มู่เชียนจิ่วค่อย ๆ เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา สำนักชิงอวิ๋นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!
“นั่นคือศิลาเทพของสำนักชิงอวิ๋นอย่างนั้นหรือ?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมองดูหินที่เปล่งแสงเรืองรองก้อนนั้นด้วยความใคร่รู้ ก่อนจะหันกลับมามองมู่เชียนจิ่วอีกครั้ง
เดิมทีความมุ่งมาดปรารถนาของเขาคือ การเป็จอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม เป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่ง ทว่าหลังจากได้เห็นใบหน้าอันงดงามของแม่นางซู เชื้อพระวงศ์หนุ่มก็รู้สึกว่าสิ่งเ่าั้หาได้สำคัญไม่ เวลานี้เขา้าแค่เพียงอยู่ข้างกายแม่นางซูเท่านั้น ต่อให้ทำได้เพียงเฝ้ามองนางเช่นนี้ตลอดไป เขาก็พอใจแล้ว
เหนือแท่นสูง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกดฝ่ามือลงบนศิลาเทพ ทันใดนั้นมีแสงพุ่งออกมาจากศิลาเทพประมาณหนึ่งเชียะ แสงนั้นกลายเป็แสงสีทอง
บนศิลาเทพมีตัวอักษรสีทองแถวหนึ่งปรากฏขึ้น
‘ชีพจริญญาระดับมนุษย์ ธาตุทอง พร์ขั้นต่ำ’
บุรุษหนุ่มมีท่าทางไม่อยากเชื่อ “ไม่ เป็ไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!”
ชีพจริญญาระดับมนุษย์ พร์ขั้นต่ำ พร์เช่นนี้สามารถเข้าเป็ศิษย์สายนอกได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว แต่หาก้าเป็ศิษย์สายใน เกรงว่าชาตินี้คงหมดหวัง!
มีหลายคนแล้วที่ขึ้นไปบนแท่น ทว่าทั้งหมดต่างก็มีชีพจริญญาระดับมนุษย์ นาน ๆ ทีถึงจะมีคนที่มีพร์ขั้นกลางโผล่ขึ้นมา แต่ก็เป็ได้แค่ศิษย์สายนอกเท่านั้น
หาก้าเป็ศิษย์สายใน อย่างน้อยต้องมีชีพจริญญาระดับมนุษย์ขั้นเก้า พร์ขั้นกลาง!
มู่เชียนจิ่วรู้สึกตื่นเต้นไม่คลาย ศิลาเทพก้อนนี้เป็ศิลาเทพในครั้นที่นางยังเป็บรรพจารย์น้อยอวิ๋นขุดมาจากแดนลับแห่งหนึ่ง ้ายังมีร่องรอยไอพลังของนางหลงเหลืออยู่
ตอนนี้กายเนื้อของนางเปลี่ยนไป ศิลาเทพคงจะจำนางไม่ได้แล้วกระมัง
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้นางเองก็อยากจะรู้ระดับตบะบารมีของตนเองเช่นกัน หลังจากชีพจริญญาระดับฟ้าของนางถูก่ชิงไป ชีพจรที่กายเนื้อสร้างขึ้นมาใหม่อยู่ในระดับใดกันแน่นางเองก็ไม่แน่ใจ แต่ไม่เป็ไร อีกเดี๋ยวไปทดสอบกับศิลาเทพก็รู้แล้ว
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนลอบมองมู่เชียนจิ่วเล็กน้อย และตัดสินใจแล้วว่า หากนางไม่สามารถเข้าเป็ศิษย์สายในได้ เช่นนั้นเขาก็จะขอเป็ศิษย์สายนอกเพื่ออยู่กับนาง!
มู่เชียนจิ่วััได้ว่าบุรุษข้างกายแอบมองตนอยู่ แต่ก็ไม่แปลกใจอะไร ครั้นที่นางเห็นใบหน้าของร่างใหม่ตอนฟื้นขึ้นที่ริมสระวิเศษก็ใเช่นกัน การจะมีคนชมชอบเมื่อได้เห็นใบหน้าของนางเช่นนี้จึงเป็เื่ธรรมดา
แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลามาสนใจเชื้อพระวงศ์หนุ่มผู้นี้ เพราะนางอยากรู้เต็มทีว่าพร์ของตนจะเป็เช่นไร!
เวลานี้บนแท่นมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินขึ้นไป กดฝ่ามือลงบนศิลาเทพ บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สะพายขวานั์เล่มหนึ่งเอาไว้ที่ด้านหลัง ให้ความรู้สึกองอาจอย่างมาก
*ฟิ้ว!*
ทันใดนั้นศิลาเทพก็สั่นะเืเล็กน้อย ก่อนที่แสงบนศิลาเทพจะพุ่งสูงขึ้นไปหลายเชียะ ทว่าแสงที่ส่องออกมาเข้มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อักษรบนศิลาเทพเปลี่ยนไปอีกหน
‘ชีพจริญญาระดับดินขั้นสาม พร์ขั้นสูง’
----------
บนท้องนภา
ชายชรารูปร่างกำยำผู้หนึ่งหัวเราะออกมา พลางชี้ไปทางบุรุษที่อยู่เบื้องล่าง “ชีพจริญญาไร้ธาตุ เด็กคนนี้ต้องเป็ผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อมาแต่กำเนิดอย่างแน่นอน ข้าจะรับเขาเป็ศิษย์สายสืบทอด!”
“ถุย เ้าคนหน้าไม่อาย เ้ารับศิษย์สายสืบทอดไปตั้งสิบสามคนแล้ว เ้ายังมียางอายอยู่หรือไม่!”
ชายชราคนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย แม้ชีพจริญญาไร้ธาตุจะไม่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรอิทธิฤทธิ์วิชาใด ๆ แต่เด็กคนนี้กลับมีชีพจริญญาถึงระดับดิน โดยเฉพาะพร์ขั้นสูงนั่น ต้องเหมาะกับการบำเพ็ญเพียรทุกด้านอย่างแน่นอน!
ชายชราร่างกำยำเอ่ยด้วยสีหน้าเข้ม “ข้าไม่สน เมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่บำเพ็ญเพียรกายเนื้อเช่นนี้ พวกเ้าอย่าคิดจะมาแย่งลูกศิษย์ของคนอื่นเด็ดขาด เด็กคนนี้ข้าจองแล้ว เชิญพวกเ้าเลือกคนที่เหลือตามสบาย!”
ชายชราที่เหลือต่างโวยวายอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยอมอ่อนให้ เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน หากคนที่เหลือยังมีคนที่มีพร์ที่ดียิ่งกว่า ก็จะได้ลดคนที่จะมาแย่งศิษย์กับพวกเขาไปอีกหนึ่งคน
----------
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป
ในที่สุดก็ถึงตาของมู่เชียนจิ่วที่ต้องขึ้นไปบนแท่นแล้ว
เมื่อก้าวขึ้นไปบนแท่น มู่เชียนจิ่วก็ยกมือขึ้นและค่อย ๆ วางลงบนศิลาเทพ
หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ หลายอึดใจผ่านไป…
----------
บนท้องนภา
ผู้าุโทั้งหลายต่างก็ต้องขยี้ตาตัวเองอย่างแรง ก่อนจะจ้องเขม็งไปยังศิลาเทพโดยไม่กะพริบตา
ผู้ที่สามารถขึ้นบันไดมาได้เป็กลุ่มแรกไม่อาจกล่าวได้ว่าเก่งที่สุด แต่ก็ไม่มีทางแย่อย่างแน่นอน
แต่การที่ศิลาเทพไม่มีความเคลื่อนไหวเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน?
ขณะที่เหล่าผู้าุโถอนหายใจออกมา ทันใดนั้นศิลาเทพก็เกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง สั่นะเืไปทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋น จากนั้นลำแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นฟ้า!
มู่เชียนจิ่วที่ถูกลมพัดจนผมเผ้ายุ่งเหยิงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ศิลาเทพบ้าบอนี่ใช้การไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ จากที่นิ่งสงบ จู่ ๆ ก็สั่นะเืรุนแรงจนเสียงดังก้องไปหมด
หัวใจจะวายเอา ให้ตายเถอะ!
“หรือจะเป็ชีพจริญญาระดับฟ้า!”
“ไม่ ไม่น่าใช่ ชีพจริญญาระดับฟ้าแม้จะเรียกได้ว่าสูงส่ง แต่ไม่มีทางทำให้ศิลาเทพสั่นะเืรุนแรงเช่นนี้แน่นอน!”
เหล่าผู้าุโต่างสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ หากไม่ใช่ชีพจริญญาระดับฟ้า เช่นนั้นก็เหลือความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
จิ่งอี๋ที่จากไปแล้วจู่ ๆ ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น!”
ระหว่างนั้น ศิลาเทพก็ยังสั่นะเืไม่หยุด ้าหินปรากฏรอยร้าวขึ้น ราวกับพร้อมแตกออกได้ตลอดเวลา
“รีบผนึกไอพลังนี้เอาไว้!” ผู้าุโของสำนักชิงอวิ๋นคนหนึ่งรีบลงมือทันที เพื่อสะกดไอพลังนี้ไว้ หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป ศิลาเทพคงทนไม่ไหว และต้องแตกอย่างแน่นอน
ผู้าุโอีกหกคนที่เหลือจึงลงมือเช่นกัน ทว่าลำแสงสีทองนั่นไม่เพียงสะกดไม่อยู่ แต่มันกลับแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย!
เมื่อศิลาเทพกำลังจะะเิออก และหายนะอันใหญ่หลวงกำลังจะบังเกิดขึ้น เหนือศิลาเทพก็มีบุรุษชุดขาวผู้หนึ่งปรากฏกาย
บุรุษผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลา คิ้วเข้มพาดเฉียง ผมยาวสีขาวปลิวสยาย อาภรณ์สีขาวที่สวมใส่ยิ่งขับให้เขาดูราวกับเทพเซียนก็มิปาน
ผู้าุโทั้งเจ็ดเมื่อเห็นร่างนั้น ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
‘ท่านเ้าสำนักออกจากฌานแล้ว!’
ลำแสงสีทองสายนั้นถูกสะกดและค่อย ๆ อ่อนกำลังลง กลายเป็แสงอันนวลตาปกคลุมศิลาเทพเอาไว้ รอยแตกร้าวค่อย ๆ สมานกัน
บุรุษผู้นั้นมองมู่เชียนจิ่วพลางเอ่ย “พร์เ้าสูงส่งมาก”
เมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยที่เฝ้าคะนึงหา น้ำตาของมู่เสียวจิ่วในร่างใหม่ก็เกือบจะไหลออกมา
แต่ผมของอาจารย์…เหตุใดถึงกลายเป็เช่นนี้!
“เด็กคนนี้เป็คนของข้าตันซิงจื่อ พวกเ้าใครกล้าแย่งกับข้า ต่อไปอย่าหวังจะได้โอสถจากข้าอีก!”
“ไม่อยากให้ก็เื่ของเ้า แต่เด็กคนนี้ต้องเป็ของข้า!” จิ่งอี๋จ้องเขม็งไปยังมู่เชียนจิ่ว นางยังดูไม่ออกว่าเด็กคนนี้เป็บุรุษหรือสตรี แต่ไม่ว่าจะเป็เพศใด ยอดเขาชุ่ยจู๋ของนางก็จะรับเอาไว้!
“ศิษย์น้องจิ่งอี๋ ไม่ใช่ว่าเ้า--”
“เด็กคนนั้นข้ายกให้พวกเ้า ใครอยากได้ก็เอาไป!” จิ่งอี๋ชี้ไปยังมู่เชียนจิ่ว “ข้าจะเอาเด็กคนนี้แทน!”
เหล่าผู้าุโ “...”
----------
มู่เชียนจิ่วรับป้ายชิ้นหนึ่งมา ก่อนเดินลงจากแท่นด้วยความงุนงง ทุกคนที่มาเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนัก ต่างก็จ้องมองบุรุษที่สวมหน้ากากผู้นี้จนเป็ตาเดียว สายตาราวกับจะกินเืกินเนื้อ
คนในที่นี้ส่วนมากล้วนมาจากตระกูลใหญ่ การที่พวกเขา้าเข้าสำนักเซียนเพื่อศึกษาวิชานั้น เป็แค่หนึ่งในเป้าหมายของพวกเขาเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ การผู้ไมตรีกับผู้ที่มีความสามารถ เป็สหายกับศิษย์ที่มีฝีมือสูงส่ง!
แม้ศิลาเทพไม่ได้บอกในสิ่งที่อยากรู้ ทว่าจากการตอบสนองที่รุนแรงเช่นนี้ แค่มองด้วยตาก็พอจะรู้แล้ว!
“พี่ซู” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเองก็เพิ่งได้สติหลังจากใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน “เมื่อครู่…”
มู่เชียนจิ่วเอ่ยขัดหวงฟู่จ้าวเอี้ยนทันที “อย่าเพิ่งพูดอะไร ขอข้าสงบสติอารมณ์ก่อน จริงสิ ตาพี่หวงฟู่แล้วนี่นา”
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนแท่น และวางฝ่ามือลงบนศิลาเทพ ศิลาเทพสั่นะเืเล็กน้อย ก่อนที่จะมีแสงพุ่งขึ้นฟ้าสูงหลายจั้ง และแสงนั้นก็เปลี่ยนเป็สีน้ำเงิน
ตัวอักษรบนศิลาเทพปรากฏขึ้น
‘ชีพจริญญาระดับดินขั้นเก้า ธาตุน้ำ พร์ขั้นกลาง’
เมื่อเห็นอักษรที่ปรากฏ หวงฟู่จ้าวเอี้ยนไม่ได้รู้สึกใแต่อย่างใด ชีพจริญญาของเขาสูงถึงขั้นเก้า ห่างจากระดับฟ้าเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่ก้าวเดียวนั้นกลับห่างกันราวฟ้ากับเหว!
.
.
.