
เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยภาษารสหวานปนเหน่อของชาวเบงกาลีดังก้องไปทั่วตรอกซอกซอยของย่าน“พูรานา ดักกา” (Old Dhaka) เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยตึกปูนโบราณสีซีดจางคราบตะไคร่น้ำ และเถาไม้เลื้อยที่พาดผ่านตามระเบียงเหล็กดัดยามค่ำคืนคืบคลานเข้ามาแทนที่แสงแดดสีแสดดวงโตเพิ่งจะลับขอบฟ้าที่เส้นขอบน้ำของแม่น้ำพูริกาญญาไปไม่นานทิ้งไว้เพียงความวุ่นวายอันเป็เอกลักษณ์ของเมืองหลวงบังกลาเทศ
“อารีฟ”ชายหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ กำลังยืนเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าคมเข้มเขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายเนื้อบางและนุ่งผ้าลุนจีสีฟ้าครามมือที่หยาบกร้านจับด้ามแฮนด์ของ “ริกชอว์” (Rickshaw)หรือรถสามล้อถีบประจำกายอย่างทะนุถนอม
รถริกชอว์ของอารีฟไม่เหมือนคันอื่นๆในดักกา…
โดยทั่วไปรถริกชอว์ที่นี่จะถูกตกแต่งด้วยภาพวาดสีน้ำมันฉูดฉาด เป็รูปทิวทัศน์รูปดารานักแสดงบังกลาเทศ หรือรูปเสือโคร่งเบงกอลตัวใหญ่แต่รถของอารีฟกลับถูกดัดแปลงด้านหลังให้เป็ประทุนกระดาษแก้วหนาๆ และที่สำคัญ…เขาแอบซ่อนหลอดไฟ LED ดวงเล็กๆ สีส้มวอร์มไลท์นับร้อยดวงไว้ตามซี่ล้อและโครงหลังคาเหล็กมันจะส่องประกายระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยฝูงใหญ่ทุกครั้งที่เขาปั่นไปในความมืด
อารีฟไม่ได้ทำอาชีพปั่นริกชอว์เพื่อหาเงินเป็หลัก…จริงๆ แล้วเขาเป็ช่างซ่อมนาฬิกาโบราณในร้านคูหาเล็กๆ ของพ่อเขา แต่ในทุกๆ คืนั้แ่เวลาหนึ่งทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืนอารีฟจะนำรถริกชอว์คันนี้ออกตระเวนไปทั่วเมือง เพื่อจุดประสงค์เดียวที่ไม่มีใครรู้
“ค่ำคืนนี้…แสงไฟจะนำทางใครบางคน” อารีฟพึมพำกับตัวเอง พลางจัดเบาะนั่งด้านหลังให้เรียบร้อย
ขณะที่เขากำลังจะออกรถเสียงฝีเท้าเร่งรีบสะดุดกับก้อนหินก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงอุทานแ่เบา
“โอ๊ย!…”
อารีฟหันไปตามเสียงและรีบชูตะเกียงหน้ารถขึ้นแสงไฟส่องกระทบให้เห็น “ฟารีดา” หญิงสาวชาวท้องถิ่นในชุดซัลวาร์ กามีซ (SalwarKameez) สีเขียวมรกต ในอ้อมแขนของเธอโอบอุ้มแฟ้มเอกสารหนาเตอะไว้หลายเล่มร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า และดวงตาคู่โตสีน้ำตาลเข้มนั้นฉายแวววุ่นวายใจอย่างเห็นได้ชัด
“คุณผู้หญิง เป็อะไรไหมครับ?”อารีฟรีบลงจากรถและเข้าไปช่วยเก็บกระดาษแผ่นหนึ่งที่ปลิวหลุดมือเธอ
ฟารีดาเงยหน้าขึ้นมองอารีฟด้วยความระแวงในทีแรกแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มซื่อๆ และดวงตาที่ปราศจากพิษภัยของชายหนุ่ม เธอจึงค่อยๆลดอาการระวังตัวลง
“ฉันไม่เป็ไรค่ะ… แค่รีบไปหน่อยรถสามล้อแถวนี้เต็มหมดเลย”
“คุณจะไปไหนครับยามค่ำคืนแบบนี้ตรอกเมืองเก่าค่อนข้างมืดและเดินลำบากนะ” อารีฟอาสา
“ฉัน้าไปที่ท่าเรือซาดาร์กัต(Sadarghat) ค่ะ” ฟารีดาพูดพลางดูนาฬิกาข้อมือด้วยความลนลาน“เรือโดยสารข้ามฟากเที่ยวสุดท้ายที่จะไปหาครอบครัวฉันที่ฝั่งนู้นจะออกตอนสองทุ่มครึ่งถ้าฉันไปไม่ทัน… ฉันคงต้องติดอยู่ฝั่งนี้คนเดียวในคืนนี้”
อารีฟหันไปมองนาฬิกาเรือนเก่าที่ห้อยไว้ตรงแฮนด์รถตอนนี้สองทุ่มสิบนาทีแล้ว ระยะทางจากตรอกนี้ไปถึงท่าเรือค่อนข้างไกลแถมถนนหลักยังเต็มไปด้วยรถติดสาหัสสไตล์ดักกา
“ขึ้นมาเลยครับคุณผู้หญิง ผมจะพาคุณไปส่งเอง”อารีฟพูดพลางผงกศีรษะเชิญชวน “ผมรู้จักทางลัดที่รถยนต์เข้าไม่ได้รับรองว่าทันเวลาแน่นอนครับ”
ฟารีดาลนลานอยู่ครู่หนึ่งแต่ความจำเป็บังคับทำให้เธอตัดสินใจก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถริกชอว์และทันทีที่เธอนั่งลง อารีฟก็เอื้อมมือไปสับสวิตช์ลับใต้เบาะทันที
พรึ่บ!
ไฟ LEDสีส้มอบอุ่นนับร้อยดวงที่ซ่อนอยู่รอบรถพลันสว่างวาบขึ้นพร้อมๆ กันมันส่องสว่างล้อมรอบตัวฟารีดา ราวกับเธอกำลังนั่งอยู่บนรถม้าฟักทองในเทพนิยายท่ามกลางตรอกมืดๆ ของพูรานา ดักกา แสงไฟเ่าั้สะท้อนกับผนังปูนเก่าๆเกิดเป็ภาพระยิบระยับที่งดงามจนฟารีดาถึงกับอ้าปากค้างและลืมความเครียดไปชั่วขณะ
“เอ๊ะ… นี่มันอะไรกันคะ?” หญิงสาวอุทานยื่นมือไปแตะโครงประทุนที่เรืองแสง
“รถริกชอว์แห่งความหวังครับ”อารีฟตอบพลางออกแรงถีบลูกบันไดรถจักรยานอย่างแข็งขัน“เวลากลางคืนในเมืองนี้มันมืดมนเกินไปสำหรับคนที่กำลังรีบหรือมีเื่ทุกข์ใจผมเลยคิดว่าถ้าเพิ่มแสงไฟเข้าไปสักหน่อย…มันอาจจะช่วยให้คนนั่งรู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง ดื่มด่ำกับบรรยากาศให้สบายใจเถอะครับหน้าที่ปั่นไปให้ถึง… เป็ของผมเอง”
รถริกชอว์คันระยิบระยับแล่นฉิวเข้าไปในตรอกแคบๆอารีฟปั่นรถด้วยความชำนาญ หลบหลีกตะกร้าเครื่องเทศ แผงขายชาจาย (Chai)และกลุ่มคนที่เดินขวักไขว่ได้อย่างอัศจรรย์ ลมเอื่อยๆจากแม่น้ำพูริกาญญาเริ่มพัดเข้ามาปะทะใบหน้า ช่วยคลายความร้อนอบอ้าว
ฟารีดามองแผ่นหลังอันตั้งใจของชายหนุ่มฝีพายรถถีบคนนี้ความเงียบระหว่างทางถูกทำลายลงด้วยความอบอุ่นในใจ เธอเริ่มเปิดใจชวนคุย
“คุณทำแบบนี้ทุกคืนเลยเหรอคะ?”
“ครับ ทุกคืนเลย” อารีฟตอบโดยไม่หันมาแต่ความเร็วในการปั่นไม่ลดลงเลย “ผมมีอาชีพกลางวันเป็ช่างซ่อมนาฬิกางานของผมคือการทำให้นาฬิกาที่ตายแล้วกลับมาเดินต่อ…แต่การมาปั่นรถคันนี้ในตอนกลางคืน มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ช่วยชีวิตและเวลาของ‘คนที่กำลังหลงทาง’ ให้ก้าวเดินต่อไปได้เหมือนกันครับ”
คำพูดของอารีฟซึมลึกเข้าไปในใจของฟารีดาน้ำตาที่เธออั้นไว้ตลอดทั้งวันเพราะความเครียดจากการทำงานหนักในเมืองหลวงเพื่อส่งเงินกลับบ้าน…ค่อยๆ ไหลอาบแก้มแต่เป็น้ำตาแห่งความตื้นตันใจที่มีคนแปลกหน้าคอยช่วยเหลืออย่างสุดกำลังในคืนที่เหนื่อยล้าที่สุด
“ขอบคุณนะคะ… ขอบคุณจริงๆ” ฟารีดากระซิบเบาๆคลอไปกับเสียงโซ่จักรยาน
ในที่สุดรถริกชอว์ไฟระยิบระยับก็แล่นทะลุตลาดขายปลาและมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าทางเข้าท่าเรือซาดาร์กัตเสียงหวูดเรือข้ามฟากดังกังวานลั่นลำน้ำ อารีฟหันไปดูนาฬิกา
สองทุ่มยี่สิบห้านาที…ทันเวลาพอดีเป๊ะ!
ฟารีดารีบก้าวลงจากรถเธอหยิบเงินค่าโดยสารออกมายื่นให้อารีฟ แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้าช้าๆพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“ผมไม่รับเงินจากคนที่ผมตั้งใจจะช่วยหรอกครับคุณผู้หญิง”อารีฟกล่าว “แค่เห็นคุณไปทันเรือและยิ้มได้…นั่นคือค่าโดยสารที่แพงที่สุดสำหรับผมแล้วครับ”
ฟารีดานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะนึกอะไรบางอย่างออก หญิงสาวเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าใบเล็กของเธอและหยิบ “โคมไฟกระดาษแก้วขนาดเล็กที่ทำด้วยมือ”ซึ่งเป็ของขวัญที่เธอตั้งใจจะเอาไปฝากน้องสาวที่บ้านฝั่งนู้น ออกมายื่นให้อารีฟ
“ถ้างั้น… รับสิ่งนี้ไว้แทนนะคะ”ฟารีดายิ้มตาหยี แววตาสดใสไร้ความกังวล “นี่คือโคมไฟดวงที่ร้อยเอ็ดของคุณ…เผื่อวันไหนที่คุณรู้สึกเหนื่อยกับการเป็แสงสว่างให้คนอื่น โคมไฟดวงเล็กๆดวงนี้จะช่วยส่องสว่างและเป็กำลังใจให้คุณอารีฟเสมอนะคะ”
อารีฟรับโคมไฟกระดาษดวงน้อยมาไว้ในมือความอบอุ่นจากมิตรภาพของคนแปลกหน้าส่งผ่านััจนหัวใจของเขาพองโตอย่างบอกไม่ถูกเขาไม่เคยคิดเลยว่าในคืนที่เขาออกมาเป็ผู้ให้… เขาจะได้รับ “แสงสว่าง”กลับคืนมางดงามขนาดนี้
“ขอบคุณครับ… ฟารีดา”อารีฟเรียกชื่อเธอเป็ครั้งแรกหลังจากเห็นป้ายชื่อบนแฟ้มเอกสาร
หญิงสาวโบกมือลาและวิ่งตรงไปยังเรือข้ามฟากอย่างมีความสุขอารีฟยืนมองร่างของเธอที่ก้าวขึ้นเรือไปอย่างปลอดภัย เรือค่อยๆ แล่นออกจากฝั่งทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นบนผิวน้ำพูริกาญญาที่สะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน
ชายหนุ่มหันกลับมามองรถริกชอว์ของตัวเองเขาแขวนโคมไฟกระดาษดวงน้อยของฟารีดาไว้ที่หน้ารถข้างๆ ตะเกียงดวงเก่าก่อนจะสับสวิตช์ปิดไฟ LED รอบรถเพื่อเตรียมตัวปั่นกลับบ้าน
—
เมื่ออารีฟปั่นรถกลับมาถึงหน้าร้านซ่อมนาฬิกาโบราณของเขาในตรอกมืดๆเขากลับพบว่าที่หน้าประตูร้านไม้บานเก่า มีชายชราคนหนึ่งนั่งรออยู่
ชายชราคนนั้นคือ“คุณพ่อ” ของเขาเองที่กำลังนั่งยิ้มละมุนอยู่ในความมืดในมือของพ่อถือเครื่องมือซ่อมนาฬิกาและกาน้ำชาจายร้อนๆ รออยู่
“กลับมาแล้วเหรอเ้าตัวดี” พ่อเอ่ยทักทาย“วันนี้ไฟดวงที่ร้อยเอ็ดสวยดีนะ”
“เอ๊ะ?พ่อรู้ได้ยังไงครับว่าผมติดไฟรอบรถริกชอว์ และไปปั่นรถส่งคนทุกคืน?ผมนึกว่าผมแอบทำเงียบๆ มาตลอดสองปีซะอีก!”
ชายชราลุกขึ้นเดินมาตบไหล่ลูกชายเบาๆพลางหัวเราะในลำคออย่างอ่อนโยน
“เ้าลูกชายโง่… แกคิดว่าช่างซ่อมนาฬิกาแก่ๆตาฝ้าฟางอย่างฉัน จะมีปัญญาหาซื้อหลอดไฟ LED แปลกๆนับร้อยดวงมาเก็บไว้ในห้องใต้หลังคาให้แก ‘แอบจิ๊ก’ ไปใช้ได้ทุกเดือนงั้นเหรอ?”
พ่อพูดต่อเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น
“ฉันรู้มาตลอดนั่นแหละ…ั้แ่คืนแรกที่แกแอบเอารถริกชอว์คันเก่าของปู่มาซ่อม เงินทุกตังค์ที่ใช้ซื้อไฟเงินค่าถ่าน และข้าวของที่แกใช้ดัดแปลงรถ…ฉันเป็คนแอบเอาไปวางไว้ในกล่องเครื่องมือให้แกเอง เพราะฉันรู้ดีว่า…หัวใจของแกมันใหญ่เกินกว่าจะกักขังไว้ในร้านนาฬิกาแคบๆ นี้และฉันก็ภูมิใจในตัวแกมากนะ อารีฟ”
คำเฉลยของพ่อทำให้อารีฟนิ่งอึ้งไปน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ที่แท้ “ผู้อยู่เื้ั”แสงสว่างที่คอยโอบอุ้มผู้คนทั้งเมืองดักกาในค่ำคืนมืดมิด…ก็คือความรักและความเข้าใจอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่คอยหนุนหลังและส่งพลังให้เขาอยู่เงียบๆมาโดยตลอด
สองพ่อลูกเดินกอดคอเข้าบ้านไปดื่มชาร้อนๆด้วยกัน ท่ามกลางเสียงนาฬิกาโบราณนับร้อยเรือนในร้านที่ส่งเสียง
ติ๊ก… ต็อก… ติ๊ก… ต็อก…
เป็ท่วงทำนองที่ประสานกันอย่างอบอุ่นราวกับจะบอกว่า… ไม่ว่าจะค่ำคืนนี้หรือวันไหนๆเวลาของความรักและแสงสว่างในใจของมนุษย์จะไม่มีวันดับลงเลย ณ เมืองดักกาแห่งนี้