บทที่ 6 ข้ามประตูั ผู้าุโเฮยหลงพิทักษ์สำนัก
"กระดูกปราณขาว หรือที่เรียกว่ากระดูกปราณเทียม แม้จะสามารถฝึกฝนได้ แต่ความเร็วในการฝึกฝนนั้นเชื่องช้า อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะบรรลุขั้นปฐมบทได้ ซึ่งไม่ต่างจากผู้ที่ไม่มีกระดูกปราณมากนัก"
จ้าวหลิงหลงถอนหายใจ
"หากข้าถูกทดสอบแล้วพบว่าเป็กระดูกปราณขาว ข้าก็จะไม่ได้เป็ศิษย์ของยอดเขาที่เจ็ดใช่หรือไม่?"
สวี่ไท่ผิงลังเลชั่วครู่ ในที่สุดก็เอ่ยคำถามนี้ออกมา
ในความคิดของเขา โอสถที่ปู่ทิ้งไว้ให้เขา แม้จะทำให้ชื่อของเขาปรากฏบนศิลาหลิงกู่ได้ ทว่าคงหลอกการทดสอบกระดูกปราณของศิษย์สำนักชิงเสวียนมิได้
เขาตระหนักดีว่าตนไม่มีกระดูกปราณ
"พูดเช่นนั้นก็ถูก แต่ไท่ผิง เ้าถูกเลือกโดยศิลาหลิงกู่ ถึงแม้จะไม่ใช่กระดูกปราณ์ที่หายาก แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็กระดูกปราณทอง ถึงจะแย่ที่สุดก็ต้องเป็กระดูกปราณทมิฬ ย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะเป็กระดูกปราณขาว"
จ้าวหลิงหลงเอ่ยอย่างมั่นใจ
"หลิงหลงกล่าวถูกต้อง ศิษย์ที่ถูกเลือกโดยศิลาหลิงกู่ มักจะเป็กระดูกปราณทองหรือกระดูกปราณ์ ศิษย์น้องมิต้องกังวลมากนัก"
ชิงเซียวยิ้มแล้วลูบหัวของสวี่ไท่ผิงเบา ๆ
"ใช่แล้ว ถึงแม้จะเป็กระดูกปราณขาวก็มิต้องกังวล ศิษย์ที่เป็กระดูกปราณขาว ก็ยังสามารถฝึกฝนที่เชิงเขาได้สามปี หลังจากนั้นสามปี หากผ่านการทดสอบ ก็ยังสามารถเป็ศิษย์ของยอดเขาที่เจ็ดได้"
จ้าวหลิงหลงกล่าวเสริมพร้อมรอยยิ้ม
"ขอรับ"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า พลางฝืนยิ้มออกมา
ยามได้ยินว่าถึงแม้จะเป็กระดูกปราณขาว ก็จะไม่ถูกไล่ลงจากเขาทันที เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
...
เพียงไม่นาน
สำนักชิงเสวียน ตำหนักหลงเหมิน
ที่นี่คือตำหนักที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเหินเวหา ดอกไม้บานสะพรั่งทั่วทิวเขา สัตว์วิเศษหายากมีให้เห็นทั่วไป เส้นทางสู่ตำหนักบนยอดเขานั้นยิ่งคดเคี้ยวผิดปกติ หากไม่มีจ้าวหลิงหลงและชิงเซียวอยู่เคียงข้าง ถึงแม้จะใช้เวลาหลายวัน ไท่ผิงก็คงมิอาจขึ้นไปถึงยอดเขาได้
"ผู้ใดมาเยือน"
เพียงย่างเท้าเข้าสู่ลานโล่งหน้าตำหนัก เสียงที่ทั้งชราแต่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามดังก้องราวกับคลื่นน้ำซัดออกจากภายในตำหนัก
"ยอดเขาที่เจ็ด ตู๋กูชิงเซียว"
"ยอดเขาที่เจ็ด จ้าวหลิงหลง"
"ยอดเขาที่หก สวีจื่อเยียน"
"ขอคารวะผู้าุโเฮยหลง"
ยามได้ยินเสียงนั้น ศิษย์ทั้งสามคนต่างขานนามตนเอง พร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
แม้ว่าสวี่ไท่ผิงจะไม่รู้จักผู้าุโเฮยหลงผู้นี้ แต่เมื่อเห็นทั้งสามคนให้ความเคารพ จึงโค้งคำนับไปทางตำหนักด้วย
ส่วนหลินปู้อวี่ ั้แ่ต้นจนจบก็แสดงท่าทีนิ่งสงบ ทำเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่กับที่
"วันนี้พวกเ้าขึ้นมาที่ตำหนัก มีกิจอันใดหรือ?"
เสียงแหบแห้งแต่น่าเกรงขามนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
"วันนี้ข้ากับศิษย์น้องหญิงจื่อเยียนจากยอดเขาที่หก ต่างพาเหล่าศิษย์ที่ถูกเลือกจากศิลาหลิงกู่กลับมาด้วยกัน ก่อนที่จะกลับไปยังยอดเขา จึงใคร่ขอให้ผู้าุโเฮยหลงทดสอบกระดูกปราณของทั้งสองคนก่อนขอรับ"
ชิงเซียวตอบอย่างนอบน้อม
"เข้ามาเถิด"
เพียงชั่วอึดใจเดียว เสียงนั้นดังก้องออกมาจากตำหนักหลงเหมินอีกครั้ง
...
ภายในตำหนัก
"นี่คือ… ผู้าุโเฮยหลงหรือ?"
เพียงก้าวเท้าสู่ตำหนัก สวี่ไท่ผิงก็ต้องใกับผู้าุโเฮยหลงที่นั่งอยู่บนตั่งสูงเบื้องหน้า
ยามมองไปที่ใจกลางตำหนัก มีชายร่างใหญ่กำยำนั่งอยู่บนพัดสานขนาดมหึมา สวี่ไท่ผิงยืนอยู่ตรงหน้าของผู้นั้น เหมือนกับว่ายืนอยู่ตรงหน้าเนินเขาเล็ก ๆ ลูกหนึ่ง
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้นก็คือ ถึงแม้ชายผู้นี้จะสวมชุดคลุมสีม่วงที่ตัดเย็บจากผ้าไหม รูปร่างไม่ต่างจากบุรุษทั่วไป ทว่าศีรษะนั้นกลับเหมือนัร้ายในน้ำ ดูน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
"ร่างจริงของผู้าุโเฮยหลงคือัวารีในแม่น้ำสวินหยาง หลังจากฝึกฝนมาห้าร้อยปีจึงได้รูปร่างมนุษย์ ท่านได้ติดตามปรมาจารย์าุโของสำนักชิงเสวียน และกลายเป็หนึ่งในผู้าุโสัตว์วิเศษพิทักษ์ยอดเขาของสำนักชิงเสวียน ถึงแม้ภายนอกจะน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้ว ท่านมีจิตใจที่อ่อนโยนมาก เ้าไม่ต้องกลัวหรอก"
ราวกับเดาได้ว่าสวี่ไท่ผิงจะต้องใ จ้าวหลิงหลงจึงรีบอธิบายให้สวี่ไท่ผิงฟังประโยคหนึ่ง
"ขอรับ ศิษย์พี่หญิง ข้าไม่กลัวหรอก"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า
เมื่อครู่เขาเพียงประหลาดใจเท่านั้น แท้จริงแล้วไม่ได้กลัวอะไรมากนัก
"ศิษย์น้องหญิงจื่อเยียน ช่างบังเอิญจริง ๆ"
ในตอนนั้น ชายชุดขาวผู้หนึ่งพาเด็กหนุ่มที่แต่งตัวหรูหราเดินออกมาจากด้านข้างของผู้าุโเฮยหลง
"ศิษย์พี่จิน?"
ยามเห็นชายผู้นี้ จื่อเยียนก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
"เหตุใดเ้าถึงอยู่ที่นี่ด้วย?"
ชิงเซียวเอ่ยถามอย่างไม่สุภาพนัก
ถึงแม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่สวี่ไท่ผิงััได้ว่า ทั้งสองคนไม่ชอบชายผู้นี้
"ข้าไปปราบปีศาจที่แคว้นเทียนหลางเมื่อไม่นานมานี้ บังเอิญเจอองค์ชายน้อยแห่งแคว้นเทียนหลางมีกระดูกปราณ จึงพาเขาขึ้นมา เพื่อทดสอบระดับกระดูกปราณกับผู้าุโเฮยหลง"
ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เขาพูดโดยไม่ชำเลืองมองชิงเซียวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับจ้องไปที่จื่อเยียนกับหลิงหลงอย่างอาจหาญ
"ไม่ได้เจอกันนาน ไม่คิดว่าศิษย์น้องหลิงหลงจะโตเป็สาวแล้ว"
อีกฝ่ายส่งยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ให้กับจ้าวหลิงหลง
"จินเหอจือ หากเ้าไม่้าตาคู่นั้นแล้วละก็ ข้าจะช่วยควักออกให้เอง"
ชิงเซียวก้าวไปข้างหน้า กีดกันสายตาของบุรุษผู้นั้น
"เช่นนั้นข้าจะลองดูเสียหน่อย..."
"ทุกคนหุบปาก"
ในขณะที่จินเหอจือกำลังโต้เถียงกับชิงเซียว ผู้าุโเฮยหลงซึ่งนั่งหลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นั์ตาเรียวสีทองอันแปลกประหลาด
"ที่นี่ไม่ใช่ยอดเขาที่เจ็ด และก็ไม่ใช่ยอดเขาที่หนึ่ง แต่เป็ตำหนักหลงเหมินของข้า"
ผู้าุโเฮยหลงกวาดสายตาผ่านทั้งสองคน
"ขอรับ"
ชิงเซียวและจินเหอจือต่างถอยกลับไปพร้อมกัน
"พาเด็ก ๆ ที่จะทดสอบกระดูกปราณมานี่"
ผู้าุโเฮยหลงสั่งการพลางหยิบลูกแก้วัออกมาจากแขนเสื้อ
ลูกแก้วันี้มีขนาดเท่าหัวของสวี่ไท่ผิง ทั้งลูกใสราวกับอำพันโปร่งแสง รอบ ๆ มีรัศมีสีน้ำเงินดั่งคลื่นน้ำกระจายออกมา
ในเวลาเดียวกัน
สวี่ไท่ผิง หลินปู้อวี่ และองค์ชายน้อยที่แต่งกายหรูหรา ต่างก็ยืนอยู่ตรงหน้าผู้าุโเฮยหลง
"พวกเ้าทั้งสาม เข้ามาทีละคน แล้ววางมือลงบนลูกแก้วของข้า"
ผู้าุโเฮยหลงถือลูกแก้วัไว้ในมือ สายตากวาดผ่านเด็กทั้งสามคน
"ข้าจะไปก่อน!"
ยามพูดจบ องค์ชายน้อยในชุดหรูหราพลันก้าวไปข้างหน้าและวางมือบนลูกแก้วั
ผู้าุโเฮยหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
"หลับตาทำสมาธิ รอจนกว่าข้าจะเรียก จึงค่อยลืมตา"
ผู้าุโเฮยหลงสั่งเสียงเ็า จากนั้นประกายสีทองพลันพุ่งออกจากกาย ปราณสีทองไหลมารวมกันที่ลูกแก้วัในมือ ก่อนจะปกคลุมทั่วร่างขององค์ชายน้อย
วูบ...
เพียงชั่วครู่ เสียงหวีดหวิวเบา ๆ ก็ดังขึ้น ลูกแก้วัในมือของผู้าุโเฮยหลงเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า พร้อมกับมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่โดยรอบ
"กระดูกปราณทองธาตุไฟ เป็กระดูกปราณทองธาตุไฟจริง ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า!..."
ยามเห็นภาพนี้ จินเหอจือที่ยืนเคียงข้างชิงเซียวพลันหัวเราะลั่น
แม้ว่าผู้าุโเฮยหลงจะไม่พอใจกับเสียงอึกทึกของจินเหอจือ แต่ก็มิได้ห้ามปราม เพราะในสายตาของเขา การที่สำนักชิงเสวียนจะมีศิษย์ที่มีกระดูกปราณทองธาตุไฟเพิ่มขึ้นอีกคน ถือเป็เื่น่ายินดีอย่างยิ่ง