"เนื้อตุ๋นมันฝรั่งหม้อใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางไม่พอหรอก"
ถึงกระนั้นหูฉางหมินก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมลูกสาวทั้งสองถึงไม่ค่อยสนิทกับย่า
หลันเยวี่ยมองสีหน้าลำบากใจของพ่อแล้วทำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กน้อย "ถ้าพ่อจะเอาไปให้ย่าจริงๆก็ให้ถิงถิงเอาไปให้ก็ได้นี่คะ พวกเราจะกินน้อยลงหน่อยก็ได้"
ไม่ใช่แค่เสียงที่ออดอ้อนเท่านั้นสีหน้าท่าทางของหลันเยวี่ยก็ดูเหมือนเด็กที่กำลังน้อยใจจริงๆ
ด้านหนึ่งก็ลูกสาวที่กำลังงอนตุ๊บป่องอีกด้านหนึ่งก็มารดาที่ไม่ค่อยน่ารัก
หูฉางหมินแทบไม่ต้องคิดเขาทิ้งน้ำหนักไปที่ลูกสาวทันที
"พ่อคิดไม่รอบคอบเอง ไว้คราวหน้ามีกินมีใช้มากกว่านี้ ค่อยเอาไปให้ย่ากินนะ"หูฉางหมินพูดกับลูกสาวทั้งสอง แต่เหมือนกำลังบอกกับตัวเองมากกว่า
ั้แ่เล็กจนโตเขาไม่มีพ่อแถมยังถูกแม่ที่แข็งกร้าวบีบคั้น ทำให้หูฉางหมินเป็คนอ่อนโยนแถมยังชอบให้ใช้ไม้อ่อนมากกว่าไม้แข็ง
ผู้ชายแบบนี้ในเกมชิงไหวพริบระหว่างสองฝ่ายเขามักจะเอนเอียงไปทางฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเสมอ
ในความรู้สึกของหูฉางหมินลูกสาวนั้นอ่อนแอกว่าแม่ที่แข็งกร้าว
เมื่ออยู่ด้วยกันมานานหลันเยวี่ยก็จับจุดอ่อนของผู้เป็บิดาได้
ไม่ต้องเอาเนื้อไปให้ย่าแล้วหลันเยวี่ยกับถิงถิงดีใจกันยกใหญ่
แต่หลันเยวี่ยไม่ได้แสดงความดีใจออกมามากนักเธอก็ไม่ลืมที่จะหยิกแขนเตือนถิงถิงด้วย
เนื้อตุ๋นมันฝรั่งหม้อใหญ่มันก็เพียงพอแล้วจริงๆนั่นแหละ
ถึงอยากจะกินเนื้อแต่หลันเยวี่ยก็พยายามกินให้น้อยลง กินมันฝรั่งเยอะๆ แทน
ไม่ว่าจะเป็มันฝรั่งหรือเนื้อก็เปื่อยจนนุ่มละมุนถ้าได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ คงจะดีไม่น้อย
ถ้าไม่กลัวว่าขนมปังอบที่ซื้อมาจะขึ้นราหลันเยวี่ยคงจะหุงข้าวไปแล้ว
ที่บ้านไม่มีตู้เย็นอากาศก็ร้อน ถ้าไม่กินขนมปังอบที่ซื้อมาทันทีก็จะขึ้นราเร็วมาก
จ้าวหงเหมยซดน้ำแกงปลาคู่กับโจ๊กข้าวฟ่างซึ่งเป็อาหารอย่างดีสำหรับคนอยู่เดือน
เพราะมีน้ำแกงปลาแสนอร่อยอยู่แล้วจ้าวหงเหมยเลยไม่ค่อยอยากกินเนื้อตุ๋นมันฝรั่งหอมๆ เท่าไหร่
พอเห็นหลันเยวี่ยกินแต่มันฝรั่งไม่ค่อยกินเนื้อ จ้าวหงเหมยก็รีบคีบเนื้อให้ "เยวี่ยเยวี่ยไม่ใช่ว่าลูกชอบกินเนื้อที่สุดเหรอ ทำไมไม่กินเยอะๆ ล่ะ"
ถิงถิงรีบพูดแทนหลันเยวี่ย"แม่คะ ลืมไปแล้วเหรอว่าพี่สาวของหนูกำลังลดความอ้วนอยู่พี่บอกว่ากินเนื้อเยอะๆ แล้วจะอ้วน"
จ้าวหงเหมยตำหนิ"จะลดอะไรกันนักหนา อ้วนท้วนนี่สิถึงจะมีบุญ เยวี่ยเยวี่ยอย่าไปฟังคนอื่นสิ คนอื่นอยากอ้วนกันยังอ้วนไม่ได้เลย"
ที่หูหลิงหลิงกับคนอื่นๆเรียกหลันเยวี่ยว่ายัยหมูตอน จ้าวหงเหมยเองก็โกรธเคืองแต่เธอไม่อยากให้หลันเยวี่ยต้องทรมานเพื่อลดความอ้วน
หูฉางหมินก็พูดขึ้น"ใช่แล้ว กินได้นี่สิถึงจะเป็บุญ เยวี่ยเยวี่ยอยากกินอะไรก็กิน อย่าอดเลย"
เพื่อไม่ให้พ่อแม่เป็ห่วงหลันเยวี่ยจึงจำใจเอาเนื้อเข้าปาก "ถ้าอย่างนั้นหนูจะเชื่อฟังพ่อแม่ต่อไปจะไม่ลดความอ้วนแล้วค่ะ"
หลันเยวี่ยคิดว่าที่บ้านไม่ได้กินเนื้อบ่อยๆขนมหวานก็ไม่มีให้กิน เธอต้องขึ้นเขากับทำงานบ้านทุกวัน นานๆ ไปยังไงก็ต้องผอมลงอยู่ดี
นานๆทีปล่อยให้ลิ้นได้ลิ้มรสชาติอร่อยๆ บ้าง ไม่กระทบแผนลดความอ้วนหรอก
หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยเห็นหลันเยวี่ยเริ่มกินเนื้อแล้วพวกเขาถึงค่อยวางใจ
พอตกเย็นถิงถิงก็รู้สึกไม่สบายท้อง เธอรู้ว่าประจำเดือนของเธอกำลังจะมา
พอกินข้าวเย็นเสร็จไม่นานประจำเดือนก็มาจริงๆ
หลันเยวี่ยเห็นสีหน้าของถิงถิงไม่ค่อยดีก็รีบถามด้วยความเป็ห่วง "ถิงถิง หน้าเธอซีดๆ นะเป็อะไรหรือเปล่า"
ถิงถิงอ้อมแอ้ม"พี่ วันนั้นของหนูมาน่ะค่ะ ปวดท้องนิดหน่อย"
พอถิงถิงบอกว่าวันนั้นมาหลันเยวี่ยก็เข้าใจทันที "เธอนอนพักก่อนนะเดี๋ยวพี่ต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลแดงให้กิน"
ไม่นานหลันเยวี่ยก็ต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลแดงชามใหญ่ให้ถิงถิงเสร็จ
แล้วหลันเยวี่ยก็ไปหาขวดเหล้าเปล่ากรอกน้ำร้อนใส่ขวดจนเต็ม แล้วเอาผ้ามาห่อขวดก่อนจะส่งให้ถิงถิง
"เอาขวดนี้ประคบที่ท้องน้อยนะ ส่วนใหญ่ที่ปวดท้องก็เพราะโดนความเย็นทำให้ท้องอุ่นๆ หน่อยก็จะปวดน้อยลง"
ถิงถิงทำตามที่หลันเยวี่ยบอกเอาขวดที่พี่สาวยื่นให้มาประคบที่ท้องน้อย
ที่บ้านไม่มีกระเป๋าน้ำร้อนหลันเยวี่ยก็ทำได้แค่คิดหาวิธีใช้ขวดเหล้าใส่น้ำร้อนมาให้ถิงถิงประคบท้องไปก่อน
แต่ขวดเหล้าก็ไม่ได้มีพื้นที่กว้างเท่ากระเป๋าน้ำร้อนแถมยังไม่สะดวกเท่าอีกด้วย
หลันเยวี่ยคิดว่าคราวหน้าเข้าเมืองเมื่อไหร่จะซื้อกระเป๋าน้ำร้อนกลับมา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง
พอกินข้าวเช้าเสร็จหลันเยวี่ยก็เตรียมตัวจะขึ้นเขาไปหาของป่าต่อ
เห็นถิงถิงก็เตรียมจะไปด้วยหลันเยวี่ยจึงรีบห้าม "วันนั้นของเธอมาต้องพักผ่อนอยู่บ้านสิ พี่ขึ้นเขาคนเดียวก็ได้"
"พี่ หนูไม่ค่อยปวดท้องแล้วค่ะปกติเวลาวันนั้นของหนูมาก็ไปทำไร่ทำนาตามปกตินะคะ" ถิงถิงไม่เคยหยุดทำงานเพราะเป็ประจำเดือนเลย
ขนาดจ้าวหงเหมยอยู่เดือนยังต้องทำงานนับประสาอะไรกับแค่เป็ประจำเดือน
ถิงถิงไม่รู้จักการดูแลตัวเองทำให้หลันเยวี่ยรู้สึกเป็ห่วงแทน "ถิงถิงเธอต้องเชื่อฟังนะ เวลาวันนั้นของเดือนมาต้องพักผ่อนให้มากๆตอนพวกเราอยู่ที่โรงเรียน เวลาผู้หญิงคนไหนเป็ประจำเดือน ก็ขอลาหยุดทั้งนั้นไม่ต้องเรียนคาบพละ แล้วก็ไม่ต้องวิ่งได้เลย"
"เป็ประจำเดือนแล้วไม่ต้องวิ่งด้วย สำออยไปแล้วมั้งคะ" ถิงถิงพูดด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
หลันเยวี่ยมองตาถิงถิงอย่างจริงจังแล้วพูดว่า"นั่นไม่ได้เรียกว่าสำออย นั่นเรียกว่าดูแลตัวเองต่างหากถิงถิง ที่ผ่านมาไม่มีใครสอนเธอให้ดูแลตัวเอง เธอเลยไม่รู้จักการใส่ใจั้แ่ตอนนี้ไปเธอต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ เวลาเป็ประจำเดือนต้องพักผ่อนให้มากๆอย่าโดนน้ำเย็น และคราวนี้เธอก็พักผ่อนให้ดีๆ คราวหน้าที่เป็ประจำเดือนจะได้ไม่ปวดท้องมาก"
ถิงถิงค่อยๆฟังหลันเยวี่ยพูดจนจบ "ถ้าอย่างนั้นหนูจะเชื่อพี่ค่ะแล้วก็พักผ่อนให้ดีๆ แต่พี่ก็อย่าขึ้นเขาเลยนะคะพวกเราไม่สบายใจที่พี่ขึ้นเขาคนเดียว"
หลันเยวี่ยตอบ"จะกลัวอะไร บนเขาไม่มีหมาป่า ไม่มีเสือโคร่งสักหน่อยพี่ไม่หลงทางหรอก"
ไม่ใช่แค่ถิงถิงแต่หูฉางหมินกับจ้าวหงเหมยก็ไม่สบายใจที่หลันเยวี่ยขึ้นเขาไปคนเดียวเช่นกัน
หลันเยวี่ยรู้สึกว่าถ้าไม่ขึ้นเขาเธอคงได้เบื่อตาย
หูฉางหมินต้องไปช่วยญาติซ่อมบ้านเลยไม่มีเวลาขึ้นเขาไปเป็เพื่อนหลันเยวี่ย
หลันเยวี่ยเบื่อการอยู่ที่บ้านมากเธอรับปากกับจ้าวหงเหมยหลายครั้งว่าจะไม่เข้าไปในป่าลึกและจะไปแค่บริเวณที่เคยไปกับถิงถิงเมื่อไม่กี่วันก่อน
เมื่อทนลูกอ้อนไม่ไหวจ้าวหงเหมยก็ต้องยอม
จ้าวหงเหมยรู้ว่าหลันเยวี่ยจะพกนาฬิกาเล็กๆของเธอไปด้วย จึงกำชับว่าต้องกลับมาถึงบ้านก่อนเที่ยง
หลันเยวี่ยก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กแล้วฮัมเพลงออกจากบ้านไป
เมื่อก่อนตอนเธอขึ้นเขาต้องใช้เวลาเกือบห้าสิบนาทีแต่ตอนนี้ไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นแล้ว
พอขึ้นเขาบ่อยๆร่างกายของเธอก็แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถ้าเดินนานๆก็ยังมีหอบอยู่บ้าง ตอนที่เพิ่งกลับมาใหม่ๆ เดินได้ไม่นานก็จะเหนื่อยจนหอบแล้ว
หลังจากขึ้นไปบนเขาแล้วหลันเยวี่ยก็พักผ่อนสักเล็กน้อย แล้วก็ไปหาผลเหลียนเฉียวต่อ
เมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่นๆแล้ว เหลียนเฉียวหาได้ง่ายที่สุด
ทันใดนั้นระหว่างทางที่กำลังเดินผ่านหน้าผาหลันเยวี่ยก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนร้องขอความช่วยเหลือ
เธอหันไปมองตามเสียงโดยสัญชาติญาณ
เลยบริเวณต้นสนไปประมาณสิบกว่าเมตรมีคนอยู่จริงๆ แต่เพราะต้นสนบังไว้ ทำให้เห็นไม่ค่อยชัด
ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็ผู้หญิง
หลันเยวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็รีบเดินไปตามเสียง