“พี่ใหญ่อย่าเพิ่งกลับไปเลยนะเจ้าคะ วันนี้พี่ใหญ่นอนกับข้าที่นี้ได้หรือไม่เจ้าคะ”มี่จวนที่วันนี้อยากนอนกับพี่สาวของตนเอ่ยพร้อมกับรั้งมือของพี่สาวของตนไว้ด้วยสายตาออดอ้อน
“ไม่ได้หรอกหากพี่นอนอยู่กับเจ้าที่นี่ เจ้าอาจจะได้ถูกลูกหลงไปกับพี่ด้วยก็ได้”มี่เจินที่รู้ว่าตอนนี้ตนกำลังอยู่ในอันตรายนางจึงไม่ต้องการให้น้องสาวของนางต้องมาถูกลูกหลงจากนางด้วย
“พี่ใหญ่พูดเช่นนี้ข้าก็ยิ่งเป็นห่วงพี่ใหญ่นะสิเจ้าคะ”มี่จวนเอ่ยพร้อมกับกุมมือของพี่สาวของตนแน่นขึ้นนางเงยหน้าขึ้นไปมองพี่สาวของตนอย่างต้องการอ้อนวอนขอให้พี่สาวของนางนั้นไม่ไปจากนางในวันนี้
“ไม่ได้หรอกพี่ต้องไป เรื่องทุกอย่างจะได้จบเสียที”มี่เจินที่ต้องการจัดการเรื่องวุ่นวายของตนและหงเวยให้จบโดยเร็วที่สุดเท่าที่นางจะทำได้นางจึงได้เลือกที่จะออกไปล่อเหล่าคนร้ายที่ดักรอนางอยู่ไม่ไกลจากจวนแห่งนี้มากนัก
“แต่มันอันตรายนะเจ้าคะ”มี่จวนที่ยังดื้อดึงนางจึงไม่ยอมปล่อยมือของงนางออกจากมือของมี่เจินพี่สาวของนาง
“เจ้าไว้ใจพี่เถอะพี่จะไม่ทางปล่อยให้ผู้ใดมาทำร้ายพี่กับครอบครัวของเราได้อย่างแน่นอน”มี่เจินที่ถูกรั้งเอาไว้และดูเหมือนว่ามี่จวนน้องสาวของนางนั้นจะไม่ยอมปล่อยมือของนางง่ายๆเป็นแน่ นางที่เห็นเช่นนั้นนางจึงได้มองสบไปที่มี่เจินด้วยสายตาจริงจังนั้นจึงทำให้มี่จวนยอมปล่อยมือออกจากมือของนางในที่สุด
“เจ้าอยู่ที่นี้ก็ดูแลตนเองดีๆด้วยเล่าอย่าปล่อยให้ผู้ใดมาสร้างบาดแผลให้กับเจ้าได้เข้าใจหรือไม่”มี่เจินสั่งกำชับน้องสาวของตนด้วยน้ำเสียงจริงจังแล้วจึงได้เดินจากไปพร้อมกับแสยะยิ้มร้ายออกมาเบาๆ เมื่อนางได้รับสัญญาณจากอาจงว่าตอนนี้ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมสำหรับนางแล้วนั้นเอง
“รักษาตัวด้วยนะเจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยบอกน้องสาวของตนแล้วเดินออกไปโดยที่มีอาจงยืนรอนางอยู่ที่รถม้าของนางนั้นเอง
ท่ามกลางความมืดมิดเสียงล้อของรถม้าได้บดเบียดไปที่ถนนดังขึ้น มี่เจินที่เห็นว่ารถม้าขอนางนั้นกำลังจะเข้าสู่เขตเปลี่ยวนางจึงได้ปิดผ้าม่านลงแล้วมองทะลุผ่านผ้าม่านออกไปด้วยรอยยิ้มนึกสนุกเพราะวันนี้นางจะได้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“นายหญิงได้โปรดระวังตัวด้วยขอรับ อีกเดี๋ยวพวกมันคงจะลงมือกับเราแล้ว”อาจงเอ่ยเตือนผู้เป็นนายของตนแล้วพยักหน้าสั่งให้เหล่าผู้คุ้มกันเข้าประจำที่ทั้งหมดที่เขาได้วางแผนเอาไว้ด้วยสิ่งที่เขาได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายในครั้งนี้คือการที่พวกเขานั้นจะต้องทำการต่อสู้กับเหล่าคนร้ายโดยที่พวกเขานั้นห้ามทำให้ทุกอย่างจบอย่างรวดเร็วเช่นเคยทำมาเพราะในวันนี้มี่เจินผู้เป็นนายของพวกเขานั้นเกิดนึกอยากดูการต่อสู้ขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“พวกมันมาถึงแล้วลงมือได้”คนร้ายที่ดักรออยู่ที่เงามืดของซอยเปลี่ยวที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ในที่ที่พวกตนซุ่มรออยู่เขาจึงได้ออกคำสั่งให้ลูกน้องของเขาได้เริ่มโจมตีรถม้าของมี่เจินในทันทีที่รถม้าของมี่เจินนั้นได้เหยียบย่างเข้ามาในเงามืดที่พวกเขาซุ่มอยู่
“เริ่มได้”อาจงเอ่ยพร้อมกับสั่งให้ลูกน้องของตนเริ่มทำการกวาดต้อนเหล่านักเลงที่ซุ่มรอทำร้ายพวกเขาให้เข้ามาอยู่ในบริเวณที่ที่นายของเขาจะสามารถมองเห็นการต่อสู้ทั้งหมดได้อย่างถนัดตา
“ไม่คิดว่าผู้คุ้มกันตระกูลอินจะมีฝีมือต่ำเช่นนี้หรืออาจจะเป็นเพราะว่านี้เป็นเพียงฮูหยินรองเพียงเท่านี้พวกเขาเลยให้พวกต้อยฝีมือมาคุ้มกันนางเพื่อประหยัดเงิน แต่เอาเถอะเพราะเป็นเช่นนี้งานของเราจึงได้ง่ายขึ้น”หัวหน้าของเหล่านักเลงที่เห็นว่าพวกตนนั้นสามารถเข้าใกล้รถม้าได้อย่างง่ายดายเขาจึงเอ่ยพร้อมกับเดินเข้าหารถม้าพร้อมกับแสยะยิ้มร้ายอย่างได้ใจเมื่อเขาคิดว่าพวกตนนั้นมีฝีมือเหนือชั้นกว่าเหล่าผู้คุ้มกันของเหยื่อของพวกตนในครั้งนี้
“เริ่มได้”อาจงที่เห็นว่าเหล่าคนร้ายอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วเขาจึงสั่งให้เหล่าผู้คุ้มกันเริ่มการต่อสู้ให้ผู้เป็นนายของตนได้ดูได้อย่างเต็มตา
“อะไรกันนะทำไมอยู่ๆฝีมือของพวกมันจึงได้เก่งกาจขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้”นักเลงหนุ่มที่เห็นว่าอยู่ๆพวกไก่อ่อนที่เขาและลูกน้องหัวเราะเยาะเมื่อครู่ ก็เริ่มออกหมัดออกเท้าใส่พวกเขาไม่ยั้งนั้นจึงทำให้นางเริ่มจะ
“มันก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอกแต่มันไม่สนุกอย่างที่คิดเอาไว้นะสิ”มี่เจินที่นั่งมองการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายอยู่ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายนั้นอาจจะเป็นเพราะนางนั้นเคยเห็นการต่อสู้ของเหล่าผู้ฝึกตนที่เปรียบเสมือนเป็นโลกเร้นลับของที่นี้แล้วนางจึงไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการต่อสู้ของเหล่ามนุษย์ธรรมดาๆเช่นนี้อีกต่อ
“เช่นนั้นนายหญิงต้องการอะไรหรือขอรับ”อาจงที่ไม่ค่อยเข้าใจความต้องการในครั้งนี้ของผู้เป็นนายของตนนักเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามผู้เป็นนายของตนที่นั่งอยู่บนรถม้าด้วยความสงสัย
“รีบจัดการให้แล้วเสร็จเถอะพวกเราจะได้กลับไปนอนพักวันนี้เราเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”มี่เจินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบพร้อมกับปลดผ้าม่านลงอย่างเบื่อหน่ายที่ดูเหมือนว่าคนที่คนตระกูลว่าจ้างให้มาทำร้ายนางกับลูกนั้นจะฝีมือด้อยกว่าที่คิด
“ขอรับ”อาจงเอ่ยรับแล้วสั่งให้คนของตนนั้นจัดการศัตรูตามที่ผู้เป็นนายของตนต้องการและไม่นานร่างไร้วิญญาณของเหล่าผู้ร้ายก็ค่อยล้มลงราวกับใบไม้ที่หล่นลงพื้น
“นายหญิงเราจะทำเช่นไรต่อไปดีขอรับ”อาจงที่พาผู้เป็นนายกลับมาได้อย่างปลอดภัยเอ่ยถามผู้เป็นนายของตนเสียงเคร่ง
“ให้คนของเราลอบขนย้ายสมบัติที่คลังสมบัติของออกแล้วแทนที่สมบัติพวกนั้นด้วยก้อนหินที่สำคัญที่สุดคืออย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”มี่เจินที่รู้ถึงความต้องการที่จะครอบครองสมบัติของนางของหลิงม่านนางจึงได้คิดที่จะทิ้งความผิดหวังเอาไว้ให้คนโลภเจ็บใจเล่นๆเสียหน่อย
“อ้อแล้วช่วยตามดูให้ข้าด้วยว่าพี่เวยจะออกจากจวนตระกูลหลินเมื่อใด”มี่เจินที่ไม่มีโอกาสใช้เลือดแก้เสน่ห์ให้กับหงเวยเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
“ขอรับ”อาจงเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงเคร่งเพราะดูจากสถานการณ์แล้ว ถือว่าสถานการณ์ในตอนนี้นั้นดูน่ากังวลมากพอควร
“ตอนนี้นายหญิงกวางมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือไม่”มี่เจินที่ไม่คิดไว้ใจแม่สามีของตนเท่าใดนักเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่ง
“ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวนอกจากการร่วมมือกับตระกูลหลินขอรับ”
“ดี ในเมื่อนางคิดทำร้ายข้ากับลูกข้าก็จะสั่งสอนนางเองว่าการเป็นย่าที่ดีเขาทำกันอย่างไรส่งคนไปสืบกิจการของตระกูลกวางมาให้ข้า”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับยิ้มมุมให้กับคนสนิทของตนพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นที่ทำให้อาจงที่ได้ยินถึงกับขนลุกชันเลยทีเดียว
“แล้วเรื่องนี้นายท่านอินรับรู้กับนายหญิงกวางหรือไม่”มี่เจินที่ไม่แน่ใจว่าแผนชั่วร้ายที่นางกวางร่วมมือกับตระกูลหลินนั้นเกี่ยวข้องกับนายท่านอินผู้เป็นพ่อสามีของนางหรือไม่เอ่ยถามอาจงที่อยู่ด้านข้างของตน
“เรื่องนี้ข้ายังไม่แน่ใจขอรับเพราะนายหญิงนั้นจะเข้าไปรายงานนายท่านเกี่ยวกับนายหญิงในบางเรื่องและนายท่านเองก็สนใจในกลุ่มการค้าอี้อินมากข้าน้อยเลยไม่แน่ใจว่านี้เป็นแผนการของนายท่านหรือนายหญิงกวางขอรับ”อาจงเอ่ยตอบอย่างไม่แน่ใจนักด้วยสองผัวเมียตระกูลอินนั้นถือว่าเป็นคู่ที่มีความคิดเห็นตรงกันในหลายๆเรื่องนั้นจึงทำให้เขาไม่อาจจะตอบผู้เป็นนายของตนได้อย่างแน่ใจเช่นคำถามอื่นๆของผู้เป็นนาย
“ฮูหยินรองอยู่หรือไม่ขอรับ”เสียงเรียกของซานซาที่ดังมาจากหน้าประตูทำให้มี่เจินที่นั่งครุ่นคิดอยู่ถึงแนวทางที่นางจะจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเงยหน้าไปส่งสายตาให้อาจงเดินไปเปิดให้กับคนสนิทของหงเวยเข้ามาอย่างแปลกใจ
“เจ้าไม่ได้อยู่กับพี่เวยหรือ”มี่เจินเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจเพราะทุกที่ที่มีหงเวย ที่แห่งนั้นย่อมมีคนผู้นี้ตามติดไปเป็นเงาเสมอ
“ขอรับ”ซานซาที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะตึงเครียดเอ่ยตอบรับพร้อมกับก้มหน้าลงอย่างลังเล ด้วยไม่รู้ว่าเขานั้นจะสามารถมาขอความช่วยเหลือจากสตรีผู้นี้ได้หรือไม่
“มีอะไรเหตุใดเจ้าจึงมีสีหน้าเคร่งเครียดนักมีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าลำบากใจหรือ”มี่เจินที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดบวกกับสายตาของซานซาที่ดูเหมือนว่าเขานั้นมีทั้งความหวาดกลัวและความวิตกอยู่ในเวลาเดียวกันนางจึงได้เอ่ยถามเขาด้วยสีหน้าเรียบ
“เอ่อ”ซานซาอึกอักไม่กล้าตอบเขาก้มหน้าลงอีกครั้งด้วยความลังเล
“มีอะไรก็เร่งพูดมาเถอะหากเจ้ายังมัวแต่อ้ำอึ้งอยู่เช่นนี้ข้าจะไล่เจ้ากลับออกไปแล้วนะ”มี่เจินที่เห็นท่าทางกล้าๆกลัวๆของผู้ชายตรงหน้านางจึงได้เอ่ยเร่งเขาอย่างกดดันด้วยเพราะนางนั้นคงไม่มีเวลามารอถามความกับซานซาทั้งคืนเป็นแน่
“ข้ามาขอยาแก้พิษให้นายน้อยขอรับ”ซานซาที่เห็นสีหน้าหงุดหงิดของมี่เจินที่มองมายังตนเขาจึงได้กลั้นใจเอ่ยขอยาแก้พิษให้กับผู้เป็นนายของตน
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีความสามารถเข้าถึงตัวของพี่เวยได้หรือ”มี่เจินที่ส่งหนึ่งในกองกำลังเกราะแดงไปสะกดรอยตามหงเวยเพื่อรอโอกาสที่จะแก้ยาเสน่ห์ให้กับหงเวยแต่เพราะหลิงม่านนั้นระวังตัวจนเกินไป นางนั้นตัวติดกับหงเวยตลอดเวลาจนคนที่นางส่งไปล้วนแต่ถอดใจไปตามๆกันเลยทีเดียว
“ข้าน้อยจะลองดูขอรับ”ซานซาที่ไม่อาจทนดูผู้เป็นนายของตนต้องถูกหลิงม่านและนายหญิงของเขาควบคุมเอ่ยตอบด้วยสีหน้าหนักแน่น
“เช่นนั้นก็ได้อาจงนำยาให้ซานซาเถอะ”หลิงม่านที่เห็นว่าซานซาอาจมีโอกาสมากกว่าคนของนางเอ่ยสั่งอาจงคนสนิทของตน
“ขอบคุณมากขอรับ”ซานซาเอ่ยพร้อมกับโค้งคำนับขอบคุณมี่เจินด้วยแววตายินดีที่ตอนนี้ตนนั้นมียาแก้ยาเสน่ห์ให้กับผู้เป็นนายของตนแล้วนั้นเอง
“ข้าต้องขอบคุณเจ้าเช่นกันที่ไม่ทิ้งพี่เวยให้อยู่ตามลำพัง”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองสบไปที่ซานซาด้วยรอยยิ้มบาง
“ฮูหยินรองเองก็ต้องระวังตนด้วยนะขอรับตอนนี้จวนตระกูลอินกำลังวุ่นวายสับสน ข้ากลัวว่าจะมีผู้ไม่หวังดลอบใช้โอกาสนี้ทำร้ายท่านกับสายเลือดของนายน้อยได้นะขอรับ”ซานซาที่ยังคงเป็นห่วงสายเลือดของผู้เป็นนายเอ่ยเตือนมี่เจินด้วยสายตาเป็นห่วง
“ขอบใจเจ้ามากที่เป็นห่วงลูกของข้า”มี่เจินที่รู้ดีถึงความกังวลของซานซาและเมื่อซานซาได้รับน้ำที่มีเลือดของนางผสมอยู่เรียบร้อยแล้วเขาก็รีบขอตัวไปเคียงข้างผู้เป็นนายของตนในทันทีโดยที่ก่อนไปเขาก็ไม่ลืมขอเสื้อผ้าและของใช้ของผู้เป็นนายของตนออกจากห้องเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการตอบคำถามของคนที่นายหญิงกวางส่งมาตามดูเขาอยู่ห่างๆอีกด้วย
เรือนจิ่งลี่(เรือนพักของอนุอี้เหยา)
“นายท่าน”อนุอี้ที่เห็นว่าผู้ใดกำลังเดินเข้ามาในเรือนของตนนางที่นั่งอยู่หน้าเรือนก็รีบสาวเท้าออกไปต้อนรับผู้เป็นสามีของตนด้วยรอยยิ้มยินดี
“วันนี้นายท่านจะมาพักกับข้าหรือเจ้าคะ”อี้เหยาเอ่ยถามจินอี้ด้วยแววตาเปล่งกายด้วยยินดี
“เป็นเช่นนั้น”จินอี้เอ่ยตอบด้วยน้ำสียงเรียบแต่เพียงเท่านี้อี้เหยาที่โง่งมในรักก็ยกยิ้มกว้างด้วยความยินดีแล้วรีบจัดแจงพาสามีของตนเข้าไปในเรือนของนางทันทีอวี้ม่านที่เห็นเช่นนั้นก็ให้แปลกใจที่อยู่ๆพ่อที่ไม่เคยใยดีในความเป็นอยู่ของแม่ของนางมานานจะมาหาแม่ของนาง เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงได้ส่งยี่หลินสาวใช้คนสนิทของตนไปแอบฟังบทสนทนาของคนทั้งสองแล้วรีบสั่งให้สาวใช้อีกคนของตนรีบนำเรื่องนี้ไปรายงานน้องชายของตนทันที
“นายท่านมาเหนื่อยๆข้านวดให้นายท่านนะเจ้าคะ”อี้เหยาที่ยังจำได้ว่าจินอี้นั้นชื่นชอบให้นางนวดให้เขาที่สุดวันนี้นางจึงตั้งใจที่จะนวดให้เขาอย่างต้องการเอาใจชายตรงหน้าของตน
“อืม”จินอี้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบแล้วปล่อยให้อี้เหยาถอดเสื้อนอกของตนออกเขาจึงได้ไปล้มตัวลงนอนที่เตียงเพื่อรอให้อี้เหยาอนุผู้ร้อนแรงของเขาเข้ามานวดให้เขาตามที่นางต้องการ
“ลูกๆไม่มาหาเจ้าบ้างหรือ”จินอี้เอ่ยถามอี้เหยาที่ตั้งใจนวดให้เขาอยู่ด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ก็มาบ้างเจ้าค่ะแต่ส่วนมากคนที่มาจะเป็นม่านเออร์มากกว่าเจ้าค่ะ”อี้เหยาเอ่ยตอบโดยที่มือของนางนั้นไม่หยุดเคลื่อนไหวไปบนแผ่นหลังของผู้เป็นสามีของตน
“แล้วเจ้าไม่ย้ายไปอยู่จวนใหม่ของเจ้าหรือ”จินอี้ที่รู้คำตอบในใจของอี้เหยาอยู่แล้วแสร้งถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ข้าเป็นผู้หญิงของนายท่านแล้วชีวิตนี้ก็เป็นของนายท่านแล้วเช่นนั้นแล้วจะให้ข้าทิ้งเจ้าของชีวิตไปที่ใดได้ละเจ้าคะ”อี้เหยาเอ่ยตอบพร้อมกับโน้มตัวลงไปกอดที่แผ่นหลังแข็งของผู้เป็นสามีของตนด้วยสายตาหลงใหล หงเวยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วลุกขึ้นนั่งแล้วดึงตัวของนางอี้เข้ามากอดพร้อมกับประคองจูบนางด้วยความอ่อนโยนเพราะรสสัมผัสที่ห่างหายไปนาน นั้นจึงทำให้ไฟราคะของคนทั้งสองจุดติดได้รวดเร็วอี้เหยาที่รู้สิ่งที่จินอี้ชอบและไม่ชอบเป็นอย่างดีนั้นจึงทำให้บทรักของคนทั้งสองผ่านไปได้ด้วยดีจนคนที่อยู่หน้าห้องของคนทั้งสองนั้นรีบก้าวขาถอยห่างจากประตูห้องด้วยสีหน้าเห่อร้อนจากความเขินอายอันเนื่องมาจากเสียงครวญครางของคนทั้งสองทันที
“อี้เหยาเจ้ารักข้ามากเพียงใด”จินอี้ที่ได้ปรนเปรอรสสวาทให้กับอี้เหยาเรียบร้อยแล้วเอ่ยถามอี้เหยาที่นอนอยู่เบื้อหลังของตน
“นายท่านคือชีวิตของข้าเจ้าค่ะ”อี้เหยาที่นอนอยู่นางลุกขึ้นมาโอบกอดหงเวยที่นั่งอยู่จากด้านหลังของเขา ด้วยรอยยิ้มหวาน
“เช่นนั้นเจ้าช่วยพูดให้อาจินนำกลุ่มการค้าอี้อินมาอยู่ใต้การดูแลของตระกูลอินของเราได้ไม่”จินอี้เอ่ยถามพร้อมกับหันไปสบตาของอี้เหยาที่ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่จินอี้มาหานางในวันนี้นั้นล้วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ของคุณชายใหญ่และตระกูลอินทั้งสิ้นนางที่คิดได้เช่นนั้นก็ได้แต่จ้องมองไปที่สามีของตนด้วยสายตาตัดพ้อด้วยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเช่นไรชายตรงหน้าก็ไม่เคยมองว่านางนั้นเป็นผู้หญิงของเขาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าทำได้หรือไม่”จินอี้ที่เห็นว่าอี้เหยาเอาแต่นิ่งเงียบเขาจึงได้ถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นจากเดิมเพื่อต้องการบีบบังคับให้อี้เหยานั้นรับปากกับตน
“เรื่องนี้ข้าไม่สามารถรับปากนายท่านได้เจ้าค่ะนายท่านก็รู้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ ว่าอาจินของข้านั้นขึ้นชื่อเรื่องหัวรั้นหากสิ่งใดที่เขาไม่อยากทำต่อให้ท่านบีบังคับเขาเช่นไรเราก็ไม่อาจจะจะบังคับให้เขาทำสิ่งนั้นได้ ข้าที่ไม่เคยบีบบังคับหรือกะเกณฑ์สิ่งใดเขาได้เลยตั้งแต่เล็กจนโตจึงไม่มั่นใจว่าเขาจะเชื่อฟังคำสั่งของข้าได้หรือไม่เจ้าค่ะ”อนุอี้เอ่ยตอบโดยที่ในใจของนางไม่เต็มใจนักที่จะช่วยพูดเรื่องนี้กับบุตรชายของตน
“เขาๆไม่เชื่อฟังหรือเจ้าไม่ต้อองการพูดเรื่องนี้กับบุตรชายของเจ้ากันแน่”จินอี้เอ่ยถามอี้เหยาอย่างรู้ทัน
“ข้าจะพยายามเท่าที่ข้าสามารถทำได้ก็แล้วกันเจ้าค่ะ”อี้เหยาที่เห็นสายตาของสามีที่มองมาที่ตนนางจึงได้แต่เอ่ยปากตอบรับอย่างแบ่งรับแบ่งสู้จินอี้ที่ไม่รู้จะทำเช่นไรกับเย่จินเขาจึงได้พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจแล้วลุกขึ้นไปสวมเสื้อผ้าของตนอย่างขัดใจที่อี้เหยานั้นไม่คิดจริงจังกับเรื่องที่เขาสั่งให้นางทำ
“นายท่านจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ”อี้เหยาที่เห็นท่าทีขัดใจของผู้เป็นสามีนางก็นึกรู้ได้ในทันทีว่าเขานั้นคงไม่อยากพบหน้านางไปอีกนานเลยทีเดียว จินอี้ที่ไม่ได้ในสิ่งที่นางต้องการเขาเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมาตอบคำถามของอี้เหยาเลยแม้แต่ครั่งคำ
“ฮึกฮือๆ”ทันทีที่ประตูห้องปิดลงสนิทอนุอี้(อี้เหยา)ก็ทรุดตัวลงไปร้องไห้ด้วยความเจ็บช้ำที่สามีของนางนั้นจะเห็นหัวนางก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์กับเขาเพียงเท่านั้น
“นายหญิง”หยาหยาสาวใช้คนสนิทที่ยินเสียงร่ำไห้ของอี้เหยานางจึงได้เข้ามาเอ่ยเรียกผู้เป็นนายของตนด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยที่ผู้เป็นนายของนางต้องมาร้องไห้กับเรื่องเดิมๆ
“หากเป็นเช่นนี้นายหญิงไปอยู่กับคุณชายรองไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”หยาหยาเอ่ยเสนอผู้เป็นนายของตนด้วยความเป็นห่วงอี้เหยาที่ได้เช่นนั้นนางก็ได้แต่เอ่ยปฏิเสธ เพราะนางได้ตัดสินใจแล้วว่านางจะอยู่ในฐานะผู้หญิงของจินอี้ไปจนตาย
จวนเป่าเล่อจวนของมี่เจินที่เมืองฉีซาน
“เมื่อคืนเจ้าถูกลอบทำร้ายหรือ”เย่จินเอ่ยถามมี่เจินด้วยความเป็นห่วงทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ตัวของมี่เจิน
“ก็ไม่ถือว่าเป็นการลอบทำร้ายเจ้าค่ะพวกเขาเป็นเพียงนักเลงหัวไม้ธรรมดาๆ เท่านั้น พี่จินอย่าได้เป็นห่วงไปเลยเจ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยตอบโดยที่สายตาของนางกำลังมองไปที่มี่จวนที่กำลังเรียนการวางตัวจากอาจารย์ขึ้นอยู่ด้วยรอยยิ้มบาง
“พี่อวี้ม่านบอกว่ามี่จวนนางนั้นหัวดี อีกไม่นานก็คงจะเรียนรู้เรื่องธรรมเนียมและการวางตัวของพวกคุณหนูในห้องหอได้หมดแล้วละ”เย่จินที่เห็นว่าสายตาของมี่เจินมองไปทางใดเขาจึงได้เอ่ยบอกมี่เจินเพื่อให้นางคลายกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของมี่จวน
“ข้ารู้เจ้าค่ะมี่จวนนางเป็นเด็กหัวดีมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องพวกนี้คงไม่สามารถทำอะไรนางได้หรอกเจ้าค่ะ”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่น้องสาวของตนด้วยสายตาภาคภูมิใจในความเก่งกาจของน้องสาวของตน
“หึๆเรื่องความรักพี่รักน้องนี้ต้องยกให้กับบ้านของเจ้าจริงๆ”เย่จินที่รู้จักกับสามพี่น้องอยู่พอสมควรเขาจึงสามารถเอ่ยได้อย่างเต็มปากว่าพวกเขาทั้งสามพี่น้องนั้น มีความหลงพี่น้องของพวกเขาเป็นอย่างมาก
“หากเราพี่น้องไม่รักกันแล้วใครจะมาดูแลรักพวกเราละเจ้าคะ เลือดย่อมข้นกว่าน้ำคำคำนี้ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆนะเจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยตอบนั้นจึงทำให้เย่จินที่ได้ยินคำตอบของมี่เจินหลุดขำออกมาเบาๆ ที่สตรีตรงหน้าของเขานั้นนอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้วนางยังยืดอกรับว่าหลงน้องทั้งสองของตนได้อย่างน่าชื่นตาบานอีกด้วย
“ว่าแต่พี่จินเถอะเจ้าค่ะยังไม่ไปหานายท่านอีกหรือเจ้าคะ”มี่เจินที่เห็นว่าจินอี้พ่อสามีของนางนั้นกำลังพยายามหว่านล้อมให้อี้เหยามารดาของเย่จินมาบีบบังคับให้เขายอมนำกลุ่มการค้าอี้อินเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลอินให้ได้
“ข้ายังไม่พร้อมนะ”เย่จินเอ่ยตอบทันทีที่มี่เจินเอ่ยจบ
“ช่วงนี้จะมีพวกคู่ค้าบางพวกที่เป็นคนของตระกูลอินเข้ามาป่วนกิจการของพวกเราอยู่บ่อยๆข้าไม่คิดว่าท่านพ่อจะเล่นสกปรกเช่นนี้”เย่จินเอ่ยพร้อมกับนึกถึงความพยายามที่จะทำลายชื่อเสียงของกลุ่มการค้าอี้อินของคนที่ตระกูลอินส่งมาก่อกวนพวกเขาเมื่อสองวันก่อน ซึ่งเขาก็สามารถจัดการคนพวกนั้นได้ไม่ยากเมื่อสินค้าทุกชนิดของสกลุ่มการค้าอี้อินของพวกเขานั้นจะมีการแอบประทับตราสัญลักษณ์เอาไว้ในที่ลับและด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขานั้นสามารถเอาตัวรอดจากการทำลายชื่อเสียงของสินค้าจากกลุ่มการค้าของเขามาได้อย่างสบายๆ
“ตอนนี้พวกเขาคงกำลังหวาดกลัวว่ากลุ่มการค้าของเราจะไปแย่งส่วนแบ่งการค้าของพวกเขานะเจ้าคะ”มี่เจินเอ่ยแล้วมองไปที่หน้าสวนของจวนเมื่อได้ยินเสียงแหลมของเจียงซีเรียกชื่อของนางมาแต่ไกลเย่จินที่เห็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมของเจียงซีเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความเหนื่อยใจที่เจียงซีนั้นไม่มีความเป็นกุลสตรีของเหล่าคุณหนูในห้องหอเลยแม้แต่น้อย
“พี่เจินข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”เจียงซีเอ่ยเปิดตัวของตนด้วยน้ำเสียงอันดังนั้นทำให้อาจารย์ที่กำลังสอนการวางตัวให้กับมี่จวนที่อยู่ไม่ไกลถึงกับมองค้อนมาที่ผู้มาใหม่ด้วยสายตาตำหนิเจียงซีที่เห็นเช่นนั้นนางจึงได้ส่งยิ้มเจื่อนไปให้หญิงชราแล้วรีบเดินตัวลีบมานั่งอยู่ด้านข้างของมี่เจินด้วยรอยยิ้มเจื่อน
“คิกๆ”มี่เจินที่เห็นท่าทางตัวลีบเล็กของเจียงซีนางก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆเจียงซีที่เห็นเช่นนั้นก็มองเลยไปที่เย่จินด้วยความอับอายด้วยนางไม่รู้ว่าชายที่นางแอบมีใจให้นั้นจะอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน
“ว่าอย่างไรกลัวเป็นด้วยหรือเจ้านะ”เย่จินที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยแซ่วเจียงซีอย่างติดตลกเจียงซีที่เห็นเช่นนั้นก็ให้ก้มหน้างุดด้วยความเขินอายในทันที
“ข้าเปล่ากลัวเสียหน่อย”เจียงซีเอ่ยตอบโดยที่นางยังคงก้มหน้าอยู่เช่นนั้น
“เจ้าอยู่ที่จวนเคยพบพี่ใหญ่ของข้าอยู่ที่นั้นบ้างหรือไม่ ตอนนี้เขาเป็นเช่นไรบ้างหรือ”เย่จินเอ่ยถามถึงพี่ชายของตนกับเจียงซีด้วยน้ำเสียงเคร่งเจียงซีที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ลืมความเขินอายของนางในเมื่อครู่ทันทีเมื่อนางนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่นางจะมาบอกมี่เจินในวันนี้คิดเรื่องอะไร
“จริงด้วยพี่เจินวันนี้ข้าเห็นคุณชายใหญ่นั่งนิ่งอยู่ที่ศาลากลางสวน ข้าจึงคิดที่จะเข้าไปทักทายเขาเสียหน่อยแต่ไม่ว่าข้าจะทักทายคุณชายใหญ่เท่าใด เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบสนองข้าเลยนะเจ้าคะสายตาของเขาดูเลื่อนลอยราวกับว่าร่างนั้นเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณของเขาเพียงนั้นพี่เจินข้าว่าสามีของท่านนั้นถูกเล่นคุณไสยใส่แล้วละเจ้าค่ะ ข้ารู้จักกับร่างทรงที่เก่งด้านนี้อยู่บ้างพี่เจินให้ข้าช่วยตามร่างทรงมาช่วยสามีของท่านเลยหรือไม่เจ้าคะ”เจียงซีที่มีความเชื่อเรื่องโชคชะตาของขลังเครื่องราง เอ่ยรายงานพี่สาวคนสนิทของตนด้วยสีหน้าตื่นตระหนกด้วยนางในตอนนี้กำลังคิดว่าหลิงม่านนั้นอับจนหนทางจนยอมใช้ศาสตร์มืดเข้ามาควบคุมหงเวยให้รักและหลงนางเช่นเดิมก่อนที่เขาจะได้พบกับพี่เจินพี่สาวคนสนิทของนาง
“เราคงยังไม่สามารถช่วยเหลืออะไรพี่เวยได้คงต้องรอโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นแล้วละ”มี่เจินที่ยังไม่มีโอกาสเข้าใกล้ตัวของหงเวยเอ่ยตอบคนทั้งสองด้วยความเหนื่อยใจ ที่เรื่องวุ่นวายพวกนี้ไม่จบลงเสียที
“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไปเรื่องนี้พี่จะหาทางช่วยเจ้าอีกแรงด้วยก็แล้วกัน”เย่จินเอ่ยปลอบมี่เจินพร้อมกับมองไปที่เจียงซีอย่างต้องการขอความช่วยเหลือ
“ขอบคุณพี่จินกับเจ้าจริงๆซีเออร์ที่ช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างข้าในยามลำบากเช่นนี้”มี่เจินเอ่ยพร้อมกับมองไปที่คนทั้งสองด้วยสายตาซาบซึ้ง
จวนตระกูลหลิน
ปัง!
“ไร้สามารถจริงๆแค่เพียงสตรีคนเดียวเจ้าก็ไม่สามารถจัดการนางได้หรือ เจ้านี้มันช่างไร้ประโยชน์จริงๆเลยเชียวหากรู้เช่นนี้ข้าจะไม่มีวันมอบกิจการให้อยู่ในมือเจ้าเด็ดขาด นอกจากจะไม่งอกเงยใดๆแล้วยังมีแต่จะขาดทุนอีกด้วย”จินไฉเอ่ยพร้อมกับตบมือลงที่โต๊ะของตนอย่างต้องการระบายโทสะเพราะนอกจากเลี่ยงฉีจะทำงานของเขาไม่สำเร็จแล้ว เขายังพาคนจากฝั่งตรงข้ามมาถึงที่พักแบบนี้เป็นแน่การอยู่
“ท่านพ่อพวกนักเลงพวกนั้นมันตายหมดแล้ว เช่นนั้นข้าคิดว่าพวกมันคงไม่สามารถสืบสาวมาถึงพวกเราได้โดยง่ายเป็นแน่ขอรับ”เลี่ยงฉีเอ่ยบอกบิดาของตนอย่างชะล้าใจ
“ไว้ใจไม่ได้ต่อไปเจ้าไม่ต้องทำอะไร เราจะวางมือในเรื่องไปก่อนเพราะหากถูกจับได้ในตอนนี้ว่าเราเป็นสายให้กับกลุ่มการค้าตระกูลอินกิจการของเราต้องเกิดปัญหาใหญ่เป็นแน่”จินไฉเอ่ยสั่งบุตรชาตนเสียงเคร่ง
“แต่หากลูกของนางคลอดออกมานางสองคนแม่ลูกก็จะเป็นขวากหลามชีวิตของม่านเออร์ได้นะขอรับ”เลี่ยงฉีเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยที่พ่อของเขาจะวางมือเรื่องของมี่เจินในตอนนี้
“เจ้าจะทนเห็นขวากหนามหรือเจ้าจะทนตกต่ำไม่เหลืออะไรเลย”จินไฉเอ่ยเสียงเคร่งนั้นจึงทำให้เลี่ยงฉีไม่พอใจเล็กน้อยที่เขาต้องอยู่ต่ำกว่าเย่จินคุณชายเจ้าสำราญที่เขาเคยดูถูก
“พวกมันก็เป็นเพียงแค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่เพิ่งเกิดใหม่ท่านพ่อเชื่อมือข้านะขอรับข้ามั่นใจว่าจะสามารถจัดการพวกมันได้อย่างแน่นอน”เลี่ยงฉีที่ต้องการกิจการของตนกลับมาดูแลอย่างเร็วที่สุดหันไปเอ่ยขอโอกาสกับบิดาของตนอีกครั้ง
“ไม่ได้หากพวกมันเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจริงๆพวกมันคงไม่มีทางทำให้กลุ่มการค้าตระกูลอินกลัวได้หรอก เจ้าอยู่นิ่งๆที่เหลือข้ากับม่านเออร์จะจัดการเอง”จินไฉที่ไม่ต้องการให้มีข้อผิดพลาดใดๆจึงเลือกที่จะลงมือด้วยตนเอง โดยไม่ที่เขาไม่รู้เลยว่าว่าการละเลยเลี่ยงฉีในครั้งนี้จะทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในตระกูลหลินของพวกเขา
“หากเจ้าเก่งได้ครึ่งหนึ่งของเจียงซีก็ดีสิข้าจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวเช่นนี้”จินไฉเปรยออกมาเบาๆ แต่คำพวกนั้นกลับบาดลึกลงไปที่ใจของเลี่ยงฉีที่ได้ยินเขากำมือแน่นอย่างต้องการสงบสติอารมณ์ของเขาและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะใช้การกำจัดเย่จินและมี่เจินเป็นข้อพิสูจน์ความสามารถของตนเพื่อให้พ่อของเขาได้เห็นว่าเขานั้นก็มีความสามารถไม่แพ้ลูกเมียน้อยเช่นเจียงซีเช่นกัน