เราสามคนนั่งกินข้าวมื้อค่ำด้วยกัน บรรยากาศมันดูเงียบแปลกๆ เพราะเขาเอาแต่คุยกับลูก ไม่ถามสารทุกข์สุขดิบกับฉันสักนิด
“อะแฮ่ม พี่ติณณ์”
“อะไร”
“พี่เลี้ยงลูกคนเดียวหรอ” เขาชะมักมือที่กำลังตักข้าว พลางมองค้อนฉัน
“ทำไมถึงเอาแต่ถามอะไรแบบนี้”
“กะ ก็…”
“อย่าถามเื่ไร้สาระ มันน่ารำคาญ”
“เขมแค่อยากหาเื่คุย..”
“อิ่มรึยังครับ” เขาหันไปถามเดียร์น่าที่กำลังนั่งเขี่ยข้าวเล่น เพียงเธอพยักหน้าตอบ เขาก็อุ้มเธอเดินทันที
“จะไปไหนกันหรอ”
“พาเดียร์น่าเข้านอน เธออิ่มแล้วก็กลับไปซะที”
“เขมจะรอข้างล่างนี่นะ.. เราจะได้คุยกันกระจ่างซะที”
“บอกแล้วไงวะ..”
“แค่วันนี้ก็ได้ เขมจะวุ่นวายแค่วันนี้ เขมจะไม่รบกวนพี่อีก” เขาถอนหายใจออกมา ตัดความรำคาญ
“งั้นรอที่นี่ ฉันจะพาเดียร์น่าไปนอนก่อน” ฉันพยักหน้ารับช้าๆ แล้วจัดการเก็บทำความสะอาดจานที่เหลือ
หลังมานั่งรอที่ห้องรับแขก กว่าพักใหญ่เขาก็เดินลงมา นั่งที่โซฟาข้างๆ เราต่างคนต่างเงียบ คำที่เรียบเรียงไว้ ถูกกดด้วยความหวาดหวั่นและรู้สึกผิด
“จะพูดอะไรก็พูด มันดึกแล้ว” เขาติใส่
“คะ คือ… ที่เขมมาวุ่นวาย เพราะเขมรู้สึกผิดจริงๆ และอยากขอโทษพี่อย่างจริงใจ”
“....”
“สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ทั้งหมด”
“อืม” เขาตอบรับ ด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก เหมือนเขาไม่แยแสมันอีกแล้ว
“และเขม อยากมายินดี.. กับชีวิตของพี่”
“....”
“ลูกพี่น่ารักมาก เห็นพี่มีความสุขเขมก็ดีใจด้วย”
“อย่าพูดเื่แม่ของเด็ก ต่อหน้าเดียร์น่าอีก”
“เขมถามได้หรือเปล่าว่าทำไม”
“....” เขาถอนหายใจออกมา ยกมือปิดใบหน้าแสดงความเครียด
“ถ้าลำบากใจไม่ต้องเล่าก็ได้ เขมวุ่นวายกับพี่ กับลูกพี่มามากพอแล้ว”
ฉันเอ่ยด้วยอาการเจ็บแปลบๆ ในหัวใจ มุมไกลของคนนอกอย่างฉัน ก็ไม่ควรจะไปจุ้นจ้านกับชีวิตครอบครัวของเขาอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น .. ฉันก็แค่อยากรู้ ว่า คนที่เขารัก เป็คนยังไง
เขาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มเบาออกมา เหมือนหนักใจกับสิ่งที่จะพูด
“..แม่เธอเป็เพื่อนมหา’ ลัยหมอที่อเมริกา เธอมีเดียร์น่าระหว่างเรียน และไม่พร้อมเลี้ยง ตัดสินใจจะไปเอาออก ฉันเลยขอเด็กเอาไว้”
“ห้ะ!! มะ หมายความว่า…”
“อืม เดียร์น่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของฉัน”
“!!!!”
ฉันยกมือปล้องปากด้วยความใ แล้วขยับไปนั่งใกล้ๆ เขา เพราะกลัวสิ่งที่พูดกันนี้เดียร์น่าจะมาได้ยิน
“เพราะงั้น อย่าพูดถึงเื่แม่เด็กอีก”
“แล้วพี่บอกเดียร์น่าว่าไง เื่แม่ของเธอ”
“ตอนนี้เธอยังคิดว่าแม่ไปเป็นางฟ้าบน์ แต่อีกหน่อยถ้าเธอโตขึ้นจนไม่สามารถหลอกเอาความคิดนี้มาใช้ ฉันก็ยังไม่รู้จะโกหกเธอต่อไปยังไง”
“.....”
“รอให้ถึงวันนั้นก่อนค่อยว่ากัน”
ฉันนั่งฟังอยู่เงียบๆ ไม่แสดงความคิดเห็น เพราะมันเป็เื่ที่อ่อนไหวสุดๆ ถึงว่า นอกจากนิสัยเข้าถึงยาก เด็กก็ดูจะไม่ได้มียีนส์ของเขาเลยสักนิด
“รู้แล้วก็เลิกสงสัย เลิกถาม เลิกวุ่นวายซะ”
“อะ อื้ม”
“ฉันจะไปนอนแล้ว พรุ่งนี้มีนัดตรวจคนไข้พิเศษแต่เช้า เธอก็รีบกลับไปซะ”
เขาเอ่ยปากไล่รอบที่ร้อย แล้วลุกเดินหันหลังขึ้นชั้นบนทันที ฉันมองตามด้วยใจที่ปวดหน่วงนิดๆ ถึงจะทั้งเสียใจ เสียดาย และมีอีกหลายเื่ที่อยากจะพูด แต่ ณ เวลานี้ ฉันก็ต้องยอมรับความจริง
‘..ในวันนั้น เขาทำได้แค่นั่งมองแผ่นหลังฉันค่อยๆ เดินจากไปแบบนี้เหมือนกันสินะ’
แหมะ
น้ำตาหยดล่วงลงกระทบหน้าแก้ม ฉันยกมือขึ้นเช็ดมัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพดานเพื่อปรับอารมณ์ตัวเอง
“ขอโทษแล้ว ยินดีแล้ว จบแล้วสินะ … แบบว่า จบแล้วจริงๆ”
ฉันพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ ยิ้มรับความเ็ปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้แล้วเดินออกจากบ้านเขา มายืนรอแท็คซี่ที่หน้ารั้ว ขณะยืนรับลมหนาวๆ ด้วยใจที่ว่างเปล่า ฉันหันกลับไปดูไฟชั้นบนที่ติดอยู่ห้องเดียว ก็ปิดลงทันที
‘เขาไม่คิดแม้แต่จะมาส่ง หรือดูจนกว่าฉันจะขึ้นรถไปด้วยซ้ำ...’