เดิมที นางฉินอยากจะร้องไห้คร่ำครวญยิ่งกว่านี้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของถังฉี นางจำต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงไป
ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะพูดจาได้เฉียบคมเช่นนี้
ตอนที่นางหวังยังมีชีวิตอยู่ เด็กหญิงได้แต่ติดตามมารดาเหมือนคนขี้ขลาด ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ!
ตอนนั้น ทั้งมารดาและลูก ๆ ช่างรับมือได้ง่ายจริง ๆ...
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางฉินก็รู้สึกแน่นหน้าอก!
เดิมที นางฉินคิดว่าหลังจากขับไล่เด็ก ๆ เหล่านี้ออกไปแล้ว วันหนึ่งพวกเขาจะกลับมาด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวและอ้อนวอนขอให้นางยกโทษให้
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เด็ก ๆ ออกจากบ้านเก่า ชีวิตของพวกเขาก็เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่บ้านหลังใหม่ก็เกือบจะสร้างเสร็จแล้ว และดีกว่าบ้านที่ตนอาศัยอยู่หลายร้อยเท่า
นางฉินนอนไม่หลับทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้
“หน็อย…ข้าแก่ปูนนี้แล้ว ไม่ยอมให้เด็กเหลือขออย่างเจ้ามาถอนหงอกได้หรอก ลูกชายข้าทำงานหนักเพื่อให้เจ้าได้ลืมตาดูโลก ข้าจะสาปแช่งเขาได้อย่างไร? อย่ามากล่าวหาข้านะ!”
เมื่อพูดจบ นางฉินก็ลุกขึ้นและพุ่งเข้าใส่ถังฉี พยายามจะฉีกปากนาง
ทว่าถังฉีไม่ปล่อยให้หญิงชราทำเช่นนั้น นางรีบถอยออกมาและหลบข้างหลังผู้นำตระกูล
ไม่ว่านางฉินจะหยิ่งผยองและเหิมเกริมเพียงใด นางก็ไม่กล้าทำอะไรวู่วามต่อหน้าผู้นำตระกูล
ครอบครัวของหลี่ต้ากวงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด บิดามารดา ภรรยาและลูก ๆ ของเขาไม่ได้กระทำผิดใด ๆ แต่ก็ถูกผู้นำตระกูลขับไล่ออกจากหมู่บ้านตระกูลถังโดยไม่ลังเล
“เหลวไหล! ชีวิตแลกด้วยชีวิต ข้าอดทนกับเจ้ามานานเพราะเห็นแก่ที่เจ้าเป็นแม่ของถังอู่!”
เวลานี้ ใบหน้าของผู้นำตระกูลบิดเบี้ยวด้วยโทสะ
“ท่านแม่ กลับกันเถอะ…”
ถังเฉวียนก้าวออกมาจากฝูงชนด้วยท่าทีลำบากใจ เขาอยากจะพามารดากลับไปนานแล้ว ทว่าความขี้ขลาดทำให้เขาลังเล
“กลับหรือ? ข้ากลายเป็นตัวตลกของคนทั้งหมู่บ้านแล้วนี่ ปล่อยให้ข้าตายอยู่ตรงนี้แหละ!”
เมื่อพูดจบ ใบหน้าของนางฉินก็เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด แม้ว่านางจะไม่กล้าล่วงเกินผู้นำตระกูล แต่นางก็จะไม่ยอมปล่อยถังฉีให้เสวยสุขอยู่คนเดียว
ถังฉีจ้องมองหญิงชราที่กำลังทำให้ตัวเองขายหน้าอย่างเงียบ ๆ
ความรังเกียจที่มีต่อหญิงชราเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าเด็กหญิงจะนึกดูแคลนนิสัยใจคอของถังเฉวียน แต่นางก็ตระหนักดีว่ายุคสมัยโบราณนี้มีเด็ก ๆ มากมายที่เป็นเหมือนเขา ไม่ได้รับความรักจากบิดามารดา ไม่มีทักษะความรู้ใด ๆ ความจริงแล้ว พวกเขาโหยหาความรักความอบอุ่นในครอบครัวอยู่ภายในใจ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตามความปรารถนาของบิดามารดา
ไม่เคยคัดค้านหรือต่อต้านใด ๆ
สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือความพึงพอใจและความรักจากพวกเขา
นางฉินพูดจบก็ผลักฝูงชนให้พ้นทางและวิ่งไปที่บ้านหลังใหม่
“บ้านหลังใหม่นี้ ข้าไม่ได้อยู่ พวกเจ้าก็ไม่ต้องอยู่! ข้าจะตายที่นี่ ดูซิว่าพวกเจ้ายังจะกล้าอยู่หรือไม่!”
นางฉินเดินไป ปากก็สบถสาปแช่งไป ดวงตาของนางกลอกไปมา
นางพยายามทำให้ถังฉีหวาดกลัวและยอมแพ้!
ปรารถนาให้เด็กหญิงคุกเข่าอ้อนวอน จากนั้นก็ไปที่ศาลเพื่อกลับคำให้การและลบล้างความผิดให้นางเสี่ยวฉิน
เมื่อผู้นำตระกูลได้ยินเช่นนั้น ความโกรธของเขาก็ปะทุดั่งเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ
“เหิมเกริมนัก! ถังต้าสี่ นี่คือภรรยาที่เจ้าเชิดหน้าชูตาหรือ?”
เวลานี้ ผู้นำตระกูลสังเกตเห็นถังต้าสี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น
“โธ่…ผู้น้ำตระกูล ท่านก็รู้ว่านางเป็นคนเช่นไร หากข้าห้ามนางได้ ข้าจะปล่อยให้นางมาที่นี่หรือ”
ถังต้าสี่รู้สึกพอใจเมื่อเห็นว่าผู้นำตระกูลไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้
หลังจากหาข้ออ้างได้แล้ว เขาก็ตามนางฉินไป
หากมีคนอยู่ใกล้พอ พวกเขาคงจะได้เห็นเสียงครวญเพลงเบา ๆ ด้วยความสุขใจดังขึ้นเป็นระยะ
ถังฉีเฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยท่าทีเย็นชา
“น้องรอง ไปปลอบพวกน้อง ๆ เถอะ ปล่อยให้ข้าจัดการเรื่องนี้เอง”
เมื่อพูดจบ ถังฉีก็ถือกระดาษเงินกระดาษทองตามพวกเขาไป
เวลานี้ บริเวณก่อสร้างแลดูครึกครื้นเป็นพิเศษ คนงานและชาวบ้านก็เข้ากันได้ดี
ชาวบ้านบางคนถึงกับลงมือช่วยงานพวกเขา เกิดเป็นภาพที่งดงาม
คนงานและช่างฝีมือก็มีน้ำใจ ช่วยสอนชาวบ้านเกี่ยวกับการซ่อมแซมและสร้างบ้าน
“ฮือฮือ…ข้าไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว!”
นางฉินมองเห็นบ้านตรงหน้าที่กำลังจะมุงหลังคา โครงสร้างขนาดใหญ่ และอิฐสีแดงสดกระตุ้นความริษยาในใจได้อย่างรวดเร็ว
ไม่นาน ชาวบ้านและคนงานก็สังเกตเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
“นั่นป้าฉินไม่ใช่หรือ? เหตุใดนางถึงมาที่นี่ได้?”
ชาวบ้านดูงงงวย และช่างฝีมือก็มองด้วยความสงสัย
เหล่าช่างฝีมือและคนงานคุ้นเคยกับพวกชาวบ้านเป็นอย่างดี ทว่าหญิงชราผู้นี้ไม่คุ้นตาเลย
“นางเป็นย่าของฉีเอ๋อร์ แต่พวกเขาลงนามในสัญญาตัดขาดกันแล้ว”
ชาวบ้านคนหนึ่งอธิบายให้ช่างฝีมือและคนงานฟัง พวกเขาจึงเข้าใจสถานการณ์
ขณะที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ นางฉินก็สำรวจความเคลื่อนไหวด้านหลัง เมื่อเห็นถังฉี นางก็รีบดึงผ้าสีขาวออกมาจากเอวและโยนขึ้นไปบนขื่อ
“ฮือ…ข้าไม่อยากอยู่แล้ว ลูกสะใภ้ก็จากไป ข้าก็จะจากไปอีกคน”
นางฉินร้องไห้เสียงดัง
“ช้าก่อน ท่านย่า!”
เมื่อถังฉีเห็นว่านางฉินตั้งใจจะผูกคอตายจึงได้รั้งนางไว้
เมื่อได้ยินเสียงของถังฉี นางฉินรู้สึกพอใจมาก คิดว่าหลานสาวคงยอมแพ้แล้ว
ทว่าเพียงชั่วพริบตา นางก็เห็นหลานสาวนำตะบันไฟออกมา ตั้งใจจะจุดไฟเผากระดาษเงินกระดาษทองในตะกร้าไม้ไผ่
“เจ้าทำอะไรน่ะ?”
สีหน้าของนางฉินบิดเบี้ยวทันที
“ท่านย่าค่อย ๆ แขวนคอไปนะเจ้าคะ ข้าจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ท่านแม่ คงจะดีหากท่านแม่มารับท่านไปปรโลก”
สีหน้าของถังฉียามเอื้อนเอ่ยเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
นางฉินไม่คาดคิดว่าหลานสาวจะพูดจาเช่นนี้ นางถึงกับชะงักงัน ราวกับกินของสกปรกเข้าไป
ผู้นำตระกูลและชาวบ้านที่ได้ยินคำพูดของถังฉีต่างมีสีหน้าประหลาดใจ
“เจ้า…เจ้า…นางเด็กไม่รักดี เจ้ากำลังแช่งให้ข้าตายหรือ!”
นางฉินบันดาลโทสะ
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน ในมือยังกำผ้าสีขาวไว้แน่น
“ข้าเปล่านะเจ้าคะ ข้าก็แค่ได้ยินท่านแม่พูดในความฝัน อยู่ที่นั่น ท่านแม่เหงามาก ไม่คิดเลยว่าท่านย่าจะเมตตานางและรู้ว่านางตายไปอย่างไม่ยุติธรรม”
เมื่อพูดจบ ถังฉีก็เอาตะบันไฟออกมาอีกครั้ง แสร้งทำเป็นจุดไฟ
เมื่อนางฉินได้ยินก็รู้สึกอึดอัดใจ
จากนั้นนางก็มองถังต้าสี่ หวังจะให้อีกฝ่ายช่วย
เมื่อชาวบ้านเห็นท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนางฉินก็ได้แต่กลั้นหัวเราะเอาไว้
ใครไม่รู้บ้างว่าหญิงชราผู้นี้ ไม่สบายเล็กน้อยก็ร้องหาหมอแล้ว
เวลานี้แสร้งทำเป็นร้องไห้ สร้างปัญหาและคิดจะผูกคอตาย นางคิดว่าคนอื่นจะเชื่อว่านางจะลงมือจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่าถังต้าสี่เห็นสายตาอ้อนวอนของภรรยา เขากระแอมเล็กน้อยและมองไปที่ถังฉี
***********************