บทที่สิบเอ็ด มุ่งลงใต้
หลงน้อยรู้สึกตัวมีแสงเจิดจ้าทิ่มแทงเข้าดวงตา จึงกระพริบตาถี่ๆมองดู ที่แท้เป็เวลาเที่ยงวัน เมื่อหันไปมองรอบๆ เห็นขอนก่อนที่ยังนอนสลบไสลอยู่ จากนั้นมองกวาดขึ้นไป พบหัวหมู่ขวัญกำลังนั่งมองดูไปรอบๆอยู่ไม่ห่างนัก
“ท่านอาขวัญ ตื่นนานแล้ว”
“สักพักหนึ่ง เห็นพวกเ้ายังหลับอยู่ เราไม่อยากรบกวน”
หลงน้อยสำรวจดูสายตาและท่าทางอันแจ่มใสของหัวหมู่ขวัญ จึงกล่าวถามว่า “ท่านอาฟื้นฟูกำลังได้รวดเร็วเพียงนี้ ช่างน่าอัศจรรย์”
หัวหมู่ขวัญหัวร่อเบาๆตอบว่า “ไม่ว่าผู้ใดหากคิดยืนอยู่ข้างกายบิดาเ้า ทางที่ดีต้องมีกำลังต่อเนื่องยาวนานแล้วทั้งยังสมควรฟื้นฟูได้รวดเร็ว หาไม่แล้วยามรบไม่อาจติดตามท่านได้ทันท่วงที”
จากนั้นกล่าวอย่างจริงจังว่า “ความสามารถในการฟื้นฟูนี้ ล้วนมาจากการฝึกฝน ผ่านการเคี่ยวกรำในการศึก การเดินทัพพิศดารล้วนอาศัยความสามารถในการรักษาพลังต่อเนื่องยาวนานและฟื้นฟูได้รวดเร็ว ไม่เช่นนั้นถึงคราวทัพพิศดารไม่อาจใช้ออก กลายเป็ทัพพิการไป”
เสียงขอนดังขึ้นมา “ท่านอากล่าวได้ดียิ่ง ทัพพิศดารเมื่อไม่อาจใช้ออกย่อมเป็ทัพพิการจริงๆ” ที่แท้ขอนได้ยินเสียงสนทนากันจึงตื่นขึ้นมาแต่แรก
หัวหมู่ขวัญรู้สึกชื่นชมยินดี หากเปลี่ยนเป็คนทั่วไปถูกผ่านด่านยากลำบากเช่นนี้สมควรสลบไสลสักวันสองวัน ทายาทสหายสองคนนี้หลับเพียงสองชั่วยามก็มีสตินับว่าหาได้ยากยิ่ง กล่าวว่า
“เราทำได้เช่นนี้ บิดาเ้าทั้งสองย่อมทำได้เช่นนี้ ที่ยอดเยี่ยมคือท่านแม่ทัพยังสามารถรบทัพจับศึกได้ต่อเนื่องยาวนานกว่าสามวันสามคืน เหล่าทหารเรียกขานท่านเป็เทพนักรบ” กล่าวแล้วร้อง เฮอะ ออกมา “กอเข่อเป็ตัวอะไร สิบกอเข่อยังไม่อาจทำอันตรายใดๆท่านได้ หากแม้นมีคนเช่นนี้ไหนเลยยังต้องเกรงกลัวรัฐใดชาติใดอีก” ตอนท้ายกลับกล่าวอย่างรำพึงรำพันขึ้นมา แหงนหน้าเหม่อมองไปข้างหน้า
หลงน้อยทราบว่าหัวหมู่ขวัญกำลังหวนคิดถึงอดีต หรืออีกด้านหนึ่งหัวหมู่ขวัญอาจกำลังเสียดายอนาคตของอาณาจักรน่านเ้าที่ขาดผู้ยิ่งใหญ่ไปผู้หนึ่ง หากแม่ทัพพิทักษ์ประจิมยังอยู่ ยังต้องหวาดกลัวทัพใดในโลกหล้า
ขอนคิดตามว่า สำหรับตนแล้ว เ้าเขาห้าลูกเปรียบประดุจปลายทางของตนมาตลอด จู่ๆพระสึกใหม่เช่นหัวหมู่ขวัญและหัวหมู่ทองคำกลับต่อสู้ได้แทบทัดเทียมเ้าเขาห้าลูก เมื่อฟังว่าบิดาตนเองก็นับรวมเป็หนึ่งในนั้นยิ่งรู้สึกตื้นเต้นยิ่งนัก ตนแม้รับรู้ว่าบันทึกห้าลูกดูไปเป็วิชาอันมีค่าประการหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าหากฝึกฝนได้ทะลุปรุโปร่งสามารถก้าวสู่ทำเนียบยอดคนได้เช่นกัน ดังนั้นหากแม้โลกนี้ยังมีบุคคลที่มีความสามารถยิ่งกว่ากอเข่อรวมกันสิบคนคงเปรียบปานประดุจเทพเ้าแท้จริง
หัวหมู่ขวัญแท้จริงแล้วแม้ว่ากล่าวเกินเลยไปบ้าง แต่ในความเป็จริงแล้วกอเข่อยังห่างไกลจากพระยาพิทักษ์ประจิมอยู่มากจริงๆ
ขอนเหม่อมองตามทิศทางของหัวหมู่ขวัญ เผอิญเป็ทิศทางเดียวกันกับทิศทางทางเหนือ มองเห็นฝูงนกฝูงหนึ่งบินมาทิศทางนี้ เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจังกล่าวว่า
“พวกมันมาแล้ว พวกเราต้องไปต่อ พวกท่านดูนกฝูงนั้น พวกมันคือนกพญาไฟ ลักษณะการบินของมันไม่ใช่การบินหาอาหาร แต่บินเพื่อหนีจากอะไรบางอย่าง หากให้ข้าพเ้าคาดเดา แสดงว่ามีผู้คนกลุ่มหนึ่งกระจายกำลังมาทิศทางนี้ โจรกอเข่อไม่เลิกราจริงๆ”
หัวหมู่ขวัญกล่าวว่า “พวกเ้าไปเถอะ เราจะชักนำมันไปอีกทางหนึ่ง”
หลงน้อยร้องว่า “นี่ไม่ได้เด็ดขาด อาขวัญเสี่ยงอันตรายเพื่อพวกเราไปแล้ว ข้าพเ้าจะร่วมกับท่านสู้พวกมัน”
หลงน้อยแสดงความวิตกกังวล ขอนกลับเข้าใจดีด้วยความที่เป็คนไร้ญาติขาดมิตรเหมือนกัน ขอนเองก็กลัวว่า หากแม้นหัวหมู่ขวัญเป็อะไรไปมันเองประหนึ่งสูญเสียญาติผู้ใหญ่เช่นกัน กล่าวว่า “หลงน้อยพูดถูก ให้พวกเราอยู่ช่วยท่านอาอีกแรง หากแม้นท่านเป็อะไรไปเช่น เช่นท่านอาทองคำ พวกเรา” พูดเพียงแค่นี้กล้ำกลืนคำพูดไว้
หัวหมู่ขวัญยิ้มพลางกล่าวว่า “เด็กโง่เอ๋ย พวกเ้ากลายจากทัพพิศดารเป็ทัพพิการไปแล้ว ไม่เชื่อฟังอา เ้าทดลองยืนขึ้นดูจะรู้ได้เอง”
เด็กทั้งสองหันไปมองหน้า จากนั้นผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกันช้าๆ รู้สึกแข้งขาขาดเรี่ยวแรงไปจนนิ่วหน้าให้กัน
หัวหมู่ขวัญกล่าวต่อ “พวกเ้าล้วนฝึกฝนมาอย่างหนัก แต่นี่คือสถานการณ์สู้รบจริง ไม่ว่าผู้ใดผู้ไม่คุ้นเคยเมื่อผ่านการต่อสู้จริงจะพบว่าไม่เหมือนการฝึกเสียทั้งหมด เมื่อยามรบเราไม่ทราบฝ่ายตรงข้ามถ่องแท้ ทำให้เสียพละกำลังมากกว่าปกติ ยามฝึกไม่สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ ยามรบมี่จังหวะมากมายที่เสียเปล่า ดังนั้นประสบการณ์ในการต่อสู้จึงเป็สิ่งมีค่า จดจำไว้”
หัวหมู่ขวัญเอื้อมมืออกไปจับศีรษะเด็กทั้งสอง ใบหน้าเรียวตอบนั้นทอแววเมตตาเอ็นดู
“พวกเ้าจงไปอย่างว่าง่าย เราจะได้วางใจ ไม่มีห่วงคอยพะวง อย่าว่าแต่เราไม่มีลางอัปมงคลแม้แต่น้อย หัวหมู่ทองคำเองก็สมควรหลบหนีรอดได้เช่นกัน อย่าได้ดูถูกพวกเราไปทัพใหญ่ศัตรูเคยไล่ล่าพวกเราสองคนยังไม่สามารถทำอย่างไรได้ พวกกอเช่อเป็ตัวอะไร เทียบกับทัพใหญ่ชาวฮั่นไม่นับเป็อย่างไร”
เด็กทั้งสองตาแดงก่ำทราบว่า จากนี้ไปยากพบพานกันอีก หัวหมู่ขวัญทอดถอนใจกล่าวว่า
“จงมุ่งหน้าลงใต้ไป เราจะชักนำพวกมันไปทางทิศตะวันออก ภายหน้าหากเดินทางสู่พระนครให้เ้าตามหา ไม้แดงหัวหน้าองครักษ์ป้อมที่สี่ มันเป็คนของพวกเรา สามารถไว้ใจได้ แต่เื่นี้ต้องเก็บไว้เป็ความลับนอกจากเราและทองคำแล้วไม่มีผู้อื่นทราบอีก เข้าใจหรือไม่ อย่าได้ชักนำเพทภัยแก่มัน”
เด็กทั้งสองรับปาก ทั้งหมดประสานมือกันอีกครา เมื่อหัวหมู่ขวัญพยักหน้าเชิงให้ความมั่นใจแก่หลงน้อยทั้งสอง ดังนั้นเด็กน้อยทั้งสองจึงหมุนกายจากไปในทิศทางลงสู่ใต้
หัวหมู่ขวัญเห็นเด็กทั้งสองไปแล้ว พุ่งปราดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มันกำหนดแผนแน่วแน่ในใจแล้วจึงเคลื่อนไหวต่อไป
เด็กทั้งสองพากันกึ่งเดินกึ่งวิ่งลัดเลาะไปตามทางริมสายธาร ในใจแม้ไม่ยินยอมยังต้องยอมรับว่าสภาพร่างกายเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัดจริงๆ ด้านขอนนั้นกล่าวไปย่ำแย่กว่าหลงน้อย ที่ผ่านมาใช้พลังจากหินสีช่วยเหลือเสริมกำลังทั้งป้องกันและหลบหนี บัดนี้รู้สึกอ่อนเพลียอยู่หลายส่วน มีอยู่หลายครั้งที่หลงน้อยต้องฉุดดึงมันในยามพบทางลาดชัน แต่หลงน้อยเองก็อ่อนเพลียยิ่งเช่นกันจึงมีสภาพทุลักทุเลยิ่ง
ทั้งสองกัดฟันอดทนเดินทางไม่หยุดพัก ทราบดีว่าหากชักช้าไปสมุนเ้าเขาห้าลูกไหวตัวทัน ความพยายามทั้งหมดของหัวหมู่ขวัญและหัวหมู่ทองคำทั้งสองเป็อันสูญเปล่า
ขอนเลือกนำหลงน้อยเดินปริ่มน้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ทิ้งทั้งรอยเท้าและกลิ่นไว้บนทางเดิน ทราบดีว่าฝ่ายตรงข้ามมีผู้มีฝีมือด้านสะกดรอยหลายคน แม้ฝีมือไม่เท่าเทียมกอเข่อเองแต่นับว่าเป็พรานป่าเก่งกาจก็มีอยู่หลายคน ดังนั้นหากพวกมันเฉลียวใจเมื่อไม่พบร่องรอยใดๆอาจคาดเดาว่าพวกตนใช้สายน้ำกลบเกลื่อนก็เป็อันจบสิ้นกัน
ทั้งสองลากเท้าอยู่ในน้ำเป็เวลานาน ได้ยินเสียงน้ำไหลแรงขึ้นจึงรีบเร่งฝีเท้าดู เห็นธารสายเล็กจากน้ำตกขยายกว้างออกไปเป็ธารน้ำใหญ่ไหลเชี่ยวแทน
ขอนกล่าวด้วยความยินดีว่า “โชคเข้าข้างพวกเราแล้ว จากที่นี่พวกเราสามารถไปต่อได้รวดเร็วขึ้น” พูดพลางชี้มือไม้ไปยังต้นไม้ยอดด้วนอยู่ริมฝั่ง “ที่นี่เป็น้ำลึกแล้ว หากพวกเราเกาะขอนไม้นั้นย่อมไปได้อย่างรวดเร็ว”
หลงน้อยมองตามก็เห็นไม้ยอดด้วนที่ขอนหมายตาอยู่ “ใช่แล้วแต่พวกเราไร้เรี่ยวแรงหากแม้ให้เป็เวลาปกติพวกเรายังยากถอนรากไม้ด้วยมือเปล่า”
ขอนยิ้มพลางกล่าวว่า “นั่นย่อมถูกแล้ว แต่เ้าลืมหินสีของข้าไป หินสีนภา หมายถึงกำลังอันมากมาย เราสามารถทดลองดู”
หลงน้อยขมวดคิ้วกล่าวว่า “อาจเป็ไปได้และอาจใช้การไม่ได้ นี่ออกจะเสี่ยงเกินไป เ้าใช้หินสีหลายครั้งแล้ว จำที่ท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุนกล่าวหรือไม่ หากเ้าใช้เมื่อใดต้องจ่ายทดแทนด้วยกำลังที่เหือดหายในเวลาต่อมา ที่เ้าไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนี้ล้วนมาจากการใช้หินสีหลายครั้งหลายครา ผู้ใดทราบว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับเ้าหากฝืนใช้ต่อไป”
ขอนยิ้มพลางวางมือบนหัวไหล่สหาย “ไม่มีผู้ใดทราบ แต่ที่ข้าทราบดี คนของกอเข่อมิใช่สัดใส่ข้าว รอสักครู่พวกมันย่อมแบ่งแยกเป็สองสาย ทางหนึ่งย่อมสงสัยพวกเราหลบหนีปกปิดร่องรอยด้วยลำธารน้อยแน่นอน จนใจที่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่น”
หลงน้อยยิ้มแห้งแล้งยอมรับ ตัวมันเองไหนเลยไม่ใคร่ครวญคำนวนออก ได้แต่กลั้นใจเดินทางไม่หยุดยั้งหวังเพียงว่าพวกมันเดินทางพ้นขอบเขตการปกครองของกอเข่อให้ได้ ถึงแม้กอเข่อจะยิ่งใหญ่ในถิ่นเขาห้าลูก แต่เมื่อเหยียบย่างในดินแดนอื่นพวกมันอย่างไรย่อมต้องเกรงอกเกรงใจต่อผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นอื่น หากนำกำลังมาอย่างเปิดเผย กระตุ้นให้ผู้อื่นเห็นเป็ที่ขัดตา ผลลัพธ์ย่อมไม่เป็ที่น่าพึงใจ
ขอนกล่าวจบเดินโซเซต่อไปยังขอนไม้ที่มันชี้ชวน กล่าวต่อว่า “เ้าดูต้นไม้ยอดด้วนนั้นหักโค่นมาเป็เวลานาน มีปลวกกินไม้ รากไม้ย่อมผุพังอยู่ก่อนแล้ว หากข้าใช้กำลังเล็กน้อยย่อมง่ายดายยิ่งกว่าถอนต้นกล้วยจากพื้น”
หลงน้อยทราบว่าคำอ้างที่ขอนยกมานั้นเกินจริง ทราบดีว่าขอนเพียงลดทอนความยากลำบากเพื่อให้มันลดความลำบากใจลง
จึงกล่าวว่า “ตกลง เ้าทดลองดู หากแม้หลังจากนี้เ้าเป็อย่างไร สมมติสลบไสลไป อย่างมากข้าอยู่ที่นี้คุ้มครองเ้าถึงที่สุด”
ขอนยิ้มพลางกล่าวว่า “ตกลง มีสหายเช่นเ้า ข้าแม้ตายไม่เสียดายชีวิต”
หลงน้อยพยักหน้าประคองแขนมันไว้ “ฉันใดฉันนั้น มา ข้าจะพาเ้าไปใกล้ๆ แล้วค่อยใช้หินสีออกมา”
หลงน้อยพาขอนเดินลุยน้ำไปจนถึงขอบฝั่ง หิ้วปีกมันไว้จนไปใกล้ต้นไม้ยอดด้วนนั้น จากนั้นถอยออกมา
ขอนล้วงหินสีกลมเกลี้ยวนามว่านภาใส่ปาก รู้สึกกำลังวังชาแล่นปราดมาตามแขนขา นี่เป็เื่ที่มันคาดไว้หลังจากใช้งานหินสีมาหลายครั้ง บางครั้งไม่เกิดกำลังหลายเท่าเพียงเพิ่มกำลังเพียงเล็กน้อย แต่หากเป็ยามคับขันล้วนเกิดพลังเสริมตามแนวทางของหินสีแต่ละลูกอย่างมากมายราวน้ำหลาก นี่เป็อีกครั้งเช่นกันที่ตกอยู่ในยามคับขัน รีบคว้าจับลำต้นไม้เอาไว้ทั้งสองมือ สะกดใจรอวูบหนึ่งเพื่อให้กำลังแล่นจนถึงจุดสูงสุด จึงออกแรงดึงถอนต้นไม้นั้นเต็มแรง
หลงน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างไม่ทราบขอนถอนต้นไม้เป็ผลสำเร็จหรือไม่ เมื่อเห็นลำต้นถูกฉุดดึงขึ้นมาช้าๆ รากไม้ที่ยาวและยังแข็งแรงอยู่ถูกถอนดึงจากการเกาะเกี่ยวกับใต้ดินทีละน้อย ในที่สุด่ระยะหายใจเข้าออกสามารถถอนรากทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ ขอนรีบยกคว้างต้นไม้น้ำในทิศทางริมฝั่งจากนั้นต้นไม้ที่ถูกถอนซึ่งบัดนี้กลายสภาพมาเป็ขอนไม้แล้วกลิ้งหล่นลงไปในน้ำ
ทั้งสองไม่กล้าชักช้ารีบะโติดตามไป เกาะขอนไม้นั้นไว้อย่างรวดเร็ว หลงน้อยจัดแจงให้ตัวเองอยู่ด้านข้างจากนั้นผลักดันขอนให้ทิ้งตัวให้ส่วนบนพาดกับลำต้นให้มากที่สุด ทราบดีว่าผลลัพธ์จากการใช้หินสีกำลังติดตามมา
ขอนคายหินสีออกจากปากซุกเก็บไว้ในถุงหนังในอกเสื้อตามเดิม ยิ้มพลางกล่าวว่า
“เห็นฝีมือ ขอน บุตรแห่งพรานไพรล่องหน หรือไม่ ต้นไม้ทั้งต้นเรายังถอนออกมาได้” กล่าวจบหัวร่อเบาๆหมดสติไปในลักษณะนั้น
หลงน้อยไม่รอช้ารีบมุดลอดไปใต้ลำต้นโผล่พ้นน้ำขึ้นไปอีกทาง คว้าจับขอนไว้ในอีกด้าน กลายเป็คนสองคนอยู่คนละด้านของต้นไม้ หลงน้อยพยายามถ่วงน้ำหนักเอาไว้ให้สมดุลด้วยการโหนตัวดึงแขนของขอนไว้ในบางครั้ง เมื่อหาสมดุลได้แล้วจึงประคองเอาไว้ในลักษณะนั้น ปล่อยให้ต้นไม้ลอยไปตามกระแสน้ำสุดแท้แต่มันจะพาไป
ท่อนไม้ขอนนั้นพาเด็กน้อยทั้งสองลอยล่องไปตามลำน้ำ จากเชื่องช้าสู่รวดเร็ว ผ่านแก่งน้ำที่เขี่ยวกราก ผ่านทางน้ำที่ไหลเอื่อย จนถึง่ลำน้ำอันลาดเอียงที่สายน้ำไหลแรงจนแทบหมุนพลิกขอนไม้ให้หมุนกลิ้งไปมา หากว่ายังมีเด็กน้อยทั้งสองที่เกาะเกี่ยวมือกันไว้ทำให้อยู่ในสภาพเหมือนลูกตุ้มที่ถ่วงดุลย์เอาไว้ไม่ให้ขอนไม้นั้นพลิกไปมา
หลงน้อยรู้สึกเหนื่อยล้าถึงที่สุดหากได้แต่ฝืนอดทนเอาไว้ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานยืดยาวยิ่งนัก ยิ่งไม่ทราบว่าตนเองอยู่ที่ใด ทราบแต่ว่าตะวันคล้อยบ่ายลงจนกระทั่งมืดมิดเข้าสู่ทิวาราตรีกาล หลงน้อยรู้สึกอ่อนล้ายิ่งนักถึงกับคิดว่าสมควรพาตัวเองและขอนเข้าฝั่งหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลิกล้มความคิดนั้นไป ด้วยเหตุที่หลงน้อยก็ทราบดีว่าการเดินทางด้วยการล่องตามลำน้ำมากับขอนไม้นี้มิใช่ว่าจะสิ้นร่องรอยเสียทีเดียว อีกอย่างหลงน้อยก็ไม่เหลือกำลังพอที่จะชักพาพวกมันทั้งสองเข้าสู่ฝั่ง ยิ่งไม่กล้าคลายการยึดเกาะที่เป็เรี่ยวแรงสุดท้ายที่มี เพราะมีความเสี่ยงที่ขอนจะหลุดจากมือไป หากสหายของมันจมสู่น้ำมันเองก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะช่วยเหลือใดๆ
หลงน้อยบอกตัวเองว่าไม่อาจผล็อยหลับไปอีกคน หากแต่รู้สึกว่าไม่อาจควบคุมความคิดรั้งยั้งเท่าใดนัก บางคราคิดถึงวันคืนที่เคยอาศัยอยู่ ณ บ้านต้นไม้ จู่ๆเปลี่ยนเป็คิดถึงวันอันโหดร้ายที่บ้านอันแสนอบอุ่นต้องประสบเภทภัย จากนั้นคิดถึงหลวงพ่อฟู และอาจารย์ใหญ่นาคารชุน รู้สึกเศร้าโศกจนเหลือระงับ หวนคิดถึงอาปานไม่ทราบท่านไปที่แห่งหนใด หากแม้ท่านอยู่ใกล้ๆเื่คงไม่กลับกลายเช่นนี้แล้ว
หลงน้อยที่ปกติเ็า ในหลายวันนี้มีหลากเื่ประดังประเดสาดซัดเข้าหาราวระลอกคลื่น รู้สึกอัดอั้นตันใจจนร้องไห้โฮออกมาคล้ายเด็กน้อยผู้หนึ่ง สองมือยังยึดจับแขนสหายรักไว้แน่นเท่าชีวิต ไม่ทันรู้สึกตัวว่าลำธารสายใหญ่เส้นนั้นพาขอนไม้ที่พวกมันเกาะเกี่ยววาดเป็วงโค้งจากช้าไปสู่เร็ว ในที่สุดเข้ากับแม่น้ำใหญ่ไหลเชี่ยวสายหนึ่งที่ไหลจากทิศเหนือสู่ทิศใต้
อันที่จริงสำหรับผู้ฝึกฝนวิชายุทธ มีข้อควรระวังอันยิ่งยวดคือสภาพการณ์จิตใจอันสับสน คนทั่วไปแปรเปลี่ยนความสับสนเป็ความโกรธเคืองรันทด ย้ายสู่ความเคียดแค้นชิงชังหากแม้หาทางออกไม่ได้ อาจถึงขั้นวิปลาสสูญเสียความสามารถที่มีมา แต่หลงน้อยที่ในภาวะอันคับขันนี้บังเอิญอยู่ในสภาพอันอ่อนล้า ความคิดรันทดสะสมใดๆจึงไม่เกิดการต่อเติมแต่ง จิตใจอยู่ในห้วงระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ไม่มีภาวะอัตตากดดันไว้ ดังนั้นแทนที่จะกดเก็บความรันทดในใจเอาไว้ กลับะเิร่ำไห้แบบไร้อารมณ์แต่งเติม คล้ายกลับสู่สภาพธรรมชาติแต่ดั้งเดิมเปรียบประดุจเด็กทารกร่ำไห้หามารดา พอดีรอดพ้นจากภาวะคับขันทางอารมณ์ไป กลับกลายเป็ประโยชน์ต่อสมาธิจิตใจอีกส่วนหนึ่งต่างหาก
หลังร้องไห้โฮหนึ่งรอบใหญ่ หลงน้อยรู้สึกสมองมึนงงเป็กำลัง ในสภาพสองแขนยึดเกาะแขนของขอนไว้จึงหมดสติไปในลักษณะนี้ ไม่ทันพบว่ามีเงาร่างสายหนึ่งโฉบวูบอยู่บนฝั่ง
…
หลงน้อยรู้สึกถึงแรงกระทบกระแทกข้างลำตัว ต้องหยีตาตื่นขึ้นทีละน้อย ขณะนั้นเป็เวลาเลยเที่ยงวันไปเล็กน้อย หลงน้อยพอดีหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตก แสงอาทิตย์สาดส่องเข้าคลองจักษุ
เห็นเงาดำตะคุ่มอยู่เหนือศีรษะ กลับเป็คนผู้หนึ่งกำลังใช้ไม้ท่อนเล็กยาวอันหนึ่งเขี่ยกระทบสีข้าง ที่แท้เป็ไม้ท่อนนี้เองที่ทำให้หลงน้อยรู้สึกตัวขึ้นมา
คนผู้นั้นพูดว่า “นี่ตื่นสิ ตื่นสิ ในที่สุดเ้าก็ฟื้นแล้ว” ที่แท้เป็เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังใช้กิ่งไม้อันหนึ่งเขี่ยให้หลงน้อยรู้สึกตัว
หลงน้อยขยี้ตาด้วยมือทั้งสองข้างค่อยๆยันกายลุกขึ้น เห็นเด็กหญิงผู้นั้นได้ชัดเจนขึ้น เด็กหญิงนั้นอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีนางหนึ่ง ริมฝีปากบางใบหน้ารูปไข่ ผมสีดำขลับเป็เงาม้วนเกล้าไว้บนศรีษะ เปิดเผยลำคอระหงสีขาวละมุน ผิวพรรณผุดผาด ตากลมของนางวาววับและยังมีคิ้วเรียวโค้งอย่างสวยงามรับกับดวงตานั้นกำลังมองมายังหลงน้อยอย่างตื่นเต้นสงสัย
หลงน้อยมองนางแวบหนึ่งจากนั้นเหลียวมองสำรวจรอบกาย พบว่าตนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งสภาพภูมิประเทศเป็ป่าโปร่ง ไม่ทราบว่าตนอยู่แห่งหนใด หันไปมองหาขอนพบว่านอนอยู่ไม่ห่างไกลนัก จึงรีบลุกขึ้นผลุนผลันไปคุกเข่าข้างกายสหาย สำรวจดูเห็นมันมีลมหายใจแม้เบาบางแต่ยังมีอยู่รู้สึกคลายใจลง
เมื่อหลงน้อยหันไปดูด้านข้างเห็นเด็กหญิงนั้นยังคงยืนอยู่ที่ด้านข้างไม่ห่างไปนัก หลงน้อยเห็นเสื้อผ้าชุดยาวของนางเปียกชื้นจึงนึกขึ้นได้กล่าวว่า
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ”
กล่าวคำนี้แล้วมองดูนาง เห็นนางเบะปากเล็กน้อยราวกับไม่ใส่ใจ ลักษณะคล้ายเย่อหยิ่งอยู่บ้างรู้สึกเป็รสชาติประหลาดนัก ตนน้อยครั้งพูดคุยกับผู้อื่น ปกติชืดชาต่อคนรอบข้าง บัดนี้เอ่ยปากขอบคุณกลับถูกปฏิบัติอย่างชืดชากลับมา ยามกระทันหันไม่ทราบทำอย่างไรดี
เด็กหญิงนั้นร้องเฮอะออกมาคำหนึ่งกล่าวว่า
“หากขอบใจผู้คน ก็จงขอบใจเ้าตัวนั้นเถอะ เราย่อมไม่ลดตัวแตะต้องพวกเ้าที่สภาพราวกับขอทานหรอก”
หลงน้อยขมวดคิ้ว เห็นเสื้อผ้านางยังเปียกปอนอยู่ชัดๆ แต่คนกลับกล่าวเช่นนั้นจึงเหลียวมองดูตามมือชี้ของนางเห็นวานรขนสีน้ำตาลร่างกายสูงใหญ่เกือบถึงกลางหน้าอกของตนเสียอีก กำลังแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ถึงกับสะดุ้งเฮือก หลงน้อยเติบโตมาในดินแดนที่มีธรรมชาติอันหลากหลาย มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมาย แต่วานรขนาดตัวเกือบเท่าคนขนาดนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เมื่อเพ่งตาดูเห็นว่าลิงั์ตัวนั้นขนเปียกปอนลู่เรียบลำตัว คาดว่าเป็ความจริงอยู่หลายส่วน เมื่อมองดูเลยไป้า ตามกิ่งก้านต้นไม้ ยังมีลิงั์ที่ขนาดย่อมกว่าหลายตัวตามที่ต่างๆ
ยามกระทันหันยากเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์เป็อย่างไร ดังนั้นเลิกสนใจเื่อื่น ก้มลงดูขอนที่หายใจแ่เบาอยู่
หลงน้อยทดลองเขย่าตัวขอนเบาๆ เห็นมันหน้าซีดขาวอยู่บ้างรู้สึกเป็กังวลขึ้นมา
เสียงเด็กหญิงนั้นดังขึ้นด้านข้าง
“สหายเ้า คงไม่รอดแล้ว”
หลงน้อยหันเงยมองนางเห็นนางมองดูขอนด้วยสายตาไม่ยี่หระเบะปากออกความเห็น ทำให้รู้สึกไม่สบอารมณ์ แม้นางอาจเป็คนช่วยชีวิตพวกตนเอาไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรตนไม่เคยพบพานคนเช่นนี้มาก่อนที่ทั้งเย่อหยิ่งทั้งถือตน จึงไม่ตอบคำ
เหลียวมองดูรอบๆ เห็นที่ห่างออกไปเป็แผ่นหินแห้งกว้างขวาง ใหญ่พอรองรับผู้คนสองคน จึงอ้อมไปทางศีรษะขอนช้อนร่างท่อนบนขึ้นมา เด็กหญิงนั้นยังเดินตามมาร้องว่า
“เ้าตัวใหญ่นี่ สมควรได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สวมใส่ หาไม่แล้วความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจเสียชีวิตในเวลาไม่นานแน่นอน”
นางเดินแกว่าแขนไปมา ท่วงท่ายั่วยวนกวนอารมณ์ ขณะที่หลงน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงฉุดลากขอนไปยังแผ่นหินนั้นอย่างยากลำบาก
“แต่น่าเสียดายพวกเ้า ทั้งไม่มีสัมภาระ ทั้งไม่มีเสื้อผ้าแห้งสะอาดให้ผลัดเปลี่ยน” นางเดินวนไปรอบๆขณะกล่าว
หลงน้อยรู้สึกขุ่นเคืองแทบตายแต่หากให้ตอบโต้ผู้ใดในตอนนี้สู้เก็บแรงไว้ดีกว่า จึงแสร้งเป็ไม่ใส่ใจปล่อยให้นางกล่าวไปผู้เดียว
นางยังเดินตามมาจนถึงแท่นหินนั้น เห็นหลงน้อยสาละวนกับการตบตามลำตัวขอนเพื่อนวดเฟ้นเรียกสติกลับคืน นางยืนโน้มตัวลงมาข้างหน้าคล้ายกับพินิจพิจารณาดู หลงน้อยเหลือบตามองแวบหนึ่งแล้วนวดเฟ้นสหายต่อไป
เด็กหญิงนั้นกล่าวว่า “อันที่จริงข้าพอมีผ้าผืนแห้งอยู่ หากเ้าใช้มันเช็ดถูตัวสหายเ้า ทั้งยังใช้พันกายย่อมเป็การดีกว่า”
หลงน้อยทราบว่าคำนี้พอกล่าวออกมา ผู้พูดย่อมมีความประสงค์อื่น หากคิดช่วยเหลือก็ช่วยเหลือ ใยจึงต้องกล่าวโน่นนี่ให้มากความ จึงนิ่งเงียบไว้
เด็กหญิงปรากฏสีหน้าซุกซนขึ้นมากล่าวต่อว่า
“นอกจากข้าจะมีผ้าผืนแห้งแล้ว ยังมีวิชาแพทย์อยู่บ้าง วิชาที่ข้ามี ผู้คนในนครใหญ่ล้วนแต่ขอให้ได้ร่ำเรียนเพียงส่วนเสี้ยวยินยอมแลกสมบัติไร่นามหาศาล พวกที่เจ็บไข้ได้ป่วยขอเพียงได้พบอาจารย์ข้าถึงกับยินยอมข้ามภูผาหลายลูก บอกต่อเ้า สหายเ้าหากไม่ได้รับการรักษาถูกวิธีไม่เกินชั่วยามเ้าได้แต่ร้องคร่ำครวญต่อมันหน้าหลุมศพแล้ว”
หลงน้อยกัดฟันกรอด เห็นขอนที่หลับตานิ่งยิ่งมายิ่งขาวซีด ทราบว่านี่เป็สายใยความหวังเพียงหนึ่งเดียว สะกดใจสอบถามนาง “แม่นางน้อย ได้โปรดวานบอกต้องทำอย่างไร สหายข้าพเ้าจึงปลอดภัย”
เด็กหญิงหัวร่อออกมา ล้วงก้านไม้สีเขียวในอกเสื้อออกมา กล่าวว่า “นี่ง่ายดายยิ่งขอเพียงเ้าทุบก้านว่านจันทร์นิทราพยัคฆาฉายแสง ให้มันกลืนกินสักครู่ร่างกายย่อมอบอุ่นขึ้นมา แต่นี่ยังต้องอาศัยการดูแลให้เสื้อผ้าที่สวมใส่แห้งสะอาดเสียก่อนไม่เช่นนั้นมีประโยชน์ไม่มากนัก ผ้าผืนแห้งก็อยู่ในนี้เอง” นางยกชูห่อผ้าที่สะพายมาให้ดู
“ท่านสามารถประทานการช่วยเหลือให้ได้หรือไม่ พวกเราจะไม่ลืมพระคุณเลย” หลงน้อยสะกดใจถามทราบว่าเื่ราวไม่ง่ายดายขนาดนั้น หากนางคิดให้การช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งใดย่อมบอกกล่าวแต่แรกใยต้องให้คนเอ่ยปากถาม
เด็กหญิงนั้นยิ้มแย้มอย่างสมใจ “นี่ไม่ยากเย็นอะไร เพียงเ้าเรียกเราเป็ มารดาสักหลายคำ และอยู่รับใช้เราหนึ่งเดือน เท่านี้สหายเ้าย่อมปลอดภัย”
หลงน้อยสีหน้าเปลี่ยนเป็แดงก่ำด้วยโทสะ กระชากเสียงว่า “นี่จะได้อย่างไร ท่านออกจะบังคับข่มขู่ผู้คนจนเกินไปแล้ว”
เด็กหญิงนั้นยังยิ้มอย่างสมใจ เบ้ปากกล่าว
“เ้าไม่เรียกหาเรา ก็เป็สิทธิของเ้าเราก็เพียงจากไปไม่ยากเย็น”
นางกล่าวจบทำท่าจะหมุนตัวหันหลังจากไป
หลงน้อยกล่าวว่า “ย่อมไม่ยากเย็น หากว่าไม่ยากเย็นสำหรับข้าพเ้า ก็เพียง่ชิงจากท่านเท่านั้น”
กล่าวจบหลงน้อยรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีเหลืออยู่ดีดตัวขึ้นจากพื้น คว้าข้อแขนนางข้างซ้ายที่ถือแก่นว่านจันทร์นิทราพยัคฆาฉายแสงไว้ดึงมาข้างหลัง มืออีกข้างรวบจับมือขวาของนางดึงมาข้างหลัง
เด็กหญิงนั้นนางดีดตัวด้วยขาทั้งสองข้างเพื่อถอยชนหลงน้อย หลงน้อยคาดไว้ล่วงหน้าว่านางย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป สมควรมีวิชาฝีมือติดตัวจึงไม่ใไม่ประหลาดใจ ใช้เท้าข้างหนึ่งเตะสกัดขานางจากด้านหลังตรงข้อพับ เป็ผลให้นางทรุดตัวลง
หลงน้อยใช้มือขวาจับมือทั้งสองข้างของนางไว้ด้านหลัง มือซ้ายคว้าห่อผ้านางได้ผ้าผ่อนผืนหนึ่งจึงผูกมัดนางไว้ ขณะที่นางร้องด่าทอวุ่นวายอยู่ ทั้งยังใช้ผ้าผืนนั้นมัดขานางไว้ด้วย ดังนั้นจึงดึงรั้งร่างของนางโค้งไปด้านหลังเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอต่อการหยุดความเคลื่อนไหวของนางไว้ได้
เสียงลิงร้องแกวกกวากไปมาบนต้นไม้ใหญ่ พวกมันโยนตัวจากกิ่งโน้นไปกิ่งนี้อย่างวุ่นวาย หลงน้อยเงยหน้าดูคาดว่าพวกมันหากเป็สัตว์เลี้ยงของเด็กหญิง สักครู่ต้องเข้ามาจู่โจมทำร้ายตน ถึงตอนนี้รู้สึกเสียใจต่อพวกมันอยู่บ้าง หากแม้เป็ลิงั์นั่นและเด็กหญิงนี้ช่วยพวกตนไว้ เท่ากับทำผิดต่อผู้มีพระคุณ แต่ถึงอย่างไรหลงน้อยไม่อาจยินยอมร้องเรียกผู้ใดเป็มารดาได้อีก คำเรียกหามารดาของมันคือองค์หญิงจันทราผู้ล่วงลับ ผู้เดียวเท่านั้น
หลงน้อยกวาดตามองบนคาคบไม้ รอว่าลิงตัวใดจะลงมาก่อน แต่ทว่าไม่มีลิงตัวใดจู่โจมตน รวมทั้งลิงตัวใหญ่โตนั้นด้วย สักครู่พวกมันหยูดโยนตัวไปมากลับกลายเป็สงบนิ่งดูอยู่เฉยๆ หลงน้อยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง หรือที่แท้พวกมันไม่เกี่ยวข้องกับนาง
เด็กหญิงนั้นสิ้นฤทธิ์นอนเป็รูปคันธนูบนพื้นร้องด่าทอ “นี่เ้ายังนับเป็ลูกผู้ชายอีกหรือ รังแกกระทั่งผู้หญิง ทั้งยังเป็เด็กหญิงตัวคนเดียวด้วยซ้ำ”
หลงน้อยยิ้มอย่างยากลำบากกล่าวว่า “ข้าพเ้าก็ไม่ใช่ตัวดีแต่แรกอยู่แล้ว ได้แต่โทษท่านที่รู้จักบีบคั้นคนจนเกินไป รอสักครู่ให้เราช่วยเหลือสหายเราฟื้นขึ้น เราจะแก้มัดให้ท่าน”
กล่าวจบหมุนตัวกลับไปหาขอน รีบบดขยี้แก่นว่านในมือจนละเอียด คุกเข่าลงป้อนยาเข้าปากไปไม่ใส่ใจเสียงด่าทอของเด็กหญิงนั้นแต่อย่างใด พลางสองมือค้นหาลงในห่อผ้าได้ผ้าผืนหอมสะอาดมาผืนหนึ่ง เมื่อคลี่ออกดูดีแล้วว่ามิใช่อาภรณ์เป็เพียงผ้าเอนกประสงค์ จึงถอดเสื้อผ้าขอนออกที่ตรงนั้นเพื่อทำการเช็ดเนื้อตัวให้แห้ง
เด็กหญิงที่กำลังแผดเสียงด่าทอ ได้แต่หุบปากลงเนื่องจากในตำแหน่งที่ถูกมัดนั้นนางหันไปด้านแท่นหินที่ขอนนอนเปลือยกายอยู่ จึงหลับตาสนิทแน่นไม่กล้ามองดู
หลงน้อยรอสักครู่เห็นร่างกายขอนอุ่นขึ้น จากนั้นเย็นเฉียบลงอีกครั้ง รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงเหลียวหน้าหันไปมองเด็กหญิงนั้นเห็นนางกำลังมองยิ้มเยาะมา จึงฉุกใจว่าตนเสียรู้นางเสียแล้ว ดูท่าแก่นว่านนั้นมีบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือมิเช่นนั้นกรรมวิธีการใช้เป็นางบอกออกมาไม่หมด ได้แต่หันไปร้องถาม
“ท่าน คาดคิดเื่นี้เอาไว้แต่แรกแล้ว”
เด็กหญิงหัวร่อออกมา “ย่อมใช่แล้ว ต่อหน้าคนต่ำช้าเช่นเ้า เราจึงไม่บอกทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนี้ต่อให้เ้าปล่อยเรา หรือต่อให้เ้าสับเราเป็พันท่อน เรายังไม่บอกอะไรทั้งนั้น”
หลงน้อยกระชากเสียงว่า “ท่าน้าฆ่าคนผู้หนึ่ง พวกเราเป็คนแปลกหน้าที่ท่านไม่รู้จักมาก่อนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเ้าและสหายยังไม่เคยกระทำสิ่งใดให้ท่านเจ็บแค้น เหตุใดท่านจึง้าทำความเดือดร้อนให้พวกเราด้วย”
เด็กหญิงนั้นร้องเฮอะ กล่าวเย้ยหยัน “เราพอใจทำสิ่งใด เราย่อมทำสิ่งนั้น
หลงน้อยทะมึงตาดูนาง รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเป็กำลัง ไม่เคยประสบพบเด็กหญิงที่ใดจัดการได้ยากเช่นนี้มาก่อน อย่าว่าแต่หลงน้อยน้อยครั้งได้พบปะสตรี ยิ่งไม่อาจทำความเข้าใจความคิดอ่านของพวกนาง ได้แต่ขู่ว่า
“ข้าพเ้าไม่จำเป็ต้องสับท่านเป็พันท่อน ยิ่งไม่ทำร้ายท่าน ลองดูว่า หากข้าพเ้าเปลื้องผ้าท่านออกจนหมด ท่านจะยังยืนยันอยู่หรือไม่”
กล่าวจบย่างเข้าหานาง เด็กหญิงนั้นจะอย่างไรโตเป็สาวแรกรุ่นเต็มตัวแล้ว เห็นเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันย่างสามขุมเข้ามา เกิดอาการใกลัว นางร่ำร้องว่า
“เราจึงไม่บอก ต่อให้เ้าย่ำยีเรา เราก็ไม่บอก เราไม่ฆ่าตัวตายแต่เราจะตามเข่นฆ่าเ้าทั้งโคตร จากนั้นค่อยฆ่าตัวตาย เ้าไม่เชื่อก็ลองดู”
หลงน้อยนึกไม่ถึงว่า เด็กหญิงนางหนึ่งมีความคิดเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวขนาดนี้ หากแต่ไม่กลัวคำขู่ของนางหลงน้อยเองไม่มีผู้ใดในตระกูลหลงเหลืออีกอย่างมากได้แต่ฆ่าตนเอง อันที่จริงหลงน้อยไม่มีความคิดที่จะกระทำต่ำช้า เพียงแต่้าขู่นางเท่านั้น หลงน้อยทรุดตัวลง เอื้อมมือจับปกเสื้อนางทำท่าเหมือนจะกระชากออก เด็กหญิงนั้นหลับตาปี๋ร้องไห้น้ำตาหลั่งไหลเป็สายสะอื้นจนตัวโยน ยังไม่ทีท่าว่าจะยอมแพ้
หลงน้อยกุมปกเสื้อนางอยู่ทอดถอนใจออกมา กล่าวว่า “แล้วกันไปเถอะ ถือว่าพวกเราโชคร้าย ท่านคงเป็เ้ากรรมเก่าพวกเรา”
กล่าวจบหมุนตัวกลับไปหาขอน ดึงตัวขอนขึ้นมาจากพื้นทำท่าจะยกขึ้นแบก ได้ยินเด็กหญิงนั้นร่ำร้องออกมา
“แล้วเ้าจะไม่ปล่อยเราหรืออย่างไร เ้ามันตัวบัดซบ หากเราถูกสัตว์ป่ากัดกินเราตายเป็ผีจะตามล่าล้างแค้นเ้า”
หลงน้อยถอนใจอีกครา เด็กหญิงหน้าตาสวยงามผู้นี้ ช่างมีความสามารถในการด่าทอผู้คนยิ่งกว่าชาวบ้านธรรมดาเป็ไหนๆ เอื้อมมือไปที่ถุงผ้าของนาง ล้วงของขึ้นมาชิ้นหนึ่งเป็มีดสั้นเนื้อเรียบเป็ประกาย ที่ด้ามเป็ไม้แกะสลักเป็ตัวอักษรที่หลงน้อยอ่านไม่ออก อันที่จริงคำนั้นคือคำว่า ไฟ ในตัวอักษรขอมที่่ใช้กันแพร่หลายในถิ่นนั้น
หลงน้อยปักมีดนั้นลงบนพื้น เห็นมีดทิ่มแทงลงพื้นดินปนหินนั้นอย่างง่ายดาย ราวปักมีดผ่านหยวกกล้วย ฉุกใจคิดว่าเป็มีดไม่ธรรมดา เป็ของวิเศษประการหนึ่ง ไม่ทราบเด็กหญิงผู้นี้มีความเป็มาอย่างไร
หลงน้อยกล่าวกับนาง “ท่านยังพอคืบคลานมาได้ทีละน้อยกระมัง ไม่เกินธูปไหม้หมดหนึ่งดอกท่านก็สามารถปลดปล่อยตัวเองได้แล้ว”
หลงน้อยเห็นนางมองนิ่งมาไม่ตอบคำ ดูเงียบงันไป คาดว่าคงจะยอมรับกับสถานการณ์แล้ว จึงโน้มตัวลงแบกร่างขอนขึ้นบ่า ขอนเป็เด็กหนุ่มร่างกายใหญ่โตเดินวัยเดียวกัน สำหรับคนทั่วไปยังเป็เื่ลำบาก สำหรับหลงน้อยที่อ่อนแรงอยู่หลายส่วนยิ่งลำบากยากเย็นขึ้นอีก ได้แต่กัดฟันลากเท้าจากไป
ขณะที่ก้าวไปได้สามสี่ก้าว พลันได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กหญิงนั้นขึ้น จึงหันกลับไปดูโดยเร็ว
ปรากฏเสือโคร่งสีขาวตัวใหญ่ หลงน้อยเคยเห็นเสือโคร่งในป่ามาก่อนแม้ว่าจะปรากฏน้อยครั้งในภูมิประเทศบนูเาสูงอากาศหนาวเย็น แต่เสือโคร่งตัวนี้ยังใหญ่กว่าเสือโคร่งทั่วไปอีกครึ่งเท่า ก้าวย่างเชื่องช้าจากแนวป่า ตรงเข้าหาเด็กหญิงที่กำลังนอนกรึดร้องอยู่
หลงน้อยเดิมทีรู้สึกกังวลใจอยู่บ้างที่ทิ้งนางไว้ แต่ทราบว่าหากปล่อยให้นางเป็อิสระย่อมต้องตอแยตนไม่สิ้นสุด ได้แต่ทิ้งมีดเอาไว้ให้นางตัดพันธนาการเอง อีกอย่างนางเป็ผู้มีวิชายุทธดังนั้นคาดว่าไม่เป็อะไร แต่ขณะนี้สิ่งที่กังวลเป็ความจริงขึ้นมา หากนางถูกเสือใหญ่กัดกินต่อจากนี้ทุกค่ำคืนคงฝันร้ายถึงนางเรื่อยไป ต่อให้นางไม่เป็ผีมาหลอกตนตนยังต้องถูกความฝันหลอกหลอนไม่สิ้นสุด
หลงน้อยรีบวางร่างขอนลงอย่างระมัดระวัง จากนั้นเดินก้าวย่างไปอย่างช้าๆ ไม่้าสร้างความตื่นตัวให้กับสัตว์ร้าย คำนวณว่าหากมันโถมเข้าจู่โจมในทันทีตนจะใช้หมัดกระแทกที่ปลายจมูกก่อน สัตว์ร้ายพวกนี้มีจุดอ่อนที่จมูก ั์ตา อุ้งเท้า หลงน้อยเดินพลางปากร้องว่า “ท่านเงียบก่อนอย่าได้ส่งเสียงเอะอะไป หากมันตื่นตัวขึ้นมาจู่โจมท่านได้”
เด็กหญิงผู้นั้นเหมือนรับฟังและปฏิบัติตามที่หลงน้อยบอกอย่างว่าง่าย หลงน้อยเห็นเด็กหญิงนั้นหุบปากสนิททำตามอย่างว่าง่ายรู้สึกเบาใจขึ้นมา
หลงน้อยเห็นสัตว์ร้ายไม่เร่งฝีเท้ายังคงก้าวมาอย่างระมัดระวังรู้สึกใจชื้นขึ้น ในขณะที่ตนก้าวมาถึงมีดสั้นเล่มนั้นก่อนแล้ว จึงดึงมีดจากพื้นขึ้นมา แล้วค่อยๆสืบเร่งฝีก้าวไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกตต่อสัตว์ั์นั้น
เสือโคร่งขาวั์ย่างก้าวเข้ามาในระยะอีกสองก้าวะโ เข้าสู่ระยะคุกคามร้ายแรง เป็จังหวะเวลาเดียวกับหลงน้อยหยุดยืนอยู่ด้านข้างเด็กหญิงนั้น เด็กหญิงนอนหันหลังให้กับขอน หันหน้าเข้าหาสัตว์ร้ายตัวใหญ่นั้น หลงรู้สึกได้ว่าตัวของเด็กหญิงสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
หลงน้อยจ้องมองศีรษะอันใหญ่โตของเสือโคร่งขาวเห็นเขี้ยววาววับที่ใหญ่เป็พิเศษนั้นยื่นออกจากปากใหญ่โตของมันทั้งสองข้าง ั์ตาที่ราวกับดูดกระชากิญญาผู้คนในอึดใจ นี่อาจเป็ภาพในฝันร้ายของผู้คนแต่จนใจที่ปรากฏขึ้นจริงตรงหน้านี้
ชั่วขณะที่คับขันนั้นในที่สุดในใจหลงน้อยกลับราบเรียบปราศจากความหวาดหวั่น ประเมินว่าในสภาพที่เรี่ยวแรงของตนมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปกติเและไม่สามารถใช้ความเร็วที่เป็จุดเด่นของตนได้ หากต้องต่อกรกับสัตว์ใหญ่และแข็งแรงเช่นนี้มีแต่เสียเปรียบ หลบน้อยจ้องมองแววตาที่สยบขวัญผู้คนนั้นอย่างเรียบเฉย ตัดสินใจในฉับพลันตนต้องปลดปล่อยคนก่อน แม้ว่าการนั้นทำให้มันต้องย่อกายลงและอยู่ในสภาพเสียเปรียบจนอาจถึงอันตรายถึงขีวิตได้ทุกเมื่อ แต่ไม่ว่าอย่างไรไม่สามารถปล่อยให้เด็กหญิงนี้ตกเป็เหยื่อได้ อย่างน้อยหากถูกจู่โจมนางย่อมสามารถหลบหนีได้ทัน
หลงน้อยย่อกายลง สายตาจับจ้องประสานตาของเสือโคร่งขาวนั้น ปากกล่าวว่า “หากเป็ไปได้ ข้าพเ้าจะหยุดมันไว้ให้นานที่สุด รบกวนท่านนำพาสหายเราไป” สองมือไคว่ขว้าข้อมือของนาง หลงน้อยกล่าวคำว่า “ไปได้เพียงใดก็เพียงนั้น”
หลงน้อยตั้งใจจะกล่าวว่า “หากคับขันให้ทอดทิ้งคนไว้ เอาชีวิตรอดให้จงได้” แต่คำสะดุดหยุดยั้งเพียงเท่านั้น สองมือจับคว้าอากาศธาตุในตำแหน่งที่คาดว่าข้อมือนางอยู่ที่นั้น รู้สึกประหลาดใจเต็มที่ไม่สามารถหยุดสายตาตนเองได้ทั้งที่ทราบว่าคับขันไม่อาจละสายตาจากสัตว์ร้ายแต่ที่สุดไม่อาจหักห้ามใจในเสี้ยวเวลานั้นเหลือบสายตาลงมอง เห็นที่ที่ควรมีข้อมือนางอยู่บัดนี้เหลือเพียงผ้าผืนนั้นกองที่พื้นดิน สองแขนและต้นคอชาวูบหมดสิ้นสติไป
หลงน้อยลืมตาขึ้นช้าช้า นับว่าวันนี้เพียงวันเดียวถึงกับหมดสติและฟื้นคืนสติขึ้นมาสองครั้งสองครา นับว่าไม่เคยประสบมาก่อน หลงน้อยสะบัดศีรษะอย่างมึนงงกระพริบตาถี่ ยังไม่รู้สึกดีขึ้นเท่าใด สองแขนยังชาด้านอยู่จนรู้สึกใไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วยังมีสองแขนอยู่หรือไม่ รีบกลอกตาดูแขนทั้งสองข้างพบว่ายังคงมีแขนอยู่ครบค่อยคลายใจง เพียงยังกังวลอยู่ว่าไม่ทราบนี่เป็อาการชั่วคราวหรือเป็อย่างนี้ไปอย่างถาวร
หลงน้อยทบทวนดูว่าตนเองสิ้นสติไปได้อย่างไร สรุปได้เพียงว่าเป็ฝีมือแม่นางน้อยนั้น
ดังนั้นรีบหันมองไปโดยรอบ ที่ด้านซ้ายมือเป็ขอนที่นอนอยู่และบนก้อนหินที่ไม่ห่างไกลนัก นั่งไว้ด้วยเด็กหญิงนั้น ยังมีเสือโคร่งขาวตัวนั้นนอนเหยียดที่แทบเท้านางปล่อยให้นางใช้มือข้างหนึ่งเกาศีรษะตาหรี่ปรือ ที่รอบข้างมีลิงั์นั่งอยู่ไม่ห่างพร้อมเหล่าบริวารอีกสี่ตัว
ในฝ่ามือของนางยังปรากฏมีดสั้นวิเศษ ซึ่งนางใช้มือกลิ้งควงมีดนั้นไปมาอย่างชำนิชำนาญ ดูไปคล้ายนางพญาผู้เลอโฉมในป่าใหญ่แวดล้อมด้วยสัตว์ป่าที่เป็สมุนคู่ใจ หากเป็ในเวลาอื่นเหตุการณ์ที่แตกต่างนี่ย่อมเป็ภาพอันงดงามดังในความฝัน แต่ในความจริงตรงหน้าของหลงน้อยสตรีผู้นี้ช่างกลิ้งกลอกยิ่งนัก
ก่อนอื่นแสร้งเป็ให้การช่วยเหลือจากนั้นข่มขู่ ทั้งยังแสร้งเป็พ่ายแพ้จากนั้นหลอกลวงคนต่างๆนาๆสุดท้ายกระแทกทำร้ายตนจนสลบไป หลงน้อยสุดที่จะทราบว่านางมีจิตเจตนาใดๆ แต่ในใจรวบรวมคำแช่งชักมอบให้กับนางอยู่ เด็กหญิงนางนั้นมองตรงมายังที่ตนรอยยิ้มนั้นหวานหยดย้อยปานประหนึ่งน้ำผึ้งป่า สุดท้ายนางจรดเท้าขาวผ่องข้างหนึ่งลงพื้นค่อยๆเดินเยื้องย่างเข้ามา หลงน้อยได้แต่มองทุกย่างก้าวของนางอย่างระแวดระวัง
หลงน้อยสำรวจตัวเองพบว่าแขนสองข้างของตนถูกดึงรั้งไปข้างหลัง ตนเองที่แท้อยู่ในท่าคุกเข่าสองมือถูกดึงรั้งไว้ข้างหลังแผ่นหลังััหินเย็นเฉียบก้อนหนึ่ง อีกทั้งสองเท้าถูกผูกมัดรั้งไว้ คาดว่ารั้งไว้ด้วยกันกับข้อมือด้วยเชือกหรือผ้าผืนหนึ่ง เป็ลักษณะเดียวกันกับที่ตนผูกมัดนางไว้ก่อนหน้านี้ เรียกว่าดาบนั้นคืนสนองโดยแท้ ผิดกันแต่นางจับตนมัดในลักษณะนั่งเท่านั้น
เด็กหญิงส่งยิ้มละไมย่างเยื้องมาจนใกล้หลงน้อย หลงน้อยสบตานางด้วยความรู้สึกเคียดขึ้งจากนั้นหลบตาลงมองลงต่ำไม่กล่าวอันใด เด็กหญิงนั้นกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “เ้าตัวเลวร้าย ทราบหรือไม่ว่า ผ้าสไบผืนนั้นเรารักมากเพียงใด เ้ากลับนำมาใช้มัดตรึงเราไว้ ทั้งยังจัดให้เราคืบคลานไปเพื่อใช้มีดไฟโลกันต์ตัดผ้าแสนรักเราทิ้ง ทราบหรือไม่ว่าเราสมควรจัดการกับเ้าเยี่ยงไรจึงจะสมใจ”
หลงน้อยเหลือบตามองนาง เพิ่งทราบว่าที่แท้มีดสั้นนั้นก็มีชื่อเสียงเรียงนาม สำหรับคนถิ่นเขาห้าลูกอย่างหลงน้อยนี่นับเป็เื่แปลกใหม่ที่มีผู้คนตั้งฉายาให้กับมีดเล่มหนึ่งอย่างน้อยก็ไ่ม่เคยได้ยินผู้ใดเรียกชื่ออาวุธประจำกาย
หลงน้อยเห็นสีหน้านางเปลี่ยนจากชดช้อยนุ่มนวลเป็เย้ยหยันผู้คนอีกครารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก อารมร์ของนางช่างสามารถแปรเปลี่ยนกลับไปมาได้อย่างน่าฉงน หวนนึกถึงผู้คนกล่าวว่าจิตใจอิสตรียากแท้หยั่งถึง คงเป็เช่นนี้กระมัง หาทราบไม่ว่าสตรีทั่วไปไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ทุกผู้ทุกคน
หลงน้อยมองนางเพียงแวบเดียว แล้วละสายตาจากนางแค่นเสียงอย่างเ็าไม่ตอบคำ
เด็กหญิงนั้นทอดถอนใจกล่าวเสียงอ้อยอิ่ง
“เ้าไม่ห่วงกังวลความปลอดภัยของตนยังพอทำเนา แต่ไม่ห่วงความปลอดภัยของสหายอย่างนั้นหรือ ดูไปเ้าไม่คล้ายคนผู้ทอดทิ้งสหายได้นี่นะ อย่าว่าแต่ผู้ที่อาจนับได้ว่าเป็คนแปลกหน้าอย่างเรายังย้อนกลับมาช่วยเหลือ”
หลงน้อยในที่สุดไม่อาจสะกดกลั้นวาจา เมื่อคำนึงถึงว่าขอนยัง้าความช่วยเหลืออยู่
“แม่นางน้อย หากข้าพเ้ามีที่ใดผิดพลาดต่อท่าน ขอท่านกระทำการต่อข้าพเ้าได้เต็มที่จะเชือดเฉือนเนื้อหนังข้าพเ้าอย่างไรข้าพเ้าแม้เคียดแค้นท่านยังสัญญาต่อท่านไม่เป็ภูติผีหลอนหลอก เพียงวิงวอนท่านสหายข้าผู้นี้ไม่เคยทำผิดคิดร้ายต่อท่านทั้งมันยังเป็คนดี ขอให้ท่านช่วยชีวิตมันไว้ด้วยเถิด”
เด็กหญิงนั้นหัวร่อจนตัวโยน รู้สึกคนผู้นี้ประหลาดยิ่ง เคียดแค้นผู้คนยังบอกออกมาตรงตรง ทั้งยังสัญญาไม่เป็ปีศาจมาหลอกหลอน กล่าวว่า “น่าขำ เราจึงไม่กังวลว่าเ้าจะเป็ปีศาจมาติดตามเรา บอกต่อเ้าอาจารย์เรานอกจากเป็ยอดวิชาแพทย์แล้ว คาถาอาคมขับไล่ภูติผีปีศาจยังเป็หนึ่งในปฐี ยังต้องกลัวเ้าอีกหรือ”
นางเดินวนไปรอบๆ หลงน้อยสีหน้าสนุกสนาน แต่ทว่าหลงน้อยถูกรั้งมัดร่างกายไว้จึงไม่ทันพบเห็นสีหน้าอันซุกซนของนาง ได้รับทราบแต่เสียงนางที่เยือกเย็นนัก ได้ยินนางกล่าวต่อ “ตัวเ้าเองเลวร้ายยิ่ง ดีที่ยังไม่ต่ำช้า มิฉะนั้นหากเ้าคิดหยามเกียรติเราจริงๆ ป่านนี้เราฟันข้อแขนเ้าขาดไปแล้ว ได้แต่เป็คนพิการแล้ว”
หลงน้อยได้ฟังหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ หวนคิดถึงตนคาดว่านางไร้หนทางต่อสู้ขณะสนทนากับนางก้มลงกลั่นแกล้งนาง เปิดเผยช่องโหว่เต็มที่ สำหรับบุคคลที่สามารถลงมือต่อผู้คนไร้สุ้มเสียงเช่นนาง นับว่ากล่าวโอ้อวดแต่ยังไม่เกินความจริง
เด็กหญิงเดินวนมาข้างหน้าหลงน้อย ก้มตัวลงไปมองหน้าหลงน้อย นางเบ้ปากนั้นกล่าวต่อ “ตัวเ้ายังเลวร้ายเพียงนี้ ผู้ใดสามารถคบหาเป็สหายย่อมมิใช่ตัวดีแต่อย่างใด”
หลงน้อยขบกรามกรอดเมื่อเห็นสีหน้าของนางสายตาของนาง แต่ยังรีบกล่าว “ข้าพเ้าส่วนข้าพเ้า มันส่วนมัน พวกเราแม้เป็สหายแต่ไม่เหมือนกัน ท่านไม่อาจวัดผู้คนจากเพื่อนพ้อง”
เด็กหญิงนั้นหัวร่ออีกครา รู้สึกคนผู้นี้ปากหนักพูดน้อย ยามจำเป็ต้องพูดยังยืดเยื้อถึงเพียงนี้ “เ้าไม่ต้องพูดแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกัน เห็นแก่เ้าที่เป็ตัวเลวร้ายแต่ยังไม่ต่ำช้าเกินไปนัก หากเ้ารับปากติดตามรับใช้เราหนึ่งเดือนลงใต้ไป เราจะช่วยชีวิตสหายเ้าไว้”
หลงน้อยทบทวนดูว่าเงื่อนไขของนางผ่อนคลายลง หากไม่ต้องกล่าวยกเด็กหญิงอายุอานามไล่เลี่ยกับตนเป็มารดา หากต้องรับใช้หนึ่งเดือนไม่มีที่ใดลำบากยากเย็น อย่าว่าแต่ตนเคยรับใช้ในวัดมาก่อน อีกทั้งนางกล่าวว่านาวกำลังเดินทางลงสู่ใต้นั่นย่อมดีสำหรับตน หากนางบังคับให้ย้อนกลับขึ้นเหนืออย่างนั้นย่อมยุ่งยากลำบากแล้ว แต่ยังรู้สึกคลางแคลงใจอยู่สอบถามนางว่า “เพียงรับใช้ท่าน แล้วถ้าหากข้าพเ้าบิดพลิ้วเล่า”
เด็กหญิงนั้นเดินมาหยุดยืนตรงหน้า ดังนั้นเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้มอย่างหยาดเยิ้ม “เราจึงไม่กลัวเ้าบิดพลิ้ว ทราบหรือไม่ต่อให้เ้าทั้งสองสมบูรณ์ดี เรายังสามารถเอาชนะพวกเ้าได้อยู่ดี อย่าว่าแต่เ้าเป็ตัวเลวร้ายแต่ยังไม่ต่ำช้า หากรับปากผู้คนแล้วคงไม่คืนคำกระมัง”
หลงน้อยรู้สึกคันในหัวใจ คำด่าตัวเลวร้ายแต่ยังไม่ต่ำช้า คล้ายรุนแรงคล้ายไม่รุนแรงอยู่ในที ตัดสินใจกล่าวว่า “แต่หากท่านสั่งให้เรากระทำเื่อันชั่วร้ายอันใด เช่น เข่นฆ่าผู้คนให้ท่านเล่า”
เด็กหญิงนั้นเปลี่ยนเป็สีหน้าดุดัน กระชากเสียง “เรายังต้องให้เ้าฆ่าผู้คนอีกหรือ ใช้เ้าฆ่าคน เราฆ่าเองยังมิหมดจดกว่า เ้าจะรับปากเราหรือไม่รับปาก ช่วยเหลือคนเร่งด่วน หากยังพิรี้พิไรสหายเ้าพิการไปคนผิดล้วนเป็เ้า และเราไม่มีวันช่วยเหลือเปล่าๆ หากเ้าไม่รับปากถึงอย่างไรเราก็ไม่ช่วยคน หรือเ้าอยากจะทดลองดูก็ได้”
หลงน้อยกลั้นใจคราหนึ่ง พยักหน้าตอบตกลง “ก็ได้ ข้าพเ้ารับปาก”
ครั้นแล้วเงยหน้ามองนาง เห็นนางมองลงมาสายตาใบหน้าเรียบเฉย จึงทราบดีว่านาง้าให้ตนกล่าวโดยละเอียด จึงกล่าวว่า
“ท่านเรียกว่าอะไร”
เด็กหญิงนั้นร้องเอ๊ะ ขมวดคิ้วคราวหนึ่ง หลงน้อยเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
“หากท่านไม่บอกชื่อ ข้าพเ้าจะกล่าวโดยละเอียดได้อย่างไร”
นางหัวร่อคิกออกมา ท่วงท่าน่าดู อิสตรีแรกรุ่นกระทำแล้วน่าดูน่าชมอย่างไร นางยิ่งน่าดูกว่าอิสตรีเ่าั้หลายร้อยหลายพันเท่า เพียงแต่ในสายตาหลงน้อยมิได้จำแนกความงดงามของนาง ทั้งยังไม่ใส่ใจกิริยาอาการของนาง เพียงครุ่นคิดว่านางจะมาไม้ไหนกันแน่ นางกล่าวตอบว่า
“ข้าชื่อ วี จดจำไว้ให้ดี”
หลงน้อยพยักหน้ากล่าวจริงจัง “ ข้าพเ้าขอสาบานว่า นับจากนี้หนึ่งเดือนขอเป็ข้าทาสแม่นางน้อยวีนางให้กระทำสิ่งใดข้าพเ้ากระทำสิ่งนั้นไม่ปริปากบ่น ขอเพียงไม่ผิดทำนองคลองธรรม ไม่ว่าเื่ใดยินดีปฏิบัติตาม”
เด็กหญิงนามว่า วี ตบมืออย่างถูกใจ นางคราวนี้ดูไปคล้ายเด็กน้อยได้ของเล่นถูกใจอันหนึ่ง หลงน้อยจึงร่ำร้องว่า
“ท่านยังไม่รีบช่วยเหลือสหายข้า”
เด็กหญิงวีหมุนตัวกลับมา เห็นระบายชายเสื้อพลิ้วติดตามสวยงาม หลงน้อยที่ความคิดคลายความระวังป้องกันเพิ่งสังเกตว่า เด็กหญิงผู้นี้ ไม่ว่าเคลื่อนไหวเยื้องย่างอย่างไร ล้วนสวยงามสมบูรณ์พร้อมยากหาที่ติ สอดรับกับความงามตามธรรมชาติที่นางมี เพียงแต่หลงน้อยไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวใดๆกับความงามของนาง ในมุมมองของมันกลับผูกโยงการเคลื่อนไหวของนางกับเื่อื่นในใจ
เด็กหญิงวีหัวร่อคิกคัก กล่าวว่า “สหายเ้านั้นหรือ เราช่วยไว้แต่แรกแล้ว เ้าสลบไสลไปครึ่งชั่วยามแล้ว หากรอเ้าฟื้นคืนค่อยทำการช่วยเหลือ อย่างนั้นไม่จำเป็ต้องกระทำแล้ว” นางกล่าวไปหัวร่อไปจนจบจากนั้นหันมามองหลงน้อยสีหน้าเย็นเยียบ “แต่อย่าได้เข้าใจผิดไป ชีวิตเราให้ได้ย่อมพรากได้เช่นกัน หากเ้าเมื่อสักครู่ไม่รับปากเราเพียงไม่ให้ยาต่อเนื่อง สุดท้ายหากมันไม่ตายย่อมต้องพิการให้เ้าดูแลไปชั่วชีวิต”
หลงน้อยรับฟังจนมึนงงที่แท้เด็กหญิงนางนี้ทำตัวคุ้มดีคุ้มร้ายหลอกล่อให้หลงน้อยยอมรับปากเป็ข้ารับใช้ แต่อันที่จริงนางได้ทำการช่วยเหลือขอนในชั้นต้นไปเสร็จสิ้นแล้ว นับว่าได้ประสบการณ์พบเจอบุคคลที่กลอกกลิ้งที่สุดในชีวิต หลงน้อยตกลงใจว่าต่อจากนี้ไปแม้เด็กหญิงนางนี้จะมิได้เป็บุคคลอันชั่วร้ายแต่หากมิให้ระแวดระวังนางคงไม่มีทางเป็เช่นนั้น
นางกล่าวจบตวัดมือข้างที่มีมีดคราหนึ่ง หลงน้อยไม่ทันเห็นถนัดชัดตาว่านางทำอย่างไร สิ่งที่พันธนาการตนไว้ขาดร่วงลง คลายจากการจับยึดทั้งสองข้อมือและสองข้อเท้า หลงน้อยเป็อิสระแล้วจึงยืดกายขึ้นต่อหน้านางแต่สองแขนยังห้อยแนบลำตัวอยู่ หลงน้อยยืนเหยียดตัวตรงแล้วกล่าวว่า “น่าเสียดายที่ข้าพเ้าแม้เป็ข้าทาสของท่าน กลับเป็เพียงข้าทาสพิการแขนทั้งสองข้าง”
เด็กหญิงวีหัวเราะคิกคัก กล่าวว่า “เ้าเพียงต้องมนตราของเราเท่านั้นรอสักครู่ความรู้สึกของเ้าจะกลับมา”
หลงน้อยลองสำรวจความรู้สึกตัวเองกำมือคราหนึ่ง แม้ไม่รู้สึกสมบูรณ์นัก แต่ยังสามารถบังคับให้ฝ่ามืองุ้มงอเป็กำหมัดได้ค่อยคลายใจลง
เด็กหญิงวีร้องเอ๊ะคำหนึ่ง หลงน้อยถามว่า “มีอะไรหรือ”
นางรีบส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่มีอันใด เ้าไปสำรวจดูเพื่อนตัวใหญ่ของเ้าเถอะ”
หลงน้อยไม่ถามไถ่มากความตรงเข้าไปหาสหายที่นอนแผ่อยู่ที่เดิมด้วยความเป็ห่วง ยกมือซ้ายขึ้นรู้สึกลำบากเล็กน้อยจนเมื่อสำรวจดูชีพจรหัวใจพบว่าเป็ปกติดีในตอนนั้นความรู้สึกััจึงกลับมาสมบูรณ์
หลงน้อยแหงนเงยมองดูนางเป็เชิงถามไถ่ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป เห็นเด็กหญิงวีทำสีหน้าประหลาดวูบหนึ่ง นางกล่าวว่า “เ้าตามเรามา เราต้องไปต่อยังทิศใต้ จะกล่าวไปเรามัวแต่เสียเวลาวุ่นวายอยู่กับพวกเ้านานเกินไปแล้ว เวลาเรามีไม่มากนัก”
หลงน้อยพยักหน้ารับสำหรับตนเมื่อรับปากแล้วย่อมต้องปฏิบัติตาม รีบดึงแขนขอนขึ้นมาข้างหนึ่งจนจับร่างอันใหญ่โตกว่าตัวเองเกือบสองเท่าขึ้นแบกบ่า ดีที่หลงน้อยแม้รูปร่างไม่กำยำาแต่สูงเกือบไล่เลี่ยกับขอน จึงไม่ทุลักทุเลมากนัก รีบสาวเท้าตามไปแต่ไม่ว่าอย่างไรยังด้วยน้ำหนักที่ต้องแบก ทั้งความเหนื่อยล้าที่ได้รับติดต่อมาหลายชั่วยาวนี้ยังต้องล้าหลังแม่นางน้อยอีกไกล นางเหลียวมามองดูอย่างรำคาญใจ สุดท้ายนางโบกมือคราหนึ่ง หลงน้อยพลันรู้สึกเบาวูบขึ้นมาร่างของขอนเลื่อนหลุดจากมือไป รู้สึกตื่นตระหนกนัก เมื่อเหลียวไปดู เห็นลิงั์กำลัง
แบกร่างของขอนอยู่ ดูไปไม่ลำบากยากเย็นราวกับกำลังแบกลำกล้วยก็ไม่ปาน หลงน้อยแลบลิ้นคราหนึ่งในใจครุ่นคิดว่า หากเมื่อครู่ลงไม้ลงมือต่อนางซึ่งคงยากมีชัยอยู่ แต่แม้หากได้ชัยขึ้นมาลำพังลิงั์ตัวนี้ยังสามารถจับตนโยนเล่นเป็ลูกข่างได้ทุกเมื่อ นับว่าเป็แม่นางน้อยที่ยากต่อกรอย่างแท้จริง
ทั้งหมดจึงเดินทางลงใต้ไปในลักษณะนี้
เด็กหญิงวีเดินนำหน้าขบวน นางสวมใส่ชุดขาวสะอาด แต่ทว่าเดินป่าได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด ผิดกับหลงน้อยที่เดินยากลำบากอยู่ตลอดเวลา รู้สึกอยากล้มตัวลงนอนเหลือกำลัง แต่เมื่อรับปากติดตามนางแล้วไหนเลยคืนคำได้ ฝืนเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ
เด็กหญิงวีเดินนำไปจิตใจกลับขุ่นมัว ไม่ทราบมีที่ใดน่าขุ่นข้องใจ จึงนึกทบทวนดูด้วยนิสัยอันปกติที่ถูกปลูกฝังแม้ว่างเมื่อใดเป็ต้องทบทวนระลึกถึงความคิดตนเป็ประจำ จึงได้คิดว่านางปกติอยู่ลำพังตัวคนเดียว มีอาจารย์ที่เปรียบเสมือนบิดาคอยดูแล แม้ไม่มีผู้คนมากมายแต่ไม่ว่าคราใดประสบพบพานผู้คน ล้วนมีผู้ให้เกียรติ
เด็กหญิงวีเติบโตในที่ห่างไกลผู้คน แต่ทว่าด้วยรูปโฉมของนางที่งดงามั้แ่ยังหัดเดิน ทำให้ผู้คนทั้งในแดนไกลโจษขานกันเป็ที่เลื่องลือราวกับเื่ของสตรีที่มีรูปโฉมเพียงพอล่มเมืองที่เล่ากันปากต่อปาก จนเป็คล้ายเื่เล่าอันกึ่งจริงกึ่งลี้ลับในแดนห่างไกลผู้คน ดังนั้นั้แ่เล็กจนเติบใหญ่ผู้เยี่ยมเยียนยังสถานที่พำนักของนางมีแต่ผู้คนกล่าวยกย่องชมเชยนางต่างๆนาๆ หากเป็ผู้ใหญ่ยังให้ความเอ็นดู ส่วนชายหนุ่มหรือเด็กวัยเดียวกันล้วนให้ความสำคัญและอยากใกล้ชิดสนิทสนม ครั้นเมื่อมาพบพานเด็กน้อยผิวคล้ำจนดำผู้นี้มันมิเพียงไม่แสดงความสนใจถึงกับมีสายตาว่างเปล่าต่อนาง เื่นี้นับว่าเป็รสชาติสุดจะทานทน สะกิดให้นางกระทำเื่ที่ไม่เคยกระทำต่อผู้ใด ถึงกับกลั่นแกล้งมันจนทุลักทุเล หากบอกว่านางสมใจแล้วก็ยังไม่ใช่ไม่สมใจก็ยังไม่ใช่เป็ความรู้สึกคันที่หัวใจแต่ยากเกานัก
เด็กหญิงวีเหลียวมองดูหลงน้อยคราหนึ่งเห็นมันเหงื่อไหลจนท่วมตัว ใบหน้าอิดโรยทรุดโทรม ใจแม้อยากโอนอ่อนให้ผ่อนลง แต่อีกด้านปรารถนายังรั้งให้ทรมานมันต่อไป เมื่อคนไม่เอ่ยปากขอร้อง นางก็อยากดูให้ถึงที่สุดว่าเด็กน้อยนี้จะไปต่อได้อีกสักเพียงไหน คิดดังนั้นจึงเดินหน้าต่อไปไม่หยุดยั้งบางคราวเดินนำไปถึงสี่ห้าสิบก้าวต้องหยุดยืนรออยู่ครู่ใหญ่
เด็กหญิงวีมิใช่แต่จะกลั่นแกล้งพวกหลงน้อยไปด้วยอารมณ์อย่างเดียว แต่ทว่าแฝงด้วยการดำเนินการบนหลักของเหตุและผล นางมีภารกิจบางประการจึงเดินทางลงจากเขา แต่ทว่านางจำเป็ต้องมีคนช่วยเหลือในภารกิจนั้น เด็กหนุ่มสองคนนี้เป็ผู้คนแรกที่นางพบพานอีกทั้งนางยังมีสายตาแหลมคม มองออกว่าเด็กหนุ่มทั้งสองหาใช่คนสามัญทั่วไปไม่ แม้มีสภาพเหมือนขอทานแต่หลงน้อยมีแววตาหนักแน่นไม่เลื่อนลอย แช่อยู่ในน้ำเป็เวลานานยังไม่มีอาการสั่นสะท้านจึงสมควรเป็คนมีฝีมือ เมื่อสักครู่นางทดลองต่างๆนาๆ เพื่อหยั่งเชิง หลงน้อยใช้ฝีมือชิงสยบนางด้วยการคว้าจับกระทำการลื่นไหลไม่ติดขัดนับเป็ฝีมืออันหมดจดยากหาคนรุ่นเดียวกันเปรียบได้เป็ที่สอง น่าเสียดายที่ต่อให้หลงน้อยสมบูรณ์กว่านี้ยังไม่อาจเทียบติดฝีมือนางที่ถูกประสิทธิ์ประสาทวิชาจากอาจารย์ผู้เรืองฤทธิ์ นางยังหยั่งวัดจิตใจด้วยการบีบให้หลงน้อยกระทำการให้นางอับอายแต่สุดท้ายมันไม่กระทำ ทั้งยังเปิดโอกาสให้หลงน้อยพบเห็นมีดสั้นวิเศษของนาง มีดสั้นอัคคีสังหารเป็หนึ่งในสี่อาวุธเทวะที่ผู้คนมากมายยินยอมแลกด้วยแว่นแคว้น หลงน้อยเองแม้มันไม่ทราบแต่เมื่อมันััใช้ออกย่อมรับรู้ความพิเศษพิศดารของตัวมีดสั้น แต่ในสายตาเด็กหนุ่มผิวคล้ำจนดำผู้นี้ไม่มีแวบแววของความอยากแม้แต่น้อย สุดท้ายยังกลับมาช่วยเหลือนางถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม หากวัดตามพฤติกรรมแล้วไม่นับเป็วิญญูชนแต่ยังมากด้วยคุณธรรมที่หาได้ยากนัก นางจึงเรียกหามันเป็ตัวเลวร้ายทีไม่ต่ำช้า เป็คนที่นางสามารถใช้งานได้ นางยังดูออกว่าคนผู้นี้หากบังคับขู่เข็ญมันมันคงยอมตายไม่ยอมโอนอ่อน แต่หากยกอ้างสหายมันอย่างนั้นมันล้วนแต่ปฏิบัติตาม อีกทั้งคนเช่นนี้ยังถือคำสัญญาสาบานเป็สำคัญนางจึงไม่กล้วมันบิดพลิ้ว กล่าวอย่างยืดยาวทั้งหมดนี้เป็สภาวะไตร่ตรองชั่วแวบเดียวของเด็กหญิงวี เมื่อยามพบเห็นหลงน้อยครั้งแรกเท่านั้น แผนการณ์ทุกขั้นตอนปรากฏขึ้นในความคิดอย่างเป็ระบบระเบียบ
เด็กหญิงวีเดินนำอยู่อีกหนึ่งชั่วยามจึงหยุดเท้าที่เนินเขาแห่งหนึ่ง นางทรุดตัวนั่งลงที่โคนต้นไม้ หลงน้อยตามมาเงียบๆ เห็นนางนั่งลงจึงนั่งลงชัดสมาธิอยู่ห่างๆ ไม่กล่าวอะไร หลงน้อยมองหาที่เหมาะทรุดตัวลง วานรั์เหมือนรู้และเข้าใจก้มวางขอนลงนอนข้างหลงน้อยที่นั่งคุกเข่ารออย่างแ่เบา หลงน้อยรีบนำผ้าที่ใช้เช็ตตัวขอนก่อนหน้านี้รองไว้ตรงศีรษะ เห็นสหายหายใจสม่ำเสมอไม่ตื่นขึ้นมาดูไปคล้ายคนหลับลึกเท่านั้นยิ่งรู้สึกใจชื้นขึ้น
เด็กหญิงวีหันมากล่าวว่า “เ้าไปหาของมาให้เราเป็อาหารเย็น ทั้งจัดหาน้ำสะอาดมาให้พร้อม”
หลงน้อยขยับจะลุกขึ้น รู้สึกร่างกายแปลบปลาบเหมือนมีเข็มทิ่มแทงแสดงว่าร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ยังกัดฟันฝืนลุกขึ้นมา
เด็กหญิงวีชำเลืองดูเห็นดังนั้นจึงโบกมือไปมา ร้องว่า
“ช่างเถอะ เ้าเอาสิ่งนี้ไปฝนบดหินแล้วกลืนกินทั้งหมด”
นางล้วงไปในห่อผ้าของนางแล้วยื่นมือกำออก หลงน้อยแบมือยื่นออกไปรับไว้ไม่กล่าวอะไร หมุนตัวไปอีกทางมองหาอุปกรณ์
เด็กหญิงวีหรี่ตามอง นางกระแซะว่า
“เ้าไม่กลัวเราวางยาเ้าอีกรึ”
หลงน้อยตอบคำสายตายังเหลือบแลก้อนหินรอบกาย
“ข้าพเ้าจึงไม่กลัว ท่านเสียเวลามากมายเพื่อใช้งานข้าพเ้า ย่อมไม่้าคนง่อยเปลี้ยเสียขาคนหนึ่งแล้ว”
กล่าวจบหยิบฉวยหินก้อนแบนราบอันหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้งาน
นางแบะปากนิดหนึ่ง คิดจะกล่าวกระไรต่อ แต่เปลี่ยนใจเสียแล้วหันไปหาวานรั์ ร้องสั่งว่า
“เ้าตาล ไปนำอาหารและน้ำมา” วานรั์พยักหน้าหงึกๆแบบรู้ความ ร้องว้ากๆกับเหล่าสมุนจากนั้นะโวูบหนึ่งลอยตัวขึ้นต้นไม้ไป เพียงสองสามคราหายลับไปในหมู่ไม้ติดตามด้วยบริวารทั้งหลาย
หลงน้อยมองตามไปจนพวกมันลับหายครุ่นคิดว่าเหล่าวานรนี้ยังรวดเร็วปราดเปรียวยิ่งกว่าวานรใหญ่ขอนที่นอนสลบไสลอยู่ที่นี้หลายเท่านัก
เสือโคร่งขาวอ้าปากหาวคราหนึ่ง เดินบิดตัวหายไปในพงไพรบ้าง
หลงน้อยฝนยาสมุนไพรจนละเอียดแล้วอ้าปากกลืนลงไป รู้สึกภายในลำคอหวานน้อยๆ จากนั้นค่อยรู้สึกร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง หันไปกล่าวต่อเด็กหญิงวี
“ขอบคุณท่าน”
เด็กหญิงวีเพียงเหลือบสายตามองมันวูบหนึ่งไม่กล่าวกระไร นั่งหลับตาลงในท่าขัดสมาธิ
หลงน้อยทั้งที่เจตนาจะอยู่เฝ้าดูขอนเอาไว้ แต่ทว่านั่งอยู่ครู่หนึ่งคนกลับม่อยหลับลงไป
หลงน้อยตื่นขึ้นมาอีกคราในเวลาสนธยาที่ด้านข้างไม่มีร่างของขอนอยู่ที่นั่นจึงรีบมองหา รอบข้างมืดดำเว้นไว้แต่แสงสว่างจากกองไฟที่ห่างออกไป ที่ริมกองไฟนั่งไว้ด้วยเด็กหญิงวี เสื้อผ้าสีขาวของนางเห็นเด่นชัดในความมืด ที่ตรงข้ามของนางนอนไว้ด้วยขอนซึ่งยังนอนไม่ได้สติอยู่เช่นเดิม
หลงน้อยเหยียดกายลุกขึ้น เดินตรงไปยังกองไฟ รอบข้างกองไฟยังนั่งไว้ด้วยวานรั์และเสือโคร่งขาวนอนขดอยู่ เสือโคร่งขาวเลิกคิ้วมองดูหลงน้อยที่เดินเข้ามาเล็กน้อยก่อนหลับตาเช่นเดิม หลงน้อยฉุกคิดว่าที่แท้ผู้อยู่เวรยามที่แท้จริงคือเสือโคร่งนี้ ดูไปคล้ายมันนอนหลับอย่างเกียจคร้านทว่ากลับตื่นตัวได้ตลอดเวลา แม้ว่าหลับอยู่ก็ตาม
วานรั์กลับคล้ายไม่รู้สึกตัวนั่งหลับอยู่ไม่ไหวติง หลงน้อยค่อยๆทรุดตัวลงนั่งข้างกองไฟ เห็นกองกล้วยและผลไม้ป่าวางอยู่ รู้สึกหิวขึ้นมาเต็มที่หวนคิดดูจากเมื่อวานเย็นจนกระทั่งยามค่ำคืนของอีกวันตนยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง ขณะจะเอื้อมมือหยิบฉวยผลไม้ขึ้นกัดกิน เหลียวมองดูขอนที่ข้างๆ ไม่ทราบผู้ใดเคลื่อนย้ายขอนมายังข้างกองไฟนี้ คาดว่าเป็วานรั์นี้แล้ว ขณะกำลังครุ่นคิดว่าจะป้อนอาหารให้สหายอย่างไรดี เด็กหญิงวีกล่าวว่า
“เ้าไม่ต้องกังวลเื่อาหารของเ้าตัวใหญ่เพื่อนเ้า เมื่อทานยาของข้าแล้ว เมื่อถึงเวลาย่อมตื่นขึ้นมาเอง หากเ้าวุ่นวายให้อาหารโน่นนี่ เกิดผิดสำแดงล้วนไม่อาจโทษว่าข้า”
หลงน้อยเหลียวไปมองดูนาง เห็นนางยังหลับตาขัดสมาธิอยู่เช่นเดิม คาดว่าขณะกล่าววาจาแม้กระทั่งตายังไม่เหลือบลืมแล หวนคิดถึงเื่หนึ่งที่ดูไปไม่เกี่ยวข้องกันคือ ก่อนหลวงพ่อฟูและท่านนาคารชุนละสังขารล้วนสั่งให้ตนนั่งสมาธิให้ได้วันละครึ่งชั่วยามนี่ผ่านมาเกือบสองวันแล้วยังไม่ได้สงบจิตนั่งสมาธิสักครั้งรู้สึกละอายใจที่รับปากไว้ แต่ครุ่นคิดว่าตนมิได้มีเวลาแม้หยุดพักผ่อนหายใจสักชั่วขณะ หากโทษผู้ใดแล้วคงต้องเป็กอเข่อหัวหน้าโจรห้าร้อยนั่น รวมทั้งเด็กหญิงวีผู้นี้ที่ก่อกวนจนโลกแทบถล่มทะลาย คิดพลางหยิบฉวยกล้วยขึ้นมากินเสียหลายผลจนหมดหวี จึงเริ่มรู้สึกดีขึ้น อาหารที่ตกถึงท้องเป็ครั้งแรกนับั้แ่จากวัดมา
หลงน้อยลูบท้องเบาๆ เห็นว่าสมควรปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาสักคราจึงเก็บขาเข้าในท่าขัดสมาธิเช่นกัน