“นายไม่ได้บอกว่าค่าพลังชีวิตครั้งล่าสุดที่ทดสอบคือ 0.8 หรอกเหรอ? นี่มันดูเหมือน 0.8 ตรงไหน?”
จงเจิ้นกั๋วเพิ่งพาตัวลู่เซิ่งมาถึงห้องพักครู ก็จ้องมองเขาด้วยสายตาที่ร้อนแรง
ลู่เซิ่งจนปัญญาเล็กน้อย กล่าวว่า “ครูจงก็บอกเองนี่ครับ ว่าผลการทดสอบครั้งล่าสุด”
จงเจิ้นกั๋วพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “งั้นเดี๋ยวครูจะให้นายทดสอบอีกครั้ง”
ลู่เซิ่งพยักหน้า
ครู่ต่อมา ผลการทดสอบก็ออกมา
จงเจิ้นกั๋วล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ จ้องมองลู่เซิ่งด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะบรรยาย
มันเป็ความตกตะลึงที่แฝงไว้ด้วยความยินดี ความยินดีที่แทรกด้วยความประหลาดใจ ความประหลาดใจที่รวมไว้ด้วยความสงสัย...
สงสัยในตัวเอง สงสัยในข้อเท็จจริง
ด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“นายทดสอบครั้งล่าสุดเมื่อไร?”
จงเจิ้นกั๋วสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ แล้วเอ่ยถาม
ลู่เซิ่งครุ่นคิด แล้วตอบว่า “สอบปลายภาคครั้งที่แล้วครับ น่าจะไม่ถึงเดือน”
หากนับการทดสอบส่วนตัว ก็คงเป็เมื่อสัปดาห์ก่อน
“ไม่ถึงเดือน...”
จงเจิ้นกั๋วไม่รู้จะพูดอะไร
เขามองผลการทดสอบอีกครั้ง
ค่าพลังชีวิต: 1.532
ค่าพลังการต่อสู้: 192
ตัวเลขสองชุดที่น่าตกตะลึง
เกินมาตรฐานการประเมินของนักสู้ระดับหนึ่งไปแล้ว
แม้ว่าเครื่องมือทดสอบในโรงเรียนจะไม่แม่นยำเท่าของสหพันธ์ศิลปะการต่อสู้ แต่ค่าความผันผวนจะไม่มากนัก ผลที่แท้จริงก็แทบจะไม่คลาดเคลื่อนไปจากนี้
กล่าวคือ
นักเรียนที่ชื่อว่าลู่เซิ่งซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นักสู้ระดับหนึ่งอย่างเป็ทางการแล้ว
ปีนี้เขาอายุยังไม่ถึงสิบแปดปี เหลือเวลาอีกกว่าสองร้อยวันกว่าจะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
โรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามของพวกเขา ชั้นเรียนวิชาการต่อสู้สนามจริงที่จงเจิ้นกั๋วดูแล ได้ให้กำเนิดนักสู้ระดับหนึ่งที่อายุไม่ถึงสิบแปดปีอย่างแท้จริง
จงเจิ้นกั๋วยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับผลลัพธ์นี้
แม้ว่านักสู้ระดับหนึ่งที่อายุไม่ถึงสิบแปดปี หากนับรวมทั่วทั้งดินแดนหลงกั๋วหรือเมืองไป๋เหอ ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก
แต่สำหรับโรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามของพวกเขา นั่นคืออัจฉริยะระดับสุดยอด เป็ต้นอ่อนเพียงหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน
อย่างน้อยที่สุด นักเรียนม.6 ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในโรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามในปัจจุบัน ก็ไม่มีใครสามารถทำได้ถึงระดับนี้ แม้แต่จะเข้าใกล้ก็ยังไม่มี
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่จงเจิ้นกั๋วเห็นไม่ได้มีเพียงแค่นี้
สิ่งที่เขาให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือ ค่าพลังการต่อสู้ของนักเรียนที่ชื่อว่าลู่เซิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเขา รวมถึงผลงานในการเรียนวิชาการต่อสู้สนามจริง
ค่าพลังการต่อสู้ 192 เกินมาตรฐานค่าพลังชีวิตไปถึงสี่สิบกว่าแต้ม!
ต้องรู้ว่า ก่อนที่จะเป็นักสู้ระดับหนึ่งอย่างเป็ทางการ ไม่สิ ควรจะบอกว่าก่อนที่จะเป็นักสู้ระดับสาม
โดยพื้นฐานแล้วค่าพลังการต่อสู้ของนักสู้จะแปรผันตามค่าพลังชีวิต
เนื่องจากค่าพลังชีวิตเป็ตัวแทนของความเร็วและพละกำลัง
คุณมีค่าพลังชีวิตเท่าไร ก็ย่อมสามารถสร้างความเสียหายได้มากเท่านั้น
นักสู้ระดับสามถึงระดับสี่คือ่หัวเลี้ยวหัวต่อ หลายคนจะหยุดอยู่ ณ จุดนี้ เพื่อฝึกฝนกระดูกและเส้นเอ็น
ในเวลานี้ บทบาทของศิลปะการต่อสู้จึงเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างแท้จริง และค่าพลังการต่อสู้ของนักสู้ก็จะมีการก้าวะโที่ค่อนข้างมาก
ก่อนหน้านี้ ทักษะอาจนำมาซึ่งความแตกต่างต่างๆ ในการต่อสู้จริง แต่การเพิ่มขึ้นของค่าพลังการต่อสู้นั้นน้อยมาก
ยกตัวอย่างเช่น ตัวจงเจิ้นกั๋วเองที่เป็นักสู้ระดับสอง
ค่าพลังชีวิต 15 ค่าพลังการต่อสู้ก็มีเพียงหนึ่งพันห้าร้อยกว่า เกินมาตรฐานค่าพลังชีวิตไปเพียงไม่กี่สิบแต้ม
เมื่อหวนกลับมามองเช่นนี้ การที่ลู่เซิ่งสามารถดึงค่าพลังการต่อสู้ให้สูงกว่ามาตรฐานค่าพลังชีวิตไปถึงสี่สิบกว่าแต้มั้แ่ยังเป็นักสู้ระดับหนึ่ง...
ช่างเป็สัตว์ประหลาดโดยแท้!
ท่าที่ลู่เซิ่งซัดร่างของหยางอี้เฟยจนกระเด็นในการเรียนวิชาการต่อสู้สนามจริง คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่เขาเห็นได้อย่างชัดเจน
ทักษะที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาในหมัดนั้น แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกทึ่ง
“นี่มันอัจฉริยะด้านศิลปะการต่อสู้ประเภทต่อสู้โดยแท้!”
ขณะนี้ ในใจของจงเจิ้นกั๋วรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
โรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามของพวกเขา ครั้งนี้...
อาจจะเจอของดีเข้าให้แล้ว!
...
ลู่เซิ่งมองจงเจิ้นกั๋วที่ดวงตาเปล่งประกายอย่างรวดเร็ว น่าจะกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่าง
หลังจากที่ตื่นเต้นเล็กน้อยใน่แรก ตอนนี้ลู่เซิ่งก็สงบลงอย่างสมบูรณ์
แม้ว่าการเปิดเผยความแข็งแกร่งในครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เมื่อคิดดูดีๆ
นี่ก็เป็โอกาสที่ดีเช่นกัน
ถือโอกาสนี้ยื่นเื่ขอทุนการศึกษาจากโรงเรียน ด้วยความสามารถในปัจจุบันของเขา ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ผ่าน
การทดสอบครั้งนี้ยังทำให้ลู่เซิ่งมีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความสามารถของตนเอง เขาเกือบจะถึงมาตรฐานการประเมินของนักสู้ระดับหนึ่งแล้ว และถึงเวลาที่จะต้องเข้ารับการทดสอบอย่างเป็ทางการเพื่อเป็นักสู้ระดับหนึ่ง
ตอนนี้ลู่เซิ่งขาดแคลนเงินอย่างมาก
ในเวลานี้ จงเจิ้นกั๋วก็จัดการอารมณ์ได้เกือบจะเรียบร้อย
“ดูจากผลของนายแล้ว สามารถยื่นเื่เข้าเรียนในห้องเรียนหัวกะทิของโรงเรียนได้...”
จงเจิ้นกั๋วไม่ได้ถามเหตุผลที่ทำให้ค่าพลังชีวิตของลู่เซิ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าภายในหนึ่งเดือน
ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้
ก่อนหน้านี้ซ่อนความสามารถที่แท้จริงไว้ตลอด
ร่างกายเข้าสู่่พัฒนาการที่รวดเร็วอย่างกะทันหัน พร์ที่ซ่อนเร้นก่อนหน้านี้ค่อยๆ ถูกพัฒนาออกมา
ทั้งสองกรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับนักเรียนคนอื่นมาแล้ว ไม่จำเป็ต้องสืบสาวราวเื่อะไรมากมาย
หากตามจี้มากเกินไป อาจทำให้เกิดความไม่พอใจต่อนักเรียนได้
“ครูครับ ผมว่าอยู่ห้องเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็ต้องย้ายห้องครับ”
ลู่เซิ่งตอบ
จงเจิ้นกั๋วพยักหน้าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
เขาก็คิดว่าไม่จำเป็เช่นกัน
ค่าพลังชีวิตขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของนักเรียนเอง ครูในโรงเรียนสามารถสอนได้เพียงทักษะบางอย่างในการต่อสู้สนามจริงเท่านั้น
ในประเด็นนี้ ลู่เซิ่งอาจจะเหนือกว่าครูหลายคนไปแล้วด้วยซ้ำ
“แล้วนายมีความ้าอะไรไหม สิ่งที่คิดว่าโรงเรียนสามารถช่วยเหลือนายได้ อำนวยความสะดวกให้นายได้ พูดออกมาได้เลย”
จงเจิ้นกั๋วสอบถาม
ลู่เซิ่งรอโอกาสนี้อยู่
“ผม้ายื่นขอทุนการศึกษาศิลปะการต่อสู้ของโรงเรียน และ...ผมอยากได้เวลาเรียนที่อิสระมากขึ้น”
ลู่เซิ่งเสนอความคิดสองอย่างที่อยู่ในใจออกมาพร้อมกัน อย่างที่สองเป็สิ่งที่เขาคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ลู่เซิ่งรู้สึกมาตลอดว่าการที่เขาอยู่ในโรงเรียนตอนนี้เป็การเสียเวลามากกว่า หากเขามีเวลามากขึ้นในแต่ละวันในการฝึกวิชาการฝึกร่างกายและสำรวจความฝัน ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะเพิ่มเร็วยิ่งขึ้น