ย้อนเวลาสู่ยุค 80 : สาวอวบผงาดฟ้า เปลี่ยนชะตามหาเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 1 บทที่ 25 ขึ้นภูเขาคนเดียว

            "เนื้อตุ๋นมันฝรั่งหม้อใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางไม่พอหรอก"

            ถึงกระนั้นหูฉางหมินก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมลูกสาวทั้งสองถึงไม่ค่อยสนิทกับย่า

            หลันเยวี่ยมองสีหน้าลำบากใจของพ่อแล้วทำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กน้อย "ถ้าพ่อจะเอาไปให้ย่าจริงๆก็ให้ถิงถิงเอาไปให้ก็ได้นี่คะ พวกเราจะกินน้อยลงหน่อยก็ได้"

            ไม่ใช่แค่เสียงที่ออดอ้อนเท่านั้นสีหน้าท่าทางของหลันเยวี่ยก็ดูเหมือนเด็กที่กำลังน้อยใจจริงๆ

            ด้านหนึ่งก็ลูกสาวที่กำลังงอนตุ๊บป่องอีกด้านหนึ่งก็มารดาที่ไม่ค่อยน่ารัก

            หูฉางหมินแทบไม่ต้องคิดเขาทิ้งน้ำหนักไปที่ลูกสาวทันที

            "พ่อคิดไม่รอบคอบเอง ไว้คราวหน้ามีกินมีใช้มากกว่านี้ ค่อยเอาไปให้ย่ากินนะ"หูฉางหมินพูดกับลูกสาวทั้งสอง แต่เหมือนกำลังบอกกับตัวเองมากกว่า

            ๻ั้๫แ๻่เล็กจนโตเขาไม่มีพ่อแถมยังถูกแม่ที่แข็งกร้าวบีบคั้น ทำให้หูฉางหมินเป็๞คนอ่อนโยนแถมยังชอบให้ใช้ไม้อ่อนมากกว่าไม้แข็ง

            ผู้ชายแบบนี้ในเกมชิงไหวพริบระหว่างสองฝ่ายเขามักจะเอนเอียงไปทางฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเสมอ

            ในความรู้สึกของหูฉางหมินลูกสาวนั้นอ่อนแอกว่าแม่ที่แข็งกร้าว

            เมื่ออยู่ด้วยกันมานานหลันเยวี่ยก็จับจุดอ่อนของผู้เป็๲บิดาได้

            ไม่ต้องเอาเนื้อไปให้ย่าแล้วหลันเยวี่ยกับถิงถิงดีใจกันยกใหญ่

            แต่หลันเยวี่ยไม่ได้แสดงความดีใจออกมามากนักเธอก็ไม่ลืมที่จะหยิกแขนเตือนถิงถิงด้วย

            เนื้อตุ๋นมันฝรั่งหม้อใหญ่มันก็เพียงพอแล้วจริงๆนั่นแหละ

            ถึงอยากจะกินเนื้อแต่หลันเยวี่ยก็พยายามกินให้น้อยลง กินมันฝรั่งเยอะๆ แทน

            ไม่ว่าจะเป็๞มันฝรั่งหรือเนื้อก็เปื่อยจนนุ่มละมุนถ้าได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ คงจะดีไม่น้อย

            ถ้าไม่กลัวว่าขนมปังอบที่ซื้อมาจะขึ้นราหลันเยวี่ยคงจะหุงข้าวไปแล้ว

            ที่บ้านไม่มีตู้เย็นอากาศก็ร้อน ถ้าไม่กินขนมปังอบที่ซื้อมาทันทีก็จะขึ้นราเร็วมาก

            จ้าวหงเหมยซดน้ำแกงปลาคู่กับโจ๊กข้าวฟ่างซึ่งเป็๲อาหารอย่างดีสำหรับคนอยู่เดือน

            เพราะมีน้ำแกงปลาแสนอร่อยอยู่แล้วจ้าวหงเหมยเลยไม่ค่อยอยากกินเนื้อตุ๋นมันฝรั่งหอมๆ เท่าไหร่

            พอเห็นหลันเยวี่ยกินแต่มันฝรั่งไม่ค่อยกินเนื้อ จ้าวหงเหมยก็รีบคีบเนื้อให้ "เยวี่ยเยวี่ยไม่ใช่ว่าลูกชอบกินเนื้อที่สุดเหรอ ทำไมไม่กินเยอะๆ ล่ะ"

            ถิงถิงรีบพูดแทนหลันเยวี่ย"แม่คะ ลืมไปแล้วเหรอว่าพี่สาวของหนูกำลังลดความอ้วนอยู่พี่บอกว่ากินเนื้อเยอะๆ แล้วจะอ้วน"

            จ้าวหงเหมยตำหนิ"จะลดอะไรกันนักหนา อ้วนท้วนนี่สิถึงจะมีบุญ เยวี่ยเยวี่ยอย่าไปฟังคนอื่นสิ คนอื่นอยากอ้วนกันยังอ้วนไม่ได้เลย"

            ที่หูหลิงหลิงกับคนอื่นๆเรียกหลันเยวี่ยว่ายัยหมูตอน จ้าวหงเหมยเองก็โกรธเคืองแต่เธอไม่อยากให้หลันเยวี่ยต้องทรมานเพื่อลดความอ้วน

            หูฉางหมินก็พูดขึ้น"ใช่แล้ว กินได้นี่สิถึงจะเป็๲บุญ เยวี่ยเยวี่ยอยากกินอะไรก็กิน อย่าอดเลย"

            เพื่อไม่ให้พ่อแม่เป็๞ห่วงหลันเยวี่ยจึงจำใจเอาเนื้อเข้าปาก "ถ้าอย่างนั้นหนูจะเชื่อฟังพ่อแม่ต่อไปจะไม่ลดความอ้วนแล้วค่ะ"

            หลันเยวี่ยคิดว่าที่บ้านไม่ได้กินเนื้อบ่อยๆขนมหวานก็ไม่มีให้กิน เธอต้องขึ้นเขากับทำงานบ้านทุกวัน นานๆ ไปยังไงก็ต้องผอมลงอยู่ดี

            นานๆทีปล่อยให้ลิ้นได้ลิ้มรสชาติอร่อยๆ บ้าง ไม่กระทบแผนลดความอ้วนหรอก

            หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยเห็นหลันเยวี่ยเริ่มกินเนื้อแล้วพวกเขาถึงค่อยวางใจ

            พอตกเย็นถิงถิงก็รู้สึกไม่สบายท้อง เธอรู้ว่าประจำเดือนของเธอกำลังจะมา

            พอกินข้าวเย็นเสร็จไม่นานประจำเดือนก็มาจริงๆ

            หลันเยวี่ยเห็นสีหน้าของถิงถิงไม่ค่อยดีก็รีบถามด้วยความเป็๞ห่วง "ถิงถิง หน้าเธอซีดๆ นะเป็๞อะไรหรือเปล่า"

            ถิงถิงอ้อมแอ้ม"พี่ วันนั้นของหนูมาน่ะค่ะ ปวดท้องนิดหน่อย"

            พอถิงถิงบอกว่าวันนั้นมาหลันเยวี่ยก็เข้าใจทันที "เธอนอนพักก่อนนะเดี๋ยวพี่ต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลแดงให้กิน"

            ไม่นานหลันเยวี่ยก็ต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลแดงชามใหญ่ให้ถิงถิงเสร็จ

            แล้วหลันเยวี่ยก็ไปหาขวดเหล้าเปล่ากรอกน้ำร้อนใส่ขวดจนเต็ม แล้วเอาผ้ามาห่อขวดก่อนจะส่งให้ถิงถิง

            "เอาขวดนี้ประคบที่ท้องน้อยนะ ส่วนใหญ่ที่ปวดท้องก็เพราะโดนความเย็นทำให้ท้องอุ่นๆ หน่อยก็จะปวดน้อยลง"

            ถิงถิงทำตามที่หลันเยวี่ยบอกเอาขวดที่พี่สาวยื่นให้มาประคบที่ท้องน้อย

            ที่บ้านไม่มีกระเป๋าน้ำร้อนหลันเยวี่ยก็ทำได้แค่คิดหาวิธีใช้ขวดเหล้าใส่น้ำร้อนมาให้ถิงถิงประคบท้องไปก่อน

            แต่ขวดเหล้าก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างเท่ากระเป๋าน้ำร้อนแถมยังไม่สะดวกเท่าอีกด้วย

            หลันเยวี่ยคิดว่าคราวหน้าเข้าเมืองเมื่อไหร่จะซื้อกระเป๋าน้ำร้อนกลับมา

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง

            พอกินข้าวเช้าเสร็จหลันเยวี่ยก็เตรียมตัวจะขึ้นเขาไปหาของป่าต่อ

            เห็นถิงถิงก็เตรียมจะไปด้วยหลันเยวี่ยจึงรีบห้าม "วันนั้นของเธอมาต้องพักผ่อนอยู่บ้านสิ พี่ขึ้นเขาคนเดียวก็ได้"

            "พี่ หนูไม่ค่อยปวดท้องแล้วค่ะปกติเวลาวันนั้นของหนูมาก็ไปทำไร่ทำนาตามปกตินะคะ" ถิงถิงไม่เคยหยุดทำงานเพราะเป็๲ประจำเดือนเลย

            ขนาดจ้าวหงเหมยอยู่เดือนยังต้องทำงานนับประสาอะไรกับแค่เป็๞ประจำเดือน

            ถิงถิงไม่รู้จักการดูแลตัวเองทำให้หลันเยวี่ยรู้สึกเป็๲ห่วงแทน "ถิงถิงเธอต้องเชื่อฟังนะ เวลาวันนั้นของเดือนมาต้องพักผ่อนให้มากๆตอนพวกเราอยู่ที่โรงเรียน เวลาผู้หญิงคนไหนเป็๲ประจำเดือน ก็ขอลาหยุดทั้งนั้นไม่ต้องเรียนคาบพละ แล้วก็ไม่ต้องวิ่งได้เลย"

            "เป็๞ประจำเดือนแล้วไม่ต้องวิ่งด้วย สำออยไปแล้วมั้งคะ" ถิงถิงพูดด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

            หลันเยวี่ยมองตาถิงถิงอย่างจริงจังแล้วพูดว่า"นั่นไม่ได้เรียกว่าสำออย นั่นเรียกว่าดูแลตัวเองต่างหากถิงถิง ที่ผ่านมาไม่มีใครสอนเธอให้ดูแลตัวเอง เธอเลยไม่รู้จักการใส่ใจ๻ั้๹แ๻่ตอนนี้ไปเธอต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ เวลาเป็๲ประจำเดือนต้องพักผ่อนให้มากๆอย่าโดนน้ำเย็น และคราวนี้เธอก็พักผ่อนให้ดีๆ คราวหน้าที่เป็๲ประจำเดือนจะได้ไม่ปวดท้องมาก"

            ถิงถิงค่อยๆฟังหลันเยวี่ยพูดจนจบ "ถ้าอย่างนั้นหนูจะเชื่อพี่ค่ะแล้วก็พักผ่อนให้ดีๆ แต่พี่ก็อย่าขึ้นเขาเลยนะคะพวกเราไม่สบายใจที่พี่ขึ้นเขาคนเดียว"

            หลันเยวี่ยตอบ"จะกลัวอะไร บนเขาไม่มีหมาป่า ไม่มีเสือโคร่งสักหน่อยพี่ไม่หลงทางหรอก"

            ไม่ใช่แค่ถิงถิงแต่หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยก็ไม่สบายใจที่หลันเยวี่ยขึ้นเขาไปคนเดียวเช่นกัน

            หลันเยวี่ยรู้สึกว่าถ้าไม่ขึ้นเขาเธอคงได้เบื่อตาย

            หูฉางหมินต้องไปช่วยญาติซ่อมบ้านเลยไม่มีเวลาขึ้นเขาไปเป็๞เพื่อนหลันเยวี่ย

            หลันเยวี่ยเบื่อการอยู่ที่บ้านมากเธอรับปากกับจ้าวหงเหมยหลายครั้งว่าจะไม่เข้าไปในป่าลึกและจะไปแค่บริเวณที่เคยไปกับถิงถิงเมื่อไม่กี่วันก่อน

            เมื่อทนลูกอ้อนไม่ไหวจ้าวหงเหมยก็ต้องยอม

            จ้าวหงเหมยรู้ว่าหลันเยวี่ยจะพกนาฬิกาเล็กๆของเธอไปด้วย จึงกำชับว่าต้องกลับมาถึงบ้านก่อนเที่ยง

            หลันเยวี่ยก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กแล้วฮัมเพลงออกจากบ้านไป

            เมื่อก่อนตอนเธอขึ้นเขาต้องใช้เวลาเกือบห้าสิบนาทีแต่ตอนนี้ไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นแล้ว

            พอขึ้นเขาบ่อยๆร่างกายของเธอก็แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            แต่ถ้าเดินนานๆก็ยังมีหอบอยู่บ้าง ตอนที่เพิ่งกลับมาใหม่ๆ เดินได้ไม่นานก็จะเหนื่อยจนหอบแล้ว

            หลังจากขึ้นไปบนเขาแล้วหลันเยวี่ยก็พักผ่อนสักเล็กน้อย แล้วก็ไปหาผลเหลียนเฉียวต่อ

            เมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่นๆแล้ว เหลียนเฉียวหาได้ง่ายที่สุด

            ทันใดนั้นระหว่างทางที่กำลังเดินผ่านหน้าผาหลันเยวี่ยก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนร้องขอความช่วยเหลือ

            เธอหันไปมองตามเสียงโดยสัญชาติญาณ

            เลยบริเวณต้นสนไปประมาณสิบกว่าเมตรมีคนอยู่จริงๆ แต่เพราะต้นสนบังไว้ ทำให้เห็นไม่ค่อยชัด

            ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็๲ผู้หญิง

            หลันเยวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็รีบเดินไปตามเสียง