบียดสวนขึ้นไป อัดกันไปมาแทบหายใจไม่ออก
เฉินซานไม่คิดว่าตนเองจะขึ้นไปทันหาที่นั่งได้ เขายืนพิงเก้าอี้นั่งก่อนจะหลับตาลง ไม่รับฟังเสียงเอะอะโวยวายเื่แย่งที่นั่งกัน
ตำรวจรถไฟเดินมาตรวจดูความเรียบร้อย เขาเดินผ่านเฉินซานก่อนจะใส่บางอย่างไว้ในมือเขา มันคือกุญแจมือ เฉินซานกำไว้ในมือแน่น ไม่มีใครเห็น ชายหนุ่มยังไม่ทันได้พักสายตา กระเป๋าเป้ที่หลังรู้สึกได้ถึงการถูกเปิด ฝีมือการขโมยชั้นเลิศ มือเบามาก หากเป็คนทั่วไปคงไม่รู้สึกตัว
แต่ไม่ใช่เฉินซานที่อยู่หน่วยลับมาหลายปี ชายหนุ่มคว้ามือหัวขโมยซึ่งเป็เด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบห้าปี ร่างกายผอมแห้ง ดวงตาปูดโปนอย่างคนขาดสารอาหาร
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น “สหายจะทำอะไร! มาจับมือฉันทำไม!?”
“แล้วสหายมาเปิดกระเป๋าคนอื่นทำไม?” เฉินซานถามทั้งบิดมือของอีกฝ่ายเกือบหัก ผู้คนบนรถไฟมองเหตุการณ์นี้อย่างสนอกสนใจ พวกเขาต้องจับตา หากว่าใครเป็ขโมยจะได้ระวังตัวไว้
“โอ๊ย! ปล่อยนะ ฆ่าคนแล้ว ช่วยด้วย มีคนคิดจะฆ่าฉัน!” เด็กหนุ่มดิ้นเร่าพร้อมร้องโอดครวญ
ตำรวจรถไฟรีบเดินเบียดผู้คนมายังจุดเกิดเหตุ “เกิดอะไรขึ้น!?”
ตำรวจรถไฟคนนี้คือคนเดียวกับที่มอบกุญแจมือให้เฉินซาน ป้ายชื่อที่อกเขียนว่า ‘หลี่เจียง’
เด็กหนุ่มรีบแจ้งความ “สหายตำรวจ คุณก็ดูซิครับ อยู่ๆ เขาก็หักแขนผม!”
“นายเปิดกระเป๋าฉันก่อน!” เฉินซานยอมปล่อยมืออีกฝ่าย เพราะตำรวจมาทำหน้าที่แล้ว เฉินซานนำกระเป๋าสะพายหลังให้นายตำรวจดูว่ามันถูกเปิดจริงๆ
“เขากล่าวหาผม! กระเป๋าเขาอาจจะเปิดอยู่แล้วก็ได้” เด็กหนุ่มรีบเถียง แม้จะยังเจ็บข้อมืออยู่
คนในรถไฟพยักหน้าเห็นด้วย “ที่เด็กคนนี้พูดมามีเหตุผลนะครับสหายผู้กอง เด็กตัวแค่นี้จะเอาความกล้าที่ไหนไปเปิดกระเป๋าขโมยของผู้ชายตัวใหญ่คนนี้ได้”
มีคนเริ่มเห็นด้วยเพิ่มขึ้น เพราะขนาดตัวของเฉินซานกับเด็กหนุ่มต่างกันถึงสี่ห้าเท่า
“ใช่ค่ะ สหายตำรวจอย่าหลงกลคนตัวใหญ่นี่ เขาอาจจะเป็พวกต้มตุ๋น เที่ยวหาว่าคนนั้นขโมยเงินคนนี้ขโมยเงินเพื่อเอากระเป๋าตังค์คนอื่นก็ได้นะคะ” คู่กรณีเฉินซานเป็เด็ก เขาย่อมเสียเปรียบด้านคะแนนความสงสาร
เฉินซานไม่พูดมากและไม่ฟังคำใครทั้งนั้น เขาสะพายกระเป๋าดังเดิม ก่อนจะจับเด็กหนุ่มคนนั้นค้นตัว ใบหน้าซูบผอมทว่าสวมเสื้อผ้าจนตัวพองไม่สมกับความผอมแห้ง เมื่อจับเด็กหนุ่มถอดเสื้อ กระเป๋ามากมายร่วงหล่นลงมา มีทั้งกระเป๋าเงิน กระเป๋าสะพาย ไปจนกระทั่งห่อผ้าใส่อาหาร
ของมากมายเกินจะนับนี้ ทำเอาผู้โดยสารคนอื่นกลืนคำกล่าวว่าเฉินซานลงท้อง กระเป๋านับสิบใบ ใครจะไปพกกระเป๋าเงินมากมายขนาดนี้ มิหนำซ้ำแต่ละใบยังแตกต่างกันมาก ดูก็รู้ว่าขโมยมาจากผู้อื่น
สหายผู้กองนำกุญแจมือออกมาใส่เ้าเด็กหัวขโมยทันที พร้อมทั้งจัดการเก็บกระเป๋าและสิ่งของเ่าั้เพื่อประกาศหาเ้าของ
เด็กหนุ่มร้องไห้โห ตอนนี้ไม่มีเหตุผลใดปฏิเสธได้ “อย่าจับผม! ผมทำไปเพราะแม่ผมป่วย ปล่อยผมไปเถอะครับ! หมอบอกว่าถ้าไม่มีเงินซื้อยา แม่คงอยู่ไม่พ้นเดือนนี้!”
หลี่เจียงไม่ฟังลูกไม้ตื้นๆ เขาฟังมาเยอะแล้ว คำแก้ตัวตอนถูกจับได้ว่าขโมยของ ไม่แม่ป่วยก็เมียคลอดลูก ต่อให้เป็เื่จริงแล้วอย่างไร ยุคนี้มีคนสุขสบายสักกี่คนกัน เ้าของกระเป๋าเงินเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีภาระที่ต้องใช้ทั้งสิ้น อาจจะลำบากกว่าเด็กนี่ด้วยซ้ำ
“ปล่อยผมไปเถอะ ได้โปรด! แม่ผมกำลังจะตาย” หลี่เจียงฉุดกระชาก
ผู้คนในขบวนรถไฟถ่มน้ำลายใส่เด็กคนนั้น หลายคนเริ่มตรวจดูกระเป๋า บางคนกระเป๋าหายก็วิ่งร้องโวยวายไปฟ้องจะเอากระเป๋าตัวเองคืนจากผู้กองหลี่
กว่าจะจัดการกับกระเป๋าและข้าวของที่เด็กคนนั้นขโมยมาเสร็จ หลี่เจียงต้องปาดเหงื่อหลายครั้ง ห้องพักตำรวจบนรถไฟมีขนาดเล็ก เพียงนั่งสองคนก็เต็มจนแทบหายใจไม่ออก เขาเปิดประตูเข้าไปก็พบกับเฉินซาน เพื่อนสนิทสมัยฝึกทหารด้วยกัน ก่อนเขาจะย้ายจากหน่อยลับมาเป็ตำรวจรถไฟ
“เ้าเด็กคนนั้นแหกปากแหกคอไม่หยุด ฉันต้องใช้ผ้าปิดปาก หนวกหูจะตาย” หลี่เจียงเดินไปนั่งหลับตาผ่อนคลายบนเก้าอี้ ทำงานเป็ตำรวจรถไฟไม่อันตรายเท่าหน่วยลับ ทว่าการทำงานแต่ละวันเหมือนอยู่ในสนามรบ
“ปล่อยไปเถอะ ฉันจะรับเข้าทหารหน่วยลับ” เฉินซานกล่าว
“ฮะ!? จะเก็บพวกกากเดนไปเป็ทหารอีกแล้วเหรอ ถ้าให้กองพันอื่นรู้ นายจะถูกนินทาว่าเป็กองพันบ่มเพาะพวกหัวขโมยกับพวกทำเื่ผิดกฎหมาย!” เพื่อนของเขาพบใครมีปัญหาหรือทำผิดก็ชอบเก็บไปเป็ทหารในสังกัดตลอด
“เด็กนั่นอายุยังน้อย ฝึกดีๆ มีอนาคตไกล นายไม่รู้ตอนเด็กนั่นรูดซิปกระเป๋าสะพาย ฉันแทบไม่รู้สึกตัว เหมาะกับงานข่าวกรองมาก” เฉินซานเห็นแววว่าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคน
หลี่เจียงคร้านจะเถียงกับสาย เขาชวนคุยเื่อื่นแทน “ทำไมวันฉูซีปีนี้กลับบ้านได้? ไม่เบื่อน้องสะใภ้แล้วเหรอ?”
“กลับไปซ่อมธนูให้อาเถา เขารบเร้าอยากให้ฉันเป็คนทำให้”
“อย่าปากแข็งไปหน่อยเลย มาทำธนูหรือมาทำน้องให้ลูกกันแน่ ฮ่าๆ แกน่าจะเอาเมียมาอยู่ด้วย อยู่ไกลกันขนาดนี้ เมียอยู่บ้านคนเดียวมันเปลี่ยวใจนะ ที่หมู่บ้านของฉันพวกเมียทหารที่ประจำการอยู่ที่ไกลๆ มีชู้ไปสองคนแล้ว”
“เมียฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” เฉินซานพูดอย่างไม่ลังเล ภรรยาเขาหนักเกือบสองร้อยชั่ง มีแค่เขาที่อุ้มหล่อนไหว!
“ระวังไว้หน่อยก็ดี อีกอย่างตอนนี้เหตุการณ์เริ่มสงบ ฉันได้ยินว่ากำลังมีแผนเตรียมเปิดมหาลัยอีกครั้ง นายควรพาลูกเมียเข้าเมืองมาเรียนหนังสือเตรียมตัวไว้นะ” คนได้โอกาสก่อนย่อมได้เปรียบ เมื่อมีความรู้อยู่ในมือ โอกาสดีๆ มาเราสามารถคว้ามันไว้ได้
“ฉันมีแผนย้ายไปกวางโจว” ตอนนี้กวางโจวเริ่มพัฒนา แม้จะสู้เซี่ยงไฮ้ไม่ได้ แต่อยู่ในระดับที่ดีมาก และเขามีเส้นสายพอที่จะย้ายได้ เซี่ยงไฮ้เขาก็อยากพาลูกกับภรรยาไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดี ทว่าที่นั่นเจริญเร็วมาก ค่าครองชีพก็สูง ต้องมีเงินทุนพอสมควรในการใช้ชีวิตและซื้อตำแหน่งงาน ตอนนี้เฉินซานยังไม่พร้อม แต่ในอนาคตหากมีโอกาสเขาก็อยากพาครอบครัวไปอยู่เมืองที่เจริญที่สุด
……………………………………
ลงให้อ่านฟรีวันละตอนจนจบค่ะ
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiOTkyNzgwIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO2k6Mjk3OTQzO30