บทที่ สิบเอ็ด
วัดฉงหนานอยู่ห่างจากนอกเมืองมาไกลพอที่จะให้พื้นที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ต้นไม้ป่าเขามองไปก็ขึ้นหนาทึบ ส่งผลให้อากาศที่นี่เย็นกว่าในเมืองจริงๆสตรีผู้หนึ่งหน้าบูดสวมเสื้อคลุมหนากับบุรุษใบหน้าเรียบแต่แฝงความเบิกบานใจ
“ที่นี่ขึ้นชื่อเื่ผูกดวงถ้าผูกเดี่ยวก็จะอายุยืนยาวห่างผูกสองก็จะครองคู่มั่นคง” โม่เหวินหานจูงมือหญิงสาวมาถึงท้ายวัดสถานที่เขาจัดเตรียมไว้หมดแล้ว โต๊ะที่มีเครื่องรางด้ายมงคลและแผ่นไม้เล็กๆห้อยอยู่ ร่างสูงปล่อยมือนางเมื่อเดินมาถึงโต๊ะกว้าง
หลิวชิงเซียงเอียงตัวมองซ้ายขวาพบว่าสถานที่ท้ายวัดร้างผู้คนั้แ่เดินมาไม่พบใครสักคนแต่ความรู้สึกว่ามีคนเฝ้ายามอยู่ทุกจุดนางไม่เข้าใจว่ามาทำอะไรที่นี่ “ฝ่าาจะให้หม่อมฉันทำอะไรหรือเพคะ?” เขาจะผูกด้ายมงคลแล้วเกี่ยวอะไรกับนางเพราะหลังก้มมองแผ่นไม้เล็กๆกลางโต๊ะก็เห็นว่ามีแผ่นแบบเดียวกันผูกแขวนอยู่ทั่วเชือกกั้นเขตวัด
“รับไปสิ” เขายื่นแผ่นไม้อันหนึ่งให้นาง “เขียนชื่อตัวเองจะได้นำไปแขวน”
“..แขวน?” ไม่ใช่ว่าเขาพึ่งบอกว่าถ้าผูกสองก็ครองคู่มั่นคงหรือฮ่องเต้ที่ไหนจะครองคู่มั่นคง เขาล้อเล่นกับบุพเพสันนิวาสหรือถูกอะไรครอบงำบงการอยู่
“อืม” ร่างสูงพยักหน้าตอบเขาหันกลับไปสนใจที่แผ่นไม้เล็กๆ ขณะที่หญิงสาวก้มมองตัวอักษรที่อีกฝ่ายเขียน ‘อันซื่อ’ ชื่อนี้อีกแล้ว? ทำไมถึงเขียนชื่อนี้
“อันซื่อ” นางเผลอพึมพำออกมา
“ทำไมหรือ..เราก็ต้องเขียนชื่อตัวเองอยู่แล้ว” บุรุษผู้นี้มีนามว่าอันซื่อด้วยหรือนางรู้ว่าฮ่องเต้ของแผ่นดินล้วนมีนามมากกว่าหนึ่งแต่ไม่รู้มาก่อนว่ามีชื่อนี้ด้วยนางคิดมาตลอดว่าเขาตั้งขึ้นมาหลอกนาง “แล้วทำไมเ้าไม่เขียนเล่า”
“เพคะ” นางเลิกใส่ใจที่มาที่ไปของชื่อเขาเตรียมจรดปลายพู่กันที่แผ่นไม้พลันลมหอบใหญ่ก็พัดผ่านมาเสียงแผ่นป้ายหลายร้อยกระทบกันเกิดเป็เสียงกังวานทั่วบริเวณได้ยินแล้วพลันรู้สึกบางสิ่ง กายนิ่งแข็งไปชั่วครู่ครั้นได้สติก็เผลอเงยหน้ามองคนข้างกายคำถามที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงเกิดขึ้นในใจอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หรือเพคะ?”
“แน่นอน”
ปลายนิ้วที่จับพู่กันนิ่งค้างคราแรกนางตั้งใจจะเขียนชื่อหลี่เสวี่ยอยู่แล้วแต่ว่าเมื่อครู่ไม่รู้ทำไมความคิดหนึ่งถึงแจ่มชัดนางไม่ควรเอาดวงของคนอื่นมาผูกหากที่นี่ศักดิ์สิทธิ์จริงจะเป็การกวนบุพเพสันนิวาสผู้อื่นหรือไม่สุดท้ายนางจึงตวัดพู่กันเขียนเพียงคำว่า ‘ชิง’
“หืม..?”
“ฝ่าาเขียนนามอื่นหม่อมฉันก็เขียนนามอื่นเช่นกัน” นางแสร้งตอบเลี่ยงความจริงหลังพยายามไขความสงสัยที่อีกฝ่ายคงเอะใจขึ้นมาว่าทำไมชื่อนางถึงมีอักษรคำว่าชิง
ด้านชายหนุ่มจึงยกแผ่นไม้ชูขึ้นให้นางเห็นอีกครั้ง“แต่นี่ชื่อเรา นามที่เราให้เ้าเรียกเพียงผู้เดียว”
“ชื่อนี้ก็ชื่อเล่นหม่อมฉันที่มีเพียงคนสนิทเท่านั้นเช่นกัน”
“ได้! เราเชื่อเ้า” เขาแบมือออกมาขอแผ่นไม้ในมือนาง “เราผูกให้เ้าเอง”
“แต่ว่า..ฝ่าาแน่พระทัยหรือ..”
โม่เหวินหานมองแววตาหลุกหลิกของนางอย่างไม่แปลกใจถ้าคนไม่ได้รักกันคงไม่ได้อยากผูกชะตาไว้กับใคร ‘แสดงว่าคำว่าชิงเป็นามของนามจริงๆ’ ครั้งแรกเขาก็ไม่ได้จะบีบให้นางผูกป้ายกับเขาแค่แสร้งทำเป็อยากผูกร่วมกันแต่พอนางไม่ยอมเขียนชื่อหลี่เสวี่ยของตัวเองเขาก็อดไม่ได้ที่จะวุ่นวายใจที่หญิงผู้นี้เลี่ยงเขาทุกทางหากเป็อากัปกิริยาเมื่อครู่แสดงออกมาว่านางเขียนชื่อตัวเองจริงไม่เช่นนั้นคงไม่ลุกลนเช่นนี้
“แน่สิ”
หลิวชิงเซียงทำใจส่งแผ่นไม้ที่มีชื่อตัวเองให้อีกฝ่ายพลางนึกว่าเมื่อครู่เพราะคิดถึงแต่หลี่เสวี่ย เวลาจวนตัวคิดไม่ทันทั้งที่ความจริงก็เพียงเขียนชื่อส่งๆ แล้วอ้างว่านี่เป็ชื่อเล่นก็จบ
ร่างสูงพอรับแผ่นไม้ไปก็นำไปแขวนกับด้ายมงคลแล้วนำไปผูกกับเชือกกั้นแต่เขาไม่ได้ผูกสองแผ่นพร้อมกันอย่างที่คิด นางขมวดคิ้วแปลกใจถ้าจะแยกกันแล้วจะมาทำเป็พูดว่าจะผูกรวมกันทำไม
“จากนี้เ้าจะมีอายุยืนยาวแต่หากไว้กลับมาอีกเวลานั้นจะมีเพียงหนึ่งด้ายสองแผ่นไม้” บุรุษร่างสูงหันมาสบตากลมใสของหญิงสาวแววตาสะท้อนเสี้ยวจันทร์ดูงดงามดั่งมีดวงดาวอยู่ในนั้นหลิวชิงเซียงถูกสะกดนานหลายอึดใจก่อนจะรีบไล่ความรู้สึกเมื่อครู่ ย้ำเตือนตัวเอง ‘ผู้ชายก็ล้วนเป็แบบนี้ทำเป็ว่ารักนักหนาแท้จริงก็เปลือกนอก’
โม่เหวินหานเดินนำร่างบางกลับมาส่งที่เรือนนอนของฝั่งสตรีแล้วย้อนกลับไปที่ท้ายวัดอีกครั้งนิ้วเรียวคีบแผ่นไม้ที่พึ่งผูกเองกับมือลงมาดูตัวอักษรเพียงตัวเดียวที่อยู่บนแผ่นไม้ถูกเขียนสดใหม่จึงคมชัด ลายเส้นตวัดค่อนข้างจะคมเกินจะเป็ปลายพู่กันของสตรีทั่วไปเมื่อคิดถึงคนเขียนก็รู้สึกว่าเหมาะสมกับนางแล้วที่มีความเถรตรงโผงผางไม่มีฝีแปรงที่แฝงความลังเลแสดงว่าตวัดด้วยความเคยชิน ถ้าเป็ชื่อนางจริงๆ ‘ทำไมก่อนเขียนถึงลังเลนัก’ เขาเห็นท่าทางไม่แน่ใจบางอย่างก่อนจะเขียนเื่นี้คล้ายมีบ้างสิ่งอยู่เื้ัแต่ไม่รู้ว่าอะไรถ้าเป็ชื่อปลอมจะไม่รู้สึกติดใจเช่นนี้
“เจียงเจียส่งคนแฝงตัวไปที่เผ่าซาเฟิง เรา้ารู้ทุกอย่าง”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสียงแ่ๆ ลอยตามมากับสายลม
วันถัดมาขบวนเสด็จก็มาถึงพื้นที่จัดพิธีบวงสรวงแต่พิธียังไม่เริ่มในวันนี้ ทุกคนที่มีหน้าที่ก็แยกย้ายกันไปทำ ส่วนสตรีที่ติดตามมาก็แยกย้ายไปตามตำหนักที่จัดไว้หลิวชิงเซียงถูกจัดให้อยู่ปีกตะวันออกของตำหนักใหญ่กับองค์หญิงเล่อเยว่และไท่ผินผู้เป็พระมารดาของนางส่วนไท่เฟยทั้งสองตำหนักใหญ่ทางเหนือ
“หม่อมฉันถวายพระพรไท่ผินและองค์หญิงเล่อเยว่” สนมผู้ต้อยต่ำทำความเคารพทั้งสองที่มาถึงปีกตะวันออกก่อนแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่พบทั้งสองแต่ก็ไม่เคยอยู่ในสถานที่ปิดเช่นนี้กันลำพังปฏิเสธไม่ได้ว่านางเกร็งอย่างมาก
“ลุกขึ้นเถิดหลี่กุ้ยเหรินอย่าเกรงใจนักเลย”เป็องค์หญิงคนโตและหนึ่งเดียวของราชวงศ์ที่เอ่ยขึ้นก่อน“ก่อนหน้าข้าคิดว่าน้องสามจะครองตัวโดดเดี่ยวไปตลอดเสียแล้วถ้าไม่ได้หลี่กุ้ยเหรินข้าเลยอยากหาเวลาไปสนทนากับหลี่กุ้ยเหรินนานแล้วว่ามัดใจน้องคนนี้ได้อย่างไร”
องค์หญิงเล่อเยว่แม้จะออกเรือนไปแล้วแต่ก็ยังไปมาระหว่างวังหลวงและจวนตัวเองแทบไม่ต่างจากเดิมด้วยความที่เป็องค์หญิงคนเดียวจึงได้รับการประคบประหงมอย่างมากคนจะกล่าวเตือนเลยไม่มีใครกล้าสักคน ก็ถ้าฮ่องเต้ยังไม่ตรัสสักคำใครจะกล้าเตือน
หลังถูกเชื้อเชิญนางก็ต้องจำใจไปนั่งร่วมวงมารดาบุตรีอย่างเจียมตัวไม่กล้าจะเงยหน้ามองทั้งสองตรงๆ กลัวจะโดนโทษไร้สาระแบบที่โดนคราวของเฉินผิน “หม่อมฉันมิกล้านับว่ามัดใจฝ่าาเพคะ”
“ไม่น่าใช่กระมังพระองค์เปลี่ยนใจมาเลือกเ้าด้วยตัวเองในวันคัดเลือกสนม ข้าจำได้” ไท่ผินก็เป็ผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันเปลี่ยนชีวิตนาง
หลิวชิงเซียงถูกสองแม่ลูกซักไซ้อยู่พักหนึ่งแต่พอไม่ได้ความอะไรก็เลิกล้มความตั้งใจเพราะขนาดตัวเองยังไม่รู้ที่มาที่ไปจะไปตอบใครได้
จนเวลาล่วงเลยไปท้ายยามซวีหลังทานอาหารเสร็จนางตั้งใจว่าจะเริ่มวางแผนหาวิธีหลบออกไปจากตำหนักของพิธีบวงสรวงดีที่ไท่ผินและองค์หญิงเล่อเยว่ไม่ได้เรียกตัวนางไปพูดคุยซักถามเช่นกลางวันอีก
ใต้เงาจันทร์เสี้ยวแสงร่ำไรเสียงจิ้งหรีดร้องประสานกับสายลมเย็นหลิวชิงเซียงในชุดผ้าแพรบางสีครามเข้มเหมาะพรางตัวกำลังเดินอย่างเงียบงันและในคืนนี้มีเป้าหมายเพียงตรวจสอบเส้นทางที่เชื่อมต่อไปสู่หมู่บ้านจากที่อิงหลานฟ่านหรูเล่าให้ฟังคือจะมีนางกำนัลบางคนแอบหลบไปเที่ยวเล่นเป็ประจำอยู่แล้วถ้าเพียงนางรู้เส้นทางได้ก็จะสามารถตามไปได้เช่นกัน
ร่างโปร่งบางหลบอยู่บนต้นไม้สูงที่ผลิดอกสะพรั่งสายตานางกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดที่นางกำนัลสามคนที่ด้อมๆ มองๆในชุดคลุมตัวหนาถ้าท่าทางแวดระวังแล้วจู่ๆ ก็หายไปจากสายตา “ต้องเป็พวกนางแน่ๆ” หญิงสาวพึมพำเบาๆ
แต่ระหว่างที่ซ่อนตัวบนต้นไม้ใหญ่นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าขององครักษ์ลาดตระเวนหลิวชิงเซียงเผลอกลั้นหายใจ ไหล่บางแนบสนิทกับเปลือกไม้ไร้เสียงลมหายใจรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าหายไป นางจึงพ่นลมออกมาก่อนก้าวลงจะต้นไม้แล้วเดินไปตามทางที่นางกำนัลเมื่อครู่เดินไป
เมื่อเดินต่อไปจนถึงกำแพงอิฐเก่าแก่ที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ที่จู่ๆ คนก็หายไปนางก็พบทางเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะเป็เส้นทางลับดวงตากลมพลันเปล่งประกาย “ที่นี่แหละ..ทางออก!”
หลิวชิงเซียงปล่อยเถาวัลย์ให้กลับมาปกคลุมทางออกเช่นเดิมพลางก้มมองชุดแพรเนื้อดีของตนจึงตระหนักได้ว่านางแอบหลบหนีออกไปด้วยรูปลักษณ์ของสนมเช่นนี้ย่อมไม่รอดพ้นสายตาผู้คนได้เส้นทางแล้วจะต้องปลอมตัวด้วย
ไม่รอช้าหลิวชิงเซียงหันกลับไปที่ฝั่งตำหนักตัวเองแล้วแอบเข้าห้องของอิงหลานฟ่านหรูก่อนถือวิสาสะค้นหีบที่ใช้เก็บเสื้อผ้านางหยิบชุดนางกำนัลชุดหนึ่งมาอย่างไม่ลังเล “สีนี้ใช้ได้เลย ไม่สะดุดตา” นางพูดกับตัวเองพร้อมตรวจสอบชุดนางกำนัลในมือชุดคลุมสีเขียวเข้มด้านในเปลี่ยนสีขาวเนื้อผ้าบางเบาเหลือเพียงเปลี่ยนชุดเท่านั้น หญิงสาวรีบตรงกลับห้องพักเพื่อจะได้แต่งกายแต่งหน้าเสียใหม่
นิ้วเรียวยาวของหญิงสาวดันประตูห้องตนเองเปิดออกก็แต่พบว่ามีสิ่งผิดปกติก่อนออกจากห้องนางดับเทียนหมดแล้วนี่คนอื่นจะได้คิดว่านางเข้าพักผ่อนแล้วทำไมถึงมีแสงสลัวๆ เช่นนี้ได้อาการระแวดระวังกลับมาร่างกายเครียดตึงชุดของนางกำนัลในมือรีบซุกอยู่ด้านหลังพลันก็มีบุคคลหนึ่งก้าวออกมาเกิดเงาเป็ทางยาว
“ฝ่าา..?”
“สนมรักไปที่ใดมา?” เขาแย้มยิ้มบางเบากล่าวถามแบบไม่สามารถจับความรู้สึกภายในได้ว่ารู้สึกอะไรกันแน่
“หม่อมฉัน..นอนไม่หลับเพคะ เลยไปเดินเล่น” จะไปเดินเล่นก็ไม่แปลกหรอกแต่ชุดนางกำนัลในมือนี่จับได้คาหนังคาเขาฉะนั้นต้องหาที่ซ่อนก่อนอีกฝ่ายสังเกตเห็น
“อืม เราก็ว่าจะพาเ้าไปเดินเล่นเมื่อกลางวันเรามีกิจต้องจัดการเลยไม่ได้พาเ้าไปเดินเที่ยวพรุ่งนี้อาจจะไม่เหลือเวลาเช่นกัน”
“เช่นนั้นหม่อมฉันยิ่งไม่อาจรบกวนฝ่าาพระองค์มีราชกิจมากมาย ดึกเช่นนี้พระองค์ไม่สู้พักผ่อนจะได้ถนอมพระวรกายล่ะเพคะ”
นับวันยิ่งวาจาน่าฟังแต่ความหมายมีแต่ขับไล่ไสส่งแต่โม่เหวินหานก็หาใส่ใจเช่นกัน “เ้าหมายถึงให้เรารีบพักผ่อนอยู่กับเ้าแทนจะเดินเล่นแล้วกลับตำหนักเราหรือ”
“..อา” คนผู้นี้เอาอะไรไปตีความเช่นนั้น! “..เช่นนั้นฝ่าาพาหม่อมฉันชมอุทยานดีกว่าเพคะแต่หม่อมฉันขอเข้าไปหยิบผ้าคลุมไหล่สักครู่” นั้นก็เพราะนางจะได้เอาชุดนางกำนัลไปซ่อนก่อนจะไปเดินเล่นกับบุรุษหน้าเหม็นผู้นี้
“ไม่ต้องหรอก เราเตรียมให้แล้ว” ว่าจบก็ดึงผ้าผืนหนึ่งออกมาเหมือนเสกได้หลิวชิงเซียงทำอะไรไม่ได้รีบหันหลังให้เตรียมรับผ้าคลุมที่ค่อยๆบรรจงคลุมที่ไหล่ตนเองแต่ยังดีที่อาภรณ์ของเหล่าสนมมักจะเป็แขนเสื้อกว้างกรุยกรายอยู่แล้วชุดนางกำนัลจึงถูกยัดอย่างลวกๆ เข้าแขนเสื้อก่อนที่คนด้านหลังจะพบนางเริ่มชอบชุดสตรีน้อยในห้องหอเสียแล้วสิก็ถ้าเป็ชุดที่ตนชอบใส่คงไม่มีที่ให้ซ่อน
ณอุทยานต้องแสงจันทรา เมฆาลอยเด่นเหนือยอดไม้สาดแสงนวลละมุนลงมาเคล้ากับโคมไฟประดับในสวนกลิ่นหอมของดอกเหมยที่เพิ่งผลิบานอวลไปทั่ว ลมเย็นพัดโชยเย็นกำลังดี
สตรีในอาภรณ์แพรบางสีเข้มเดินทอดน่องอยู่ข้างบุรุษผู้เป็เ้าของบัลลังก์ัหลิวชิงเซียงเอียงศีรษะมองผู้เป็ฮ่องเต้แวบหนึ่งแววตาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ‘ข้าอยากกลับตำหนัก!’ แต่จะหาทางกลับตำหนักของตนอย่างไรโดยไม่กระตุกความสนพระทัยของพระองค์มากไปกว่านี้
“เหนื่อยหรือ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามไม่มีปี่มีขลุ่ยนางสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าน้อมกายพยักหน้ายอมรับเพื่อเขาจะเห็นใจนาง “ถ้าเหนื่อย ก็เดินช้าลงหน่อย”
มิใช่ให้กลับตำหนักแต่ให้เดินช้าลง!มาถึงขนาดนี้จะทรมานนางไปถึงเมื่อไรนางเม้มปากพลางคิดหาทางหนีแต่แล้วจู่ๆ ฝ่ามืออุ่นก็กุมข้อมือเล็กก่อนจะลากเบาๆ พานางไปที่ต้นเหมย หลิวชิงเซียงเริ่มคุ้นเคยการกระทำเช่นนี้ของเขาเสียแล้วจึงไม่ได้หาทางสะบัดออกเพียงก้มมองมือใหญ่ที่ทั้งหนาและอุ่น ว่าไปฝ่ามือเขาไม่เหมือนฮ่องเต้ที่นางคาดคิดเลยถ้าฝ่ามือของนางเป็ผู้ฝึกยุทธ์ของเขาก็เป็นักรบคงฝึกฝีมือมาหนักกว่านางเป็สิบเป็ร้อยเท่าได้กระมังฝ่ามือถึงเป็เช่นนี้ได้
ชายหนุ่มหญิงสาวมาหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ดอกบานสะพรั่งที่พื้นกลีบร่วงเป็ที่ชมพูทั่วพื้น หลิวชิงเซียงเงยหน้าขึ้นมอง้าต้นไม้ต้นนี้ที่นางพึ่งใช้เป็ที่หลบซ่อนตัวและสอดส่องหาเส้นทางเมื่อครู่นี้ช่างบังเอิญเสียจริง
“หอมหรือไม่?” โม่เหวินหานมองตามสายตาของหญิงสาวขึ้นไปเห็นกลีบดอกไม้ที่ปลิวร่วงจึงยกมือเด็ดกิ่งหนึ่งแล้วหมุนเล่นระหว่างปลายนิ้ว
“หอมเพคะ..” ตอนนั้นใจพะวงเื่อื่นไม่ได้สนใจทัศนียภาพได้กลับมาอีกรอบถึงจะได้กลิ่นหอมโชยมา
พร้อมกันนั้นจู่ๆปลายนิ้วเรียวเกี่ยวเส้นผมของหญิงสาวที่หลุดลุ่ยออกมาใกล้ข้างแก้มหลิวชิงเซียงเผลอหลุบตามองอีกฝ่ายพลันชะงักลมหายใจสะดุดมือบางกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ ฝ่ามืออุ่นเกลี่ยเส้นผมนั้นอย่างแ่เบาััเพียงเล็กน้อยกลับทำให้ใบหน้านางร้อนผ่าว
“..”ดวงตากลมหลุกหลิกเพียงครู่ หลิวชิงเซียงรีบย้ำเตือนเป็เพราะบรรยากาศพาไปเท่านั้นความรู้สึกต่อต้านของหลิวชิงเซียงสวนกลับในใจหญิงสาวจึงหันหน้าหลบเลี่ยงอย่างเร็วเสียจนปลายนิ้วบุรุษััเรียบไปกับผิวแก้มนางเป็ทางยาวใบหน้าที่สีชมพูเล็กน้อยกลายเป็ขึ้นสีแดงหนัก นางแทบจะรีดเืจากหน้าได้อยู่แล้ว
“ฮึๆ ดูเ้า..หน้าแดงแล้ว” ฮ่องเต้นึกขำอย่างอดไม่อยู่เมื่อยิ่งทอดพระเนตรความกระดากอายของนางเป็เื่น่ารัก
“หม่อมฉันเพียงแค่รู้สึกร้อนเพคะ”
“รึ?” พระองค์โน้มพระวรกายลงมาใกล้กว่าเดิมลมหายใจของบุรุษผู้เป็โอรส์แ่รินอยู่ข้างแก้มนาง “ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เราเกรงสนมรักจะป่วยเสียจริงเช่นนั้นให้เราอุ้มเ้ากลับตำหนักดีหรือไม่?”
‘อุ้มกลับตำหนัก!’ นางเบิกตากว้าง รีบถอยหลังแทบไม่ทัน “ฝะ..ฝ่าา! หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ!”
ฮ่องเต้ทรงพระสรวลเบาๆยามทอดพระเนตรนางลนลานราวลูกแมวตัวน้อย ดวงเนตรคมกล้าฉายแววพึงพระทัยเป็ที่สุด “ได้ๆ ..เช่นนั้นก็เดินไปพร้อมกันเถิด”
สิ้นรับสั่งมือใหญ่ก็ประคองมือบางของนางไว้แน่นเสียแล้วหญิงสาวคงร้อนแค่หน้าเสียมากกว่าฝ่ามือของนางนั้นตรงกันข้ามมือบางเย็นจรดปลายนิ้วโม่เหวินหานที่เดินจูงไปก็บีบนวดมือคล้ายความเย็นให้เมื่อฝ่ามืออุ่นดีแล้วเข้าก็ก้มมองอย่างพอใจแต่ก็สบไปเห็นชายผ้าสีไม่เข้ากับชุดที่นางสวมเหลือบออกมาพอดีหากเขาไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำ
---------------------------------------------------
เกี้ยวพาราสีเขาหนักมากกกก น้ำหยดลงหินทุกวันหินไม่ยอมให้แตะ น้องหนีเก่งมากกกก
ฝากติชมด้วยนะคะ กดส่งในให้นข.กันหน่อยน้าา