บทที่ 130 ถูกตาต้องใจ
ใบหน้าของสตรีที่งดงามและดูสูงส่งยิ่งกว่าชาวบ้านทั่วไปปรากฏขึ้นในสายตาขององค์รัชทายาทรวมถึงคนอื่นๆ แน่นอนว่าขนาดผู้นำหมู่บ้านยังชื่นชมความงามเช่นนี้ไม่มีเบื่อ กระนั้นก็ไม่มีใครในหมู่บ้านคิดมารบกวนนาง เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าความต่างชั้นกันระหว่างตนเองและคุณหนูผู้นี้เป็นอย่างไร
หากทำให้นางกลายเป็นภรรยาของชาวบ้านเช่นพวกเขา อย่างนั้นก็คงจะเสียเปล่าแล้ว ขนาดผู้นำหมู่บ้านที่มีบุตรชายก็ยังไม่กล้าแนะนำคนของตนเองให้เข้าไปสานสัมพันธ์ด้วยซ้ำ
เดิมทีคุณหนูผู้นี้ก็ต้องการเดินทางไปยังเมืองหลวงอยู่แล้ว นางกล่าวว่าตนเองมีคนรู้จักอยู่ที่เมืองหลวง ส่วนที่ยังไม่เดินทางจากไปนี้ก็เพื่อที่จะรอขบวนพ่อค้าซึ่งเคยตกลงการซื้อขายสมุนไพรเอาไว้ก่อนแล้วก็เท่านั้น
ราวกับว่าหัวสมองของเขาถูกทุบให้มึนงง องค์รัชทายาทไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกแม้เพียงก้าวเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะสตรีตรงหน้าเอ่ยทักทายขึ้นมาก่อน เชื่อเถอะว่าเขาก็คงยังจ้องใบหน้านั้นราวกับไร้สติต่อไป
ทั้งๆที่เป็นองค์รัชทายาทผู้เจอสาวงามมามากมาย แต่ท่าทางที่น่าหลงใหลของ “ผู้วิเศษ” ตรงหน้านั้นไม่สามารถทำให้เขาละสายตาได้เลย
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน?” คนตัวเล็กละมือจากการใช้พลังของตนเองกับสมุนไพรตรงหน้า ออร่าสีเขียวที่ทำให้นางดูเหมือนเทพธิดาจากป่าเขาจึงหายไปด้วย
“ท่านผู้วิเศษ ทางนี้คือองค์รัชทายาทของอาณาจักรเซินของพวกเรา พระองค์เดินทางผ่านมาเพื่อที่จะไปช่วยเหลือชาวบ้านในหุบเขาฝั่งตรงข้ามกับแม่น้ำ” ผู้นำหมู่บ้านรีบแนะนำ
หากเป็นคนปกติ คงจะต้องรีบคุกเข่าทำความเคารพแล้ว อย่างไรบุคคลตรงหน้าก็ถือเป็นสายเลือดมังกร ทว่า...ผู้วิเศษที่งดงามผู้นั้นกลับเมินเฉย นางเพียงพยักหน้ารับและมองดูเขาอย่างเสียมารยาทเท่านั้น
“เจอองค์รัชทายาทสมควรต้องทำความเคารพตามธรรมเนียมเสียก่อน เจ้าเป็นสตรีจากต่างเมืองคงจะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัตินัก” จางหลิวอี้ขมวดคิ้ว เห็นคนตรงหน้าเจอองค์รัชทายาทไม่คุกเข่าหรือก้มหมอบกราบ นางจึงอดที่จะตำหนิไม่ได้
“ไม่เป็นไร ข้ามาที่นี่เพื่องานราชการ ไม่ได้มาในฐานะองค์รัชทายาท” คนที่มีตำแหน่งกลับไม่สนใจ เขาโบกมือให้กับจางหลิวอี้เพื่อหยุดพูด
เขายังมองไปยังดรุณีน้อยที่งดงามและน่าดึงดูดใจผู้นั้น ในใจนึกชื่นชมในความแปลกใหม่ของนาง เขาไม่เคยเจอสตรีที่เมินเฉยต่อตนเองแม้ว่าจะได้ยินว่าเป็นองค์รัชทายาทมาก่อน หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับเจอกับความท้าทายบางอย่าง
เขาเบื่อสตรีที่วิ่งไล่ตามตนเองราวกับแมลงเหล่านั้นนานแล้ว แม้ว่าคุณหนูจางหลิวอี้จะดูดีที่สุดในบรรดาสตรีทั้งหมดในเมืองหลวง ด้วยฐานะตระกูลของนาง หรือจะเป็นลักษณะท่าทางที่รู้ความของนางเองก็ตาม ทว่า...องค์รัชทายาทกลับรู้สึกว่าเพียงเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ
เหมือนกับที่แม่ทัพใหญ่ได้เจอคู่ใจของตนเอง เขาก็รู้สึกว่าการได้มองคุณชายหลี่นั้นสบายใจกว่าที่จะมองเหล่าคุณหนูทั้งหลายในเมืองหลวงมาก แต่เขาไม่คิดจะเป็นศัตรูกับแม่ทัพใหญ่ ทั้งยังไม่คิดจะขัดราชโองการให้มีผลร้าย จึงพยายามอยู่ให้ห่างจากอีกฝ่ายแล้วเลือกรับประโยชน์จากการสนับสนุนของแม่ทัพใหญ่แทน
เพียงแต่...เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะได้เจอกับคนที่น่าดึงดูดใจมากไม่ต่างกันเช่นนี้ แม้จะไม่เหมือนหลี่ชิงหมินที่เรียบง่ายและให้ความสบายใจมากเวลาได้มอง กระนั้นสตรีตรงหน้าก็ยังให้ความดึงดูดใจที่ร้อนแรงยิ่งกว่า สามารถทำให้เขาอยากจะเข้าใกล้และครอบครองได้ง่ายๆเลย
“เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ?” คนสูงศักดิ์เอ่ยถาม
“เอ่อ ข้า...ไม่ค่อยรู้คำที่จะพูดกับเชื้อพระวงศ์ ดังนั้น...”
“ข้าเข้าใจ เจ้าพูดธรรมดากับข้าเถอะ” คนกล่าวอย่างใจกว้าง
“แต่ว่าองค์ชายเพคะ...”
“ไม่เป็นไรคุณหนูจาง ข้าไม่ถือสา”
“.....เพคะ” องค์รัชทายาทถอนหายใจออกมา แม้ว่าในชีวิตของเขาจะอยู่กับกฎระเบียบมาตลอดและเคยชินกับมัน ทว่าเมื่อได้ยินคนอื่นพูดกับตนเองเหมือนสหายผู้หนึ่งนี้ เขากลับมีความสุขขึ้นมาเสียอย่างนั้น
นางช่าง...แตกต่างจริงๆ
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้น...ข้ามีชื่อว่า “ซือซือ” เจ้าค่ะ”
“ซือซือหรือ? แล้วนามสกุล...”
“ข้าตัดขาดญาติพี่น้อง แยกบ้านออกมาแล้วย่อมไม่เหลือนามสกุลให้ใช้” หญิงสาวส่ายหน้า ราวกับว่าคำที่นางพูดออกมานั้นเป็นเรื่องทั่วไป
“เจ้า....ช่างน่าสงสารนัก” แต่สำหรับผู้คนในเมืองหลวง การถูกขับออกจากตระกูลจะเป็นเรื่องเล็กได้อย่างไร สำหรับพวกเขาแล้ว รายชื่อถูกคัดออกไม่เท่ากับเป็นการฆ่ากันให้ตายหรอกหรือ?
ทั้งทำลายเกียรติ ทั้งไม่ยอมให้พึ่งพิง มีสตรีหลายคนที่ทำความผิดมากมายและถูกตัดออกจากตระกูล พวกนางย่อมไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว แต่กับแม่นางซือซือผู้นี้...นางช่างเข้มแข็งยิ่งนัก แม้แต่การพูดถึงการขัดขาดจากตระกูลตนเองก็ยังพูดออกมาด้วยความสบายใจได้
“ข้าน่าสงสารหรือ? ไม่ถูกต้องแล้ว ถ้าข้าอยู่กับพวกเขาต่างหากจึงจะน่าสงสาร” นางยักไหล่เหยียดยิ้ม ท่าทางเย่อหยิ่งและมั่นใจนั้นทำให้องค์รัชทายาทนึกหัวเราะออกมา
“เช่นนั้นข้าคงพูดผิดไป ข้าต้องบอกว่าเจ้าเข้มแข็งมาก มากกว่าใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าย่อมรับคำชมนี้ไว้”
“ฮ่าๆ เจ้ามันน่าสนใจยิ่งนัก” คนสูงศักดิ์หัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาได้หัวเราะออกมาจากหัวใจก็ครั้งนี้
ซือซือเองก็เผยรอยยิ้มออกมา ทั้งสองคนมองตากัน ซึ่งเต็มไปด้วยความดึงดูดที่มีต่อกันอย่างแรงกล้า รอยยิ้มของหญิงสาวยิ่งลึกล้ำมากขึ้นไปกว่าเดิมเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน...จางหลิวอี้ก็รู้สึกได้ถึงตำแหน่งที่สั่นคลอนของตน
“องค์รัชทายาทเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ ยังต้องไปดูเรื่องการจัดเตรียมเสบียงเพิ่มเติมก่อน...” จางหลิวอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
นางไม่ได้ถูกใจองค์รัชทายาทตั้งแต่แรก ดังนั้นสายตาที่มองเขาจึงไม่เหมือนกับที่ซือซือมอง จางหลิวอี้รู้ว่าสตรีตรงหน้าจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตแน่ แต่...กับสตรีชาวบ้านผู้หนึ่งที่ไม่มีกระทั่งนามสกุลเป็นของตนเอง นางย่อมรู้ว่าองค์รัชทายาทไม่โง่เขลาขนาดที่จะยกอีกฝ่ายมาเทียบตนได้
แทนที่จะอยู่ต่อสู้เพื่อทำให้ตนเองดูด้อยค่า จางหลิวอี้เลือกที่จะเมินเฉย ทำตัวราวกับฮองเฮามารดาของแผ่นดินที่อยู่เหนือความริษยาทั้งปวง
เพื่อที่จะกลายเป็นคนสูงศักดิ์เช่นนั้น หลิวอี้ย่อมต้องคิดถึงการรับมือกับภรรยามากมายขององค์รัชทายาทเอาไว้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ทัพใหญ่น่ากลัวเกินไป นางย่อมเลือกจวนสกุลหวงนั้นมากกว่า น่าเสียดายที่เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยความตาย นางไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปยุ่งด้วย
องค์รัชทายาทชะงักเล็กน้อย เขาให้คุณหนูจางมาร่วมขบวนด้วยก็เพื่อที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของตนเองและนางพัฒนามากขึ้น เขารู้ว่าในฐานะคุณหนูจางแล้ว นางสามารถเลือกเข้าฝั่งองค์ชายคนไหนก็ได้ หรือจะเข้าร่วมกับตระกูลขุนนางอื่นๆก็ยังทำให้มีความสุขได้ ไหนเลยจะต้องวิ่งไล่ตามเขา
กลับเป็นเขาเสียมากกว่าที่ต้องการอำนาจตระกูลจางเพื่อผลักดันให้ตนเองมีฐานะที่มั่นคงมากขึ้น หากเขาไม่มีตระกูลพระชายาที่แข็งแกร่ง อย่างนั้นคงจะต้องถูกรังแกกันง่ายๆในระหว่างว่าราชการ...
“คุณหนูจาง เช่นนั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
“เพคะ? พระองค์ไม่สนทนากับผู้วิเศษก่อนหรือเจ้าคะ?” จางหลิวอี้สวนกลับ สายตาของนางเหลือบมองหญิงสาวชาวบ้านที่กำลังหวังสูงชั่วขณะก่อนจะหันกลับมามององค์รัชทายาท ทำราวกับว่าแม่นางซือซือผู้นั้นไม่มีค่าให้นางต้องใส่ใจ
มือเล็กๆของซือซือกำแน่น สตรีตรงหน้าของนางย่อมเป็นปัญหาแน่ เดิมทีแล้วซือซือตั้งใจจะไปเมืองหลวงเพื่อตามหาคุณชายหลี่ หลังจากที่นางผ่านทุกข์ยากลำเค็ญมานักต่อนักแล้ว นางก็คิดถึงเขาเป็นคนแรก
เมื่อก่อนนางยึดมั่นใจศักดิ์ศรีของตนเอง อยากจะต่อสู้และเปลี่ยนชีวิตของตนด้วยพลังทั้งหมดที่มี อย่างไรก็ตาม...ความโหดร้ายที่แท้จริงในอาณาจักรเซินไม่ได้มีแค่ครอบครัวขนาดเล็กของนางเท่านั้น
หากเป็นเรื่องสมาชิกในครอบครัวเหล่านั้น นางจัดการได้ราวกับการจัดการมดปลวก ทว่า...เมื่อถึงคราวที่ต้องเจอกับอำนาจ ตัวนางที่ไม่มีที่พึ่งพานั้นอันตรายมาก จะถูกจับเป็นทาสเป็นข้ารับใช้เมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น ต่อให้มีเงินทองมากมาย...กลับจะทำให้เจอความยากลำบากมากกว่าเดิม
เงินอยู่ในมือ ก็ไร้อำนาจที่จะปกป้อง...
ทว่า เมื่อนางได้ยินตัวตนขององค์รัชทายาท ทั้งยังดูงามสง่ากว่าคุณชายหลี่ที่บอบบางและอ้อนแอ้น สายตาของพระองค์ยังคงมองดูนางด้วยความหลงใหล แตกต่างกับสายตาของคุณชายหลี่ที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนที่พึงใจต่อกัน นางย่อมมองเห็นโอกาสที่ดีกว่าเดิม
เทียบกับตระกูลขุนนางระดับต่ำ นางมีสิทธิเป็นถึงมารดาของแผ่นดิน เมื่อกลายเป็นสตรีที่อยู่เหนือผู้คนทั้งหมด นางยังต้องเกรงกลัวในอำนาจอีกหรือ!
“องค์รัชทายาท ท่านมีเรื่องจะคุยกับข้าหรือเจ้าคะ”
ซือซือไม่รอให้องค์รัชทายาทตอบกลับสตรีผู้นั้น ในเมื่อนางอ้างว่าตนเองไร้ความรู้และมารยาทเหมือนชาวเมืองหลวง เช่นนั้นนางจะเสียมารยาทสักหน่อยก็ไม่แปลกใช่ไหม?
คำถามของนางทำให้องค์รัชทายาทอึกอัก ใจของเขายังอยากพูดคุยกับแม่นางซือซือต่อ ทั้งอยากรู้ว่าความสามารถของนางเป็นเช่นไรกันแน่ ถึงกับถูกเรียกว่าผู้วิเศษในหมู่บ้าน และมีพ่อค้าตั้งใจจะมาหานางถึงที่หลังจากบ้านเมืองสงบ นางไม่ควรจะมีความสามารถในการเพาะปลูกสมุนไพรธรรมดาๆใช่ไหม?
นอกจากนี้ เขาก็ยังมีความสุขที่จะได้คุยกับนางด้วย สตรีที่น่าสนใจเช่นนี้ ถ้าไม่ได้มาครอบครอง เขาจะต้องเสียใจไปทั้งชีวิตแน่ ความรู้สึกของเขาบอกเอาไว้เช่นนั้น..
แต่...เขาจะละทิ้งจางหลิวอี้ได้อย่างไร
“หากท่านยังมีธุระที่ต้องเร่งไปดำเนินการ เช่นนั้นท่านค่อยมาพบข้าวันพรุ่งนี้ก็ได้เจ้าค่ะ อย่างไรข้าก็พักอยู่ที่นี่ตลอด หากไม่อยู่ในแปลงเพาะปลูกสมุนไพร ก็อยู่ในแปลงเพาะปลูกพืชผักหลังเรือนของข้า...”
โชคดีที่แม่นางซือซือมอบทางออกให้กับเขา องค์รัชทายาทมองหน้าของหญิงสาวอีกครั้ง รู้สึกขอบคุณที่นางมีน้ำใจต่อตนเอง หากได้นางมาอยู่ในวังหลังของเขา...คงจะไม่สร้างปัญหาให้เขาต้องวุ่นวายใจเป็นแน่
น้ำหนักในใจขององค์รัชทายาทต่อซือซือนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก เขาพยักหน้ารับแล้วหันไปหาจางหลิวอี้
“ข้าจะไปช่วยคุณหนูจางจัดเตรียมเสบียงก่อน มาเถอะ” เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ จางหลิวอี้ก็ก้มหน้าเล็กน้อย มือเล็กๆของนางที่ซ่อนอยู่ในเสื้อ เล็บจิกเข้าฝ่ามือของตนเองจนเป็นรอยห้อเลือด
ดูเหมือนว่านางจะเจอศัตรูที่คู่ควรแก่การต่อสู้เสียแล้ว หลังจากนี้...หากนางไม่ควบคุมให้ดี นังสตรีที่เหมือนงูพิษตนนี้อาจจะแว้งมากัดเอาก็ได้
ตอนนี้ตำแหน่งพระชายายังคงอยู่ในมือของนางเพราะองค์รัชทายาทต้องการคนสนับสนุน แต่เมื่อไรที่ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิ....จะแต่งตั้งนางขึ้นเป็นตำแหน่งสูงด้วยความดีความชอบอะไรสักอย่างทำไมจะไม่ได้เล่า!
ดังนั้น...นางมีเวลาอีกเล็กน้อยก่อนที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดินี ต้องทำลายสตรีผู้นี้ให้สิ้นซาก
สองสตรีมีความคิดที่เหมือนกัน ต่างคนต่างเตรียมวิธีการของตนเอง หลังจากนี้คงต้องดูว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำก่อนกันก็เท่านั้น....
…………………………………