ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่ดึงแขนบุตรสาวที่ยังคงยืนงงอยู่“ยังจะยืนงงอยู่อีกทำไม รีบกลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้!ตั้งแต่นี้ไปเจ้าต้องอยู่บ้านปักผ้าเตรียมแต่งงาน ไม่ต้องออกไปไหนอีกแล้ว!”
“ท่านพ่อ...ท่านพ่อ... ข้าไม่ได้... ข้าไม่ใช่… ไอ๊หยา!” ฉู่ชีซีพยายามจะอธิบายด้วยความร้อนรนแต่ก็ถูกพ่อของนางลากตัวออกไปไกลแล้ว
ฟางซิ่นยืนอยู่ท่ามกลางสายลมเย็นเป็นเวลานานจนต้องตัวสั่นเพราะความหนาวเขามองไปที่ไหเหล้าที่ตกอยู่บนพื้นพร้อมกับยิ้มแห้งๆ นี่เขาแค่ดื่มไปครึ่งไหทำไมจู่ๆ ต้องแต่งงานเสียแล้ว ลองคิดดูว่าถ้าวันหน้าต้องแต่งงานกับฉู่ชีซีด้วยนิสัยแบบนั้นบ้านคงไม่พ้นต้องวุ่นวายทุกวันแน่แต่...ความวุ่นวายก็คงดีกว่าความเงียบเหงากระมัง…
การเริ่มต้นปีต้องเริ่มที่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องเริ่มที่ฤดูใบไม้ร่วงแต่ถ้าจะพูดถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในรอบปี ก็คงไม่พ้นวันตรุษจีน
แม้ว่าจะต้องออกศึกอยู่ไกลบ้านแต่ในกองทัพนับแสนนาย เหล่าทหารทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะได้ฉลองปีใหม่ กินอาหารดีๆดื่มเหล้าสักสองสามจอก และพักผ่อนสักสองสามวัน หลังจากเหนื่อยมาทั้งปีก็ถือว่าเป็นการให้รางวัลตนเองด้วย
เจ้าเมืองฉยงโจวเป็นคนสกุลหลิวเขาเป็นคนวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วน เป็นขุนนางมาหลายปีและในตระกูลก็เป็นขุนนางมาถึงสามรุ่น เขาย่อมต้องเป็นคนที่มีสายตาแหลมคมเขาได้ส่งเนื้อแช่แข็ง ธัญพืช และสิ่งของต่างๆ มามากมายตั้งแต่เนิ่นๆ
เมื่อฝ่ายโรงครัวส่งคนมาสอบถามว่าจะจัดรายการอาหารค่ำในคืนส่งท้ายปีเก่าอย่างไรติงเหว่ยเพิ่งทำเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวกับเนื้อแกะเสร็จซึ่งรสชาติอร่อยและถูกปากทุกคนไม่เพียงแต่จะทำให้สองท่านผู้อาวุโสดื่มเหล้าเพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อยแม้แต่อันเกอเอ๋อร์เองก็ยังกินไปถึงสองสามชิ้นจนพุงน้อยๆ ของเขากลมโตขึ้นมา
พอได้ยินทหารองครักษ์เข้ามาแจ้งข่าวให้ฟังกงจื้อหมิงจึงหยุดตะเกียบลง สายตาเผลอมองไปที่จานเกี๊ยวอย่างไม่รู้ตัวติงเหว่ยที่อยู่กับเขามาสองปีและรู้ใจกันดี เห็นดังนั้นเข้าจึงยิ้มแล้วพูดว่า“เกี๊ยวนี้เรียกว่า 'เจียวจื่อ' ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนผ่านระหว่างสิ้นปีเก่ากับต้นปีใหม่ในคืนส่งท้ายปีเก่ามักจะมีเกี๊ยวนี้เป็นอาหารอยู่เสมอๆถ้าอย่างนั้นเราก็ทำเกี๊ยวนี้เลี้ยงทุกคนดีไหม? แม้ว่าจะทำยากสักหน่อยแต่กองทัพเราเพิ่งจะทำศึกไปเพียงครั้งเดียว ค่ายพยาบาลก็ไม่ค่อยมีงานให้ทำกองทหารหญิงส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างว่าง พอรวมกับแรงจากคนในโรงครัวแล้วภายในสองวันก็สามารถเตรียมงานได้เสร็จสิ้น”
“เจ้าอย่าได้หักโหมเกินไปปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเถอะ” กงจื้อหมิงดูอารมณ์ดีขึ้นสายตาแข็งกร้าวก็อ่อนโยนลงทันที
“ตกลงถึงข้าอยากจะช่วยแต่ก็ทำไม่ไหวอยู่แล้ว อย่างมากก็คงทำได้แค่คอยแนะนำจะได้ไม่ต้องอยู่เฉยๆ ให้เบื่อ” ติงเหว่ยยกตะเกียบขึ้นคีบเกี๊ยวใส่จานให้เขาจากนั้นจึงสั่งให้อวิ๋นอิ่งไปเชิญหัวหน้าหน่วยของกองทหารหญิงกับหัวหน้าห้องครัวมาพบ
หลังจากเก็บโต๊ะอาหารแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนหัวหน้าจากกองทหารหญิงกับหัวหน้าห้องครัวที่เป็นชายชราผอมแห้งก็มาถึง
ติงเหว่ยให้อวิ๋นหยานำไส้เกี๊ยวกับแป้งที่เหลือมาแล้วก็ไม่พูดอะไรมาก เพียงเรียกให้ทุกคนมาหัดทำเกี๊ยวกับนางสตรีจากกองทหารหญิงแต่ละคนล้วนมีฝีมือการใส่ไส้ลงในแป้งและบีบเป็นจีบเกี๊ยวก็ทำได้อย่างง่ายดายภายในเวลาไม่นานทุกคนก็หัดทำเกี๊ยวได้สำเร็จ ส่วนชายชราที่เป็นหัวหน้าห้องครัวก็ไม่ยอมน้อยหน้าแม้จะไม่พูดอะไรแต่ฝีมือก็ถือว่าไม่เลวเลย
เกี๊ยวจำนวนหลายสิบชิ้นก็ถูกทำเสร็จอย่างรวดเร็วอวิ๋นอิ่งนำเกี๊ยวลงต้มในหม้อทองแดงบนเตาไฟแล้วยกมาให้ทุกคนชิม
ชายชราที่เป็นหัวหน้าห้องครัวยังคงรู้สึกเกร็งไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังคิดอะไรอยู่ เลยไม่กล้าทำอะไรเกินเลยแม้แต่การกินเกี๊ยวยังไม่กล้าหยิบแต่บรรดาหัวหน้าหน่วยของกองทหารหญิงที่คุ้นเคยกับติงเหว่ยอยู่แล้วแม้จะรู้ว่านางเป็นว่าที่ภรรยาของท่านแม่ทัพ แต่เมื่อเห็นว่านางยังคงสวมชุดคลุมเก่าๆและมีท่าทางเป็นกันเอง ก็อดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายลงและหยิบเกี๊ยวขึ้นมากินทันที
ชายชราที่เป็นหัวหน้าห้องครัวแอบดูอยู่ครู่หนึ่งเห็นว่าเกี๊ยวเริ่มหมดแล้ว เขาจึงรวบรวมความกล้ากินไปหนึ่งชิ้นผลปรากฏว่าดวงตาแก่ๆ ของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเขาอดไม่ได้ที่จะประทับใจในรสชาติในกองทัพมีข่าวลือมากมายว่าแม่นางท่านนี้มีฝีมือทำอาหารที่ยอดเยี่ยมเหล่าแม่ทัพทั้งหลายต่างภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสกินอาหารของท่านแม่ทัพใหญ่โดยเฉพาะแม่ทัพอวี้ฉือที่มักจะอวดกับทุกคนเสมอว่าเขาได้กินอะไรอร่อยๆทำให้เหล่าแม่ทัพคนอื่นๆ ต่างแซวกันเล่นๆว่าจะลาออกจากงานและขอไปเป็นองครักษ์ของท่านแม่ทัพใหญ่แทน
คิดไม่ถึงว่าเขาซึ่งเป็นแค่หัวหน้าห้องครัวที่คลุกคลีกับเตาทั้งวันวันนี้จะได้มีโอกาสลิ้มรสเกี๊ยวนี้ หากกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังพวกเขาคงจะอิจฉาแน่ๆ
เมื่อเห็นว่าทุกคนได้ลองชิมแล้วติงเหว่ยก็ยิ้มและพูดว่า “เมื่อสักครู่ท่านแม่ทัพใหญ่ได้ชิมเกี๊ยวนี้แล้วเขาชอบมากจึงมีความคิดถึงพี่น้องทุกคนที่ต้องออกศึกเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและไม่ได้กลับบ้านไปรวมตัวกับครอบครัวในวันตรุษจีน ดังนั้นท่านแม่ทัพใหญ่จึงสั่งให้เลี้ยงเกี๊ยวทั้งกองทัพในคืนวันส่งท้ายปีเก่าวันนี้ที่ข้าเรียกพวกท่านมานี้ก็เพื่อสอนวิธีทำเกี๊ยว ตอนนี้ทุกคนรู้วิธีทำแล้วเราจะมาจัดแบ่งงานกัน ยังเหลือเวลาอีกสองวัน พวกท่านอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยนะ”
กองทหารหญิงต่างก็ยินดีรับคำสั่งอย่างเต็มใจช่วงนี้พวกนางค่อนข้างว่างงาน และเมื่อใกล้ถึงวันตรุษจีนพวกนางก็ไม่ค่อยสบายใจอยู่แล้ว ตอนนี้ได้มีงานให้ทำกลับยิ่งดีเสียอีก
ชายชราที่เป็นหัวหน้าห้องครัวที่ฉลาดรีบรับเอางานหนักที่สุดไปทันที
“ในโรงครัวมีแต่พี่น้องตัวใหญ่ๆหน้าตาดุๆ ให้พวกเราจัดการเรื่องการสับเนื้อดีกว่าส่วนเหล่าสตรีในกองทหารหญิงแค่ทำเกี๊ยวก็พอแล้วพวกเราทำอะไรไม่ค่อยระวังไม่เหมาะกับงานละเอียด ถ้าเผลอทำเนื้อกับแป้งเสียหายตอนต้มเกี๊ยวก็อาจจะกลายเป็นน้ำแกงและจะทำให้ความปรารถนาดีของท่านแม่ทัพใหญ่เสียเปล่าได้”
กองทหารหญิงก็ไม่ปฏิเสธพวกนางยิ้มและตอบว่า “ตกลงช่วงนี้พวกเรากำลังเตรียมซ้อมร้องเพลงและเต้นรำกันอยู่พอดีอาจจะทำไม่ทัน”
ติงเหว่ยได้ยินดังนั้นก็มีความคิดขึ้นมา“งานนี้ไม่เบาเลยนะ พวกเจ้าไปจัดการงานเตรียมซ้อมต่อเถอะพรุ่งนี้ข้าจะรายงานให้ท่านแม่ทัพใหญ่ทราบและอาจจะให้รางวัลพิเศษแก่ทหารที่มีความสามารถโดดเด่นมาแสดงบนเวทีให้ทุกคนได้สนุกกัน”
“โอ้ความคิดนี้ดีจริงๆ” กองทหารหญิงต่างเห็นด้วยพวกนางเป็นคนรักสงบและชอบทำอาหารมากกว่าการร้องเพลงและเต้นรำ
ชายชราที่เป็นหัวหน้าห้องครัวยังยิ้มและพูดอย่างมีความสุขว่า“ในกลุ่มพี่น้องเราก็มีคนที่เก่งอยู่จริงๆ นะ ในโรงครัวของเรามีหนุ่มที่มีกำลังมากเขาสามารถยกหินโม่เดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่เหนื่อยเลยไม่รู้ว่าแบบนี้จะขึ้นเวทีได้ไหม?”
“แน่นอนว่าได้ตราบใดที่ไม่ทำให้ใครบาดเจ็บก็พอ” ติงเหว่ยตอบอย่างมั่นใจชายชราที่เป็นหัวหน้าห้องครัวยิ้มอย่างมีความสุข“ถ้าอย่างนั้นข้าจะกลับไปบอกหนุ่มคนนั้น เผื่อเขาจะชนะและได้เงินกลับไปแต่งงาน”
หลังจากพูดคุยกันอย่างสนุกสนานทุกคนก็รีบกลับไปเตรียมตัวทันที
ติงเหว่ยฉวยโอกาสที่กงจื้อหมิงพาลูกชายกลับมานางเล่าความคิดที่เพิ่งคิดขึ้นมาให้เขาฟังกงจื้อหมิงเห็นว่าความคิดนี้ไม่ได้เสียหายอะไรและยังช่วยกระตุ้นขวัญกำลังใจของทหารได้ดีอีกด้วยจึงไม่ปฏิเสธและเรียกอวี้ฉือหุ่ยมาสั่งการให้เขาไปประกาศแก่ทั้งกองทัพ และกำหนดรางวัลเป็นสามระดับ
รางวัลอันดับหนึ่งคือชุดเกราะชั้นยอดที่ทำขึ้นโดยช่างอาวุธที่มีชื่อเสียงที่สุดในซีเฮ่ารางวัลลำดับสองมีสามรางวัลซึ่งรางวัลคือหยวนหม่า [1] จากซีเจียงและรางวัลชมเชยมีสิบรางวัลก็คือเงินยี่สิบตำลึง
อวี้ฉือหุ่ยประกาศคำสั่งนั้นออกไปทันใดนั้นกองทัพทั้งสามต่างพากันโห่ร้องด้วยความดีใจ ไม่เพียงแต่ทหารธรรมดาแม้กระทั่งเหล่านายทหารระดับสูงยังอยากขึ้นเวทีลองเสี่ยงโชคบ้างเพราะสำหรับพวกเขาแล้ว เงินและหยวนหม่าไม่ใช่สิ่งที่หายากแต่ชุดเกราะนั้นหายากยิ่งนัก ว่ากันว่าช่างอาวุธผู้นั้นสร้างเกราะเพียงชุดเดียวต่อปีจึงเห็นถึงคุณค่าของมัน
ในขณะที่กองทัพต่างพูดคุยกันอย่างคึกคักและทหารต่างรอคอยวันส่งท้ายปีเก่าด้วยความหวังด้านกองทหารหญิงและโรงครัวต่างก็ยุ่งมากจนแทบไม่ได้พักติงเหว่ยที่กังวลว่าทุกคนจะปรุงอาหารไม่อร่อย กลัวว่าเนื้อและผักจะเสียหายนางใจร้อนอยากจะไปช่วย แต่ขาที่บาดเจ็บของนางก็ทำให้ลำบากไม่น้อย
โชคดีที่หลินลิ่วผู้ทำงานได้ทุกอย่างไปหาเก้าอี้รถเข็นจากเมืองฉยงโจวมาได้คันหนึ่งติงเหว่ยจึงถูกห่อหุ้มด้วยผ้าอย่างแน่นหนา อุ้มลูกชายที่ตัวติดนางไว้ในอ้อมแขนพร้อมด้วยเฉิงเหนียงจื่อและอวิ๋นหยาด้านหลังแล้วสุดท้ายก็ถูกอวิ๋นอิ่งเข็นออกจากกระโจม
อาจเป็นเพราะใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิทำให้วันนี้แดดร้อนแรงขึ้นเล็กน้อยพวกนางเดินผ่านระหว่างกระโจมที่ไม่มีลมพัดจึงรู้สึกสบายอย่างมาก
ไม่นานพวกนางก็เดินมาถึงกระโจมพลาธิการ
กองทหารหญิงต่างกำลังกลุ้มใจคิดว่าจะไปขอความช่วยเหลือดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นติงเหว่ยมาถึงทุกคนต่างก็ดีใจมาก
ติงเหว่ยไม่พูดอะไรมากนางอุ้มลูกลงจากอ้อมแขนแล้วให้เฉิงเหนียงจื่อดูแล จากนั้นก็เริ่มทำงานทันทีนางพาอวิ๋นอิ่งกับอวิ๋นหยาไปใส่เกลือและใส่น้ำมัน และลงมือทำงานโดยไม่หยุดพัก
แม้ว่าในชาติก่อนครอบครัวของติงเหว่ยจะเปิดร้านน้ำชา นางจึงได้เห็นลูกค้ามากมายแต่คราวนี้เมื่อคิดว่าต้องทำเกี๊ยวสำหรับทหารนับแสนคนกินนางก็ยังรู้สึกว่ามันช่างยิ่งใหญ่มาก
มีอ่างไม้ใบใหญ่เรียงรายเหมือนทหารที่ยืนเรียงแถวแต่ละอ่างเต็มไปด้วยไส้เกี๊ยวที่ประกอบด้วยหัวไชเท้าฝอย ผักกาดขาวสับละเอียดหรือเนื้อสับสีแดงสด คนครัว 20 กว่าคนยืนถือทัพพีเหล็กรออยู่ข้างๆทุกครั้งที่อวิ๋นอิ่งและอวิ๋นหยาใส่เครื่องปรุงลงไปในอ่าง พวกเขาก็จะรีบวิ่งเข้ามาคนให้เข้ากันอย่างคล่องแคล่ว
มีคำกล่าวว่า“คนน้อยกินข้าวอร่อย คนมากทำงานสนุก”
ยังไม่ทันถึงยามเที่ยงพวกเขาก็เตรียมไส้เกี๊ยวเสร็จไปกว่าร้อยอ่างบนโต๊ะยาวขนาดใหญ่ของกองทหารหญิงก็มีเกี๊ยวสีขาวอวบวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก
เมื่อโต๊ะยาวขนาดใหญ่ถูกจัดวางจนเต็มสองหัวหน้าห้องครัวก็จะช่วยกันยกออกไปลมเหนือที่พัดแรงจนเหมือนพองแก้มออกมาได้ช่วยแช่แข็งเกี๊ยวเหล่านี้อย่างรวดเร็วเกี๊ยว “รุ่นแรก” เหล่านี้ก็กลายเป็นเกี๊ยวที่ถูกแช่แข็งอย่างแน่นหนา
ถุงแป้งถูกเปิดออกแป้งที่สุกพอดีจะถูกตักเข้าไปในถุงเพียงถุงเดียวก็เพียงพอสำหรับหม้อทำอาหารหนึ่งหม้อ แต่สำหรับทหารนับแสนคนก็ต้องใช้ถึงหนึ่งพันหม้อ ทำให้ทุกคนยุ่งมากจนฟ้ามืดสนิทแล้ว…
คืนส่งท้ายปีเก่ามาถึงอย่างรวดเร็วตามที่ทุกคนรอคอยเช้าวันนี้เมื่อออกจากกระโจม ประตูรั้วไม้ของค่ายก็ถูกตกแต่งด้วยคู่กลอนปีใหม่และมีตัวอักษร “ฝู” ตัวใหญ่สองตัวติดอยู่ทั้งสองด้านบรรยากาศในค่ายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมที่ไม่สามารถอธิบายได้ มันทั้งอุ่นและหอม ทำให้ทหารรักษาการณ์ที่เฝ้าระวังรอบค่ายต่างยืดคอสูดกลิ่นอากาศอย่างเต็มปอดใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยการรอคอยและความยินดี
วันนี้เป็นวันที่หาได้ยากเพราะท่านแม่ทัพใหญ่ได้ยกเลิกคำสั่งห้ามไม่ให้ทหารเดินเข้ากระโจมอย่างเสรีทหารที่ไม่ได้เข้าเวรไม่ต้องฝึกซ้อม คนนี้ไปเยี่ยมเพื่อนคนโน้นไปเยี่ยมพี่เขยของตนเอง ทุกคนเริ่มฉลองปีใหม่ก่อนวันขึ้นปีใหม่
เหล่าทหารที่ตั้งใจจะทำการแสดงบนเวทีเพื่อชิงรางวัลต่างก็เร่งรีบฝึกซ้อม คนหนึ่งหมุนก้อนหินขนาดใหญ่ลอยขึ้นลง อีกคนพ่นลูกไฟบางครั้งมีสองคนที่แบกดาบยาวและ “ต่อสู้” กันอย่างไม่รู้แพ้ชนะ
บรรยากาศในค่ายทหารเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
พระอาทิตย์ตกและพระจันทร์ขึ้นอย่างรวดเร็วท้องฟ้าก็มืดลง ค่ายทหารเต็มไปด้วยกองไฟที่ลุกโชน เปลวไฟลุกสูงขึ้นไปในอากาศบนลานกว้างมีเวทีสูงที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นแต่เนิ่นๆ มีโคมไฟแขวนอยู่รอบๆทำให้เวทีสว่างไสว บนเวทีมีโต๊ะตั้งอยู่ มีชุดเกราะและเงินจำนวนมากวางเรียงรายอยู่ท่ามกลางแสงไฟที่ส่องประกายเจิดจ้าขณะที่ใกล้ๆ เสาเวทีก็มีม้าพันธุ์ดีสามตัวถูกผูกไว้ทหารที่ยืนล้อมกองไฟต่างมองด้วยความอิจฉา
-----------------------------------------
[1]หยวนหม่า 宛马 หมายถึง ม้าเหงื่อโลหิตตามตำนานกล่าวกันว่ายามที่ม้าพันธุ์ดังกล่าวออกวิ่งบริเวณแผงคอจะมีเหงื่อไหลออกมาเป็นสีแดงสดคล้ายเลือดว่ากันว่าในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้เคยส่งทหารไปยังซอี๋ว์เพื่อเสาะหาม้าเหงื่อโลหิตนี้และยังมีเรื่องเล่าว่าม้าสายพันธุ์นี้เคยเป็นพาหนะให้กับเจงกิสข่านอีกด้วย