เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสองเดือนเด็กน้อยหงหมินวัยสามเดือนเติบโตขึ้นมากผิวเนื้อนุ่มเนียนขาวผ่อง ดวงตาสีดำชอบที่จะหันมองตามของเล่นอย่างใกล้ชิดทั้งยังชอบเล่นนิ้วมือของตนเองด้วยทุกครั้งที่เห็นหว่านซี เขาจะยื่นท่อนแขนอวบๆราวรากบัวออกไปเพื่อพยายามกอดผู้เป็นมารดา
เมื่อเทียบกับความเงียบสงบก่อนหน้านี้ หงหมินตัวน้อยมีชีวิตชีวามากขึ้นทุกครั้งที่หว่านซีกอดเขาเขาจะยิ้มกว้างอย่างมีความสุขจนสามารถมองเห็นเหงือกสีชมพูน่ารักได้
หว่านซีเห็นเด็กน้อยกำลังใช้นิ้วเล็กๆของตนเองคว้าจับนิ้วนางและพยายามยัดมันเข้าไปในปากของเขาหว่านซีก็เหมือนจะยินยอมปล่อยให้เขาทำโดยช่วยขยับมือตัวเองให้เข้าใกล้ปากเล็กสีชมพูของบุตรชายแต่พอกำลังจะสัมผัสนางก็รีบดึงนิ้วออกทันที เด็กน้อยถูกมารดากลั่นแกล้งก็พลันเบะปากร้องไห้เสียงดังก้องหว่านซีเห็นดังนั้นจึงรีบโน้มตัวไปจุมพิตใบหน้านุ่มนิ่มนั้นทำให้เขากลับมายิ้มและกวัดแกว่งแขนขาเล่นอย่างร่าเริงอีกครั้ง
ท้องของต่งเอ้อซื่อก็โตขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปและยิ่งไปกว่านั้นอิ้นถังเองก็กำลังจะออกเดินทางในเร็วๆ นี้ เหล่าสตรีในวังจึงเริ่มวุ่นวายเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานดูเหมือนว่าความต้องการบุตรชายจะเป็นตัวกระตุ้นที่ยิ่งใหญ่ให้พวกนางออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก
ถูกต้อง ตำแหน่งอนุภรรยานั้นต่ำต้อยยิ่งกว่าบุตรชายอนุเสียอีก
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันสนับสนุนให้มีการศึกษาขนบธรรมเนียมแบบฮั่นและเน้นความสำคัญของทายาทสายหลักและทายาทสายรองดังนั้นไม่ว่าต่งเอ้อซื่อจะคลอดบุตรชายได้หรือไม่ ตำแหน่งของทายาทสายตรงก็ยังจะเป็นของบุตรชายที่เกิดจากท้องของนางอยู่เช่นเดิมและหากนางให้กำเนิดบุตรชายแล้วจริงๆโอกาสที่ลูกชายสายรองจะเป็นผู้สืบทอดก็มีน้อยลง จึงไม่น่าแปลกใจที่ยามนี้เหล่าสตรีในเรือนหลังต่างจับจ้องไปที่ท้องของต่งเอ้อซื่อเป็นตาเดียว
"อ่า..." หงหมินน้อยผู้แสนกระตือรือร้นพยายามที่จะพูดแต่ทุกครั้งที่อ้าปากกลับทำให้น้ำลายไหลหยดออกมาด้วย
หว่านซีเช็ดน้ำลายของเด็กน้อยออกครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้เหนื่อยเมื่อเห็นสีหน้าแจ่มใสของเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นในใจ"หงหมินอยากคุยกับแม่หรือหืม อยากคุยหรือ”
"โอ้...โอ้..." ปากเล็กอ้ากว้างส่งเสียงอืออาเมื่อได้ยินมารดาพูดคุยด้วยพลางโบกมืออ้วนป้อมไปมาอย่างร่าเริง
“เจ้าตัวยุ่ง”หว่านซีจูบใบหน้าเล็กๆของบุตรชาย เห็นการเคลื่อนไหวแข็งแรงของเขาแล้ว รอยยิ้มที่มุมปากของนางก็กดลึกขึ้น
อิ้นถังเข้ามาเห็นหว่านซีกำลังหยอกล้อกับเด็กน้อยในอ้อมแขนหัวใจของเขาก็ผ่อนคลายลงชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้า หว่านซีรีบลุกขึ้นแต่ไม่ทันเขาที่เอื้อมมือไปห้ามนางไม่ให้ทำความเคารพก่อนที่อิ้นถังจะยื่นมือออกไปอุ้มบุตรชายมากอดไว้อย่างลื่นไหลคุ้นเคย
“องค์ชายเหตุใดเสด็จมาเวลานี้เพคะ” เมื่อเห็นเขาอุ้มบุตรชายหว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจัดเสื้อผ้าของเขาให้เรียบ
"ในงานเลี้ยงสรงสาม ฮ่องเต้รับสั่งไว้แล้วว่าหากหงหมินโตขึ้นแล้วให้พาเข้าไปในวังหลวงเพื่อให้ไทเฮากับเสด็จแม่ทอดพระเนตรก่อนหน้านี้ข้ายุ่งมากทั้งหงหมินเองก็ยังเด็ก ข้าจึงยังไม่ได้พูดถึง แต่ว่าตอนนี้เขาโตขึ้นมาบ้างแล้วเสด็จแม่ก็มักจะถามหาเขาเสมอดังนั้นข้าจึงจะมาบอกเจ้าว่า พรุ่งนี้เจ้าจะต้องเข้าวังไปด้วยกันกับข้า"ดวงตาของอิ้นถังฉายแววรื่นเริงขณะก้มลงไปขบเม้มริมฝีปากหว่านซีแผ่วเบา ก่อนใช้นิ้วแหย่คางอ้วนๆของหงหมินน้อยอย่างสนุกสนาน ทำให้เด็กน้อยหัวเราะตามเสียงดัง
หว่านซีเหลือบมองเขาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยพลางเรียกเกาหมัวมัวเพื่อสั่งให้นางจัดเตรียมสิ่งของไม่มีใครรู้ว่าพวกนางจะต้องอยู่ในวังหลวงนานเท่าใดดังนั้นจึงควรจัดเตรียมข้าวของให้พร้อม เพราะหากต้องอยู่นานจริงๆแล้วจัดเตรียมข้าวของไปไม่ครบ ก็อาจจะทำให้ไทเฮาและอี้เฟยไม่พอพระทัยได้
เหตุใดเขาจึงต้องหาข้ออ้างเช่นนี้เพื่อมาพบนางกับลูกด้วยไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเป็นบุรุษที่ทำตัวแปลกได้ถึงเพียงนี้!
อิ้นถังมองดวงหน้าแดงเรื่อของหว่านซี ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเขาก้มลงเล่นกับเด็กน้อยในอ้อมแขนที่กำลังใช้มือดึงชายเสื้อบ้าง นิ้วของเขาบ้างพร้อมกับยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
หว่านซียืนอยู่ด้านข้าง มองดูบุตรชายที่หัวเราะคิกคักโต้ตอบกับผู้เป็นบิดารอยยิ้มที่น่ารื่นรมย์พลันผุดขึ้นจากมุมปากของนางอย่างอดไม่ได้
วันรุ่งขึ้นอากาศแจ่มใส ยังคงมีความอบอุ่นของฤดูใบไม้ร่วงลอยวนอยู่กับสายลมทำให้ไม่ร้อนเกินไปนักสำหรับเด็กน้อยในอ้อมแขนของหว่านซีนางและอิ้นถังกำลังเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อเข้าเฝ้าไทเฮาและอี้เฟย
ทั้งหว่านซีและอิ้นถังต่างพากันพะว้าพะวังกับหงหมินมาก เมื่ออยู่นอกรถม้าหว่านซีจะเป็นคนอุ้มบุตรชายแต่เมื่ออยู่ในรถม้าแล้วอิ้นถังจะเป็นฝ่ายอุ้มเด็กน้อยเองชายหนุ่มพยายามประคับประคองร่างเล็กๆ นั้นอย่างระมัดระวังอ้อมแขนอบอุ่นทำให้หงหมินนอนหลับไปในที่สุด
สำหรับคนฉลาด กฎเป็นเครื่องมือที่มีไว้ใช้จัดการกับผู้อื่น การใช้กฎให้ดีไม่เพียงแต่จะสามารถทำร้ายผู้อื่นอย่างไร้ร่องรอยยังสามารถจำกัดการกระทำของผู้คนได้อีกด้วย ทว่าหากเป็นคนไม่ฉลาดคนเหล่านี้จะยึดติดกฎระเบียบ และปล่อยให้กฎนั้นกลายเป็นโซ่ตรวจพันธนาการตนเอง
ในชีวิตที่แล้ว หว่านซีกลายเป็นคนประเภทหลัง นางพยายามฝืนนิสัยของตนเองจำกัดตนเองทั้งคำพูดและการกระทำ สุดท้ายก็ถูกบังคับเดินให้เข้าสู่ทางตันแต่อิ้นถังนั้นไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันจะเป็นบุคคลประเภทเดิมที่ใช้กฎเกณฑ์อย่างชาญฉลาดเพื่อโจมตีศัตรูแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ในตอนสุดท้าย แต่ก่อนที่จะสูญเสียอำนาจไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระมากกว่าใครๆ
ไทเฮามีพระชนมายุมากแล้วจึงชอบความครึกครื้นเป็นพิเศษและเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับองค์ชายห้าอิ้นฉีจึงทำให้ทรงสนิทสนมกับอิ้นถังมากกว่าองค์ชายคนอื่นๆเมื่อเห็นอิ้นถังและหว่านซีมาพร้อมกับหงหมินในอ้อมแขนนางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและกวักมือ "มานี่ มานี่เร็วเข้า ให้อายเจีย[1]ดูว่าเด็กน้อยที่ฮ่องเต้ยกย่องคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร!“
อิ้นถังและหว่านซีก้าวไปข้างหน้าสองก้าว คารวะไทเฮาและเหล่าพระสนมทั้งหมดก่อนพาหงหมินเข้าไปให้ไทเฮาทอดพระเนตรใกล้ๆ
หว่านซีได้รับการบำรุงเป็นอย่างดีในระหว่างตั้งครรภ์ด้วยน้ำแกง ยาสมุนไพรรวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายนางแข็งแรงส่งผลถึงเด็กน้อยอย่างหงหมินที่แข็งแกร่งกว่าเด็กทั่วไปตั้งแต่เกิดเมื่อรวมกับการที่เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เด็กน้อยเปล่งประกายแห่งความมีชีวิตชีวาและร่าเริงแจ่มใสชวนให้ผู้คนชื่นชอบตั้งแต่แรกเห็น
วันนี้หว่านซีแต่งตัวเขาด้วยชุดสีแดงมงคล และกล่อมให้เขานอนหลับไปแล้วระหว่างทางมาที่นี่ดวงตาสีดำเหมือนลูกองุ่นของหงหมินกลอกไปมา และแม้ว่าจะถูกจับจ้องจากผู้คนแปลกหน้ามากมายแต่หงหมินน้อยก็ไม่หวาดกลัวยังโบกมือเท้าเล็กป้อมของตนเองไปมาพลางส่งเสียงอ้อแอ้ราวกับกำลังพยายามทักทายผู้อื่นอย่างกระตือรือร้น
เด็กที่มีสุขภาพดีและร่างกายแข็งแรงมักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนและรูปร่างหน้าตาของหงหมินก็รวมเอาข้อดีของอิ้นถังและหว่านซีเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์กลายเป็นซาลาเปาน้อยที่มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากคนหนึ่ง
"เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ ดูเหมือนกับอิ้นถังตอนเด็กโดยเฉพาะดวงตา"ไทเฮาหยอกล้อหงหมินพลางยิ้ม
"ไทเฮารับสั่งได้ถูกต้องเพคะ" หว่านซีตอบพลางนึกในใจ เด็กเก้าในสิบคนในสกุลอ้ายซินเจวี๋ยหลัวมีดวงตาหงส์เหมือนกันแล้วพวกเขาจะแตกต่างกันได้อย่างไร
"เสด็จย่ารับสั่งถูกต้อง เด็กคนนี้เหมือนกระหม่อมจริงๆ"อิ้นถังยิ้ม
เนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับองค์ชายห้าอิ้นฉีอิ้นถังจึงได้รับการปกป้องคุ้มครองจากไทเฮามาตั้งแต่ยังเล็กดังนั้นเมื่อเทียบกับพี่ชายคนอื่นๆนิสัยของเขาเขาจึงค่อนข้างไม่ยึดติดขนบธรรมเนียมและผ่อนคลายเป็นอิสระมากกว่า
หว่านซียืนด้านข้างอย่างเงียบสงบคอยดูแลหงหมินอย่างระมัดระวังไม่แย่งชิงความสนใจความสงบนิ่งของนางกลับทำให้หลายคนชื่นชอบมากขึ้น
แม้ว่าชายารองจะได้รับการจารึกชื่อไว้ในแผ่นจารึกหยก[2] แต่ศักดิ์ฐานะของนางยังคงเป็นรองชายาเอกอยู่ขั้นหนึ่งหากไม่มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าจากในวังหลวง ก็ไม่มีช่องว่างให้แสดงความสามารถหว่านซีซึ่งใช้ชีวิตมาสองชาติภพไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้เลยยิ่งไปกว่านั้นด้วยสถานะของนางการที่นางจะได้รับความโปรดปรานจากอี้เฟยนั้นก็เป็นเพราะอิ้นถังหรือหงหมินเป็นส่วนใหญ่อย่างน้อยนางก็จะได้เข้าเฝ้าที่ตำหนักอี้คุนอีกเป็นครั้งคราว
ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการทำงานหนักไม่ใช่เรื่องที่จะได้รับความชื่นชมเสมอไปทั้งยังจะเป็นการสร้างปัญหาให้เพิ่มมากขึ้นเพราะหากนางทำตัวดีมากเกินไปก็จะถูกตั้งข้อรังเกียจได้ง่ายเช่นกัน
ไทเฮาทรงเมตตาหว่านซียิ่งนัก ไม่เพียงแต่จะรั้งให้นางอยู่รับมื้อกลางวันด้วยเท่านั้นแต่ยังพระราชทานของกำนัลแก่นางก่อนจากไปและขอให้นางพาเจ้าตัวน้อยหงหมินมาเข้าเฝ้าเป็นครั้งคราว
อิ้นถังอุ้มบุตรชายไว้ในอ้อมแขนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงรื่นเริงว่าตำหนักของไทเฮามีแต่ของดีมากมายเป็นนัยว่าอยากกลับมาอีก หยอกล้อเสียจนไทเฮาต้องแย้มสรวลออกมาอย่างชื่นมื่น
หลังจากออกจากตำหนักหนิงโซ่วแล้ว อิ้นถังและหว่านซีก็ตรงไปที่ตำหนักอี้คุนของอี้เฟยนับตั้งแต่ทั้งคู่เข้ามาในวังอี้เฟยก็ไม่ละสายตาจากหลานชายเลยแม้สักครั้ง แต่เพราะนางยังคงเกรงใจไทเฮาและพระสนมคนอื่นๆนางจึงได้แต่เฝ้าดูเขาด้วยสายตากระตือรือร้นเท่านั้นตอนนี้เมื่ออยู่ในตำหนักอี้คุนแล้วอี้เฟยก็รีบเดินเข้ามาอุ้มหงหมินน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนของตนเองพลางพร่ำพูดหยอกเย้าชื่นชมหลานชายตนเองไม่หยุด
อิ้นถังจับมือหว่านซี ดึงนางให้นั่งลงในขณะที่ฉีหมัวมัวสั่งให้นางกำนัลมารินน้ำชาให้อย่างรวดเร็ว
"เสด็จแม่ อีกไม่กี่วันข้าจะต้องออกไปทำธุระกับพี่สี่แล้วต่งเอ้อซื่อก็ยังอุ้มท้องอยู่ เรื่องในจวนคงได้แต่หวังพึ่งพาท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ"อิ้นถังจิบชาแล้วเอ่ยปากตามตรงหวังพึ่งมารดาในการปกป้องคุ้มครองหว่านซีและลูก
อี้เฟยอุ้มหงหมินไว้ในอ้อมแขนมองเด็กน้อยที่อ้าปากหาวก่อนจะปิดดวงตาลงอย่างง่วงงุนก็เอ่ยเสียงเบา "ในเมื่อเป็นธุระที่ฮ่องเต้มอบหมาย เจ้าก็จัดการให้ดีฝีมือทำอาหารและของว่างของอวี๋หมัวมัวดีมากทีเดียวหลังจากเจ้าเดินทางแล้วข้าจะให้นางไปอยู่ที่เรือน!”
ผู้ที่อี้เฟยประทานมาให้แม้จะเป็นเพียงนางกำนัล แต่ย่อมมีสถานะแตกต่างจากผู้อื่นแม้ในเวลาที่นางไปอยู่ในจวนองค์ชายนางจะยังเป็นนางกำนัลเหมือนเดิมแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องถือว่านางคือตัวแทนของอี้เฟยต่อให้จะเป็นต่งเอ้อซื่อหรือบรรดาสตรีคนอื่นในตำหนักหากพวกนางจะท้าทายก็คงต้องชั่งใจให้ดีก่อน
“หม่อมฉันขอบพระทัยพระสนมเพคะ” เมื่อเห็นอี้เฟยรับสั่งเช่นนั้นแล้วหว่านซีก็รีบค้อมกายคารวะพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ
"เรื่องนั้นไม่เป็นไรเจ้าเองก็เรียกข้าว่าเสด็จแม่เหมือนลูกเก้าก็ได้!" อี้เฟยมักจะอ่อนโยนให้กับผู้ที่นางเอ็นดูเสมอ
หว่านซีคือคนที่บุตรชายนางโปรดปรานมาก พอเข้าไปในเรือนหลังได้ไม่นานก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จไม่เพียงจะสามารถให้กำเนิดบุตรชายคนโตของอิ้นถังแล้วยังพาให้ต่งเอ้อซื่อผู้ที่ปกติไร้ความเคลื่อนไหวมาโดยตลอดตั้งครรภ์อีกด้วยเห็นได้ชัดว่านางคือดาวนำโชคอย่างแท้จริง
เมื่ออิ้นถังและหว่านซีพาหงหมินออกจากวังนอกเหนือจากของกำนัลที่ไทเฮาและอี้เฟยมอบให้แล้ว ทั้งคู่ยังได้รับมอบนางกำนัลมาอีกคนหนึ่งด้วย
ระยะเวลาไม่นานที่ผ่านมา ต่งเอ้อซื่อละความสนใจจากเรื่องของเรือนหลังหันมาใจจดใจจ่อกับครรภ์ของตนเอง ในขณะที่อิ่นหมัวมัวและตงกูกูนั้นต่างฟาดฟันกันอยู่เบื้องหลังแต่ยังคงร่วมกันรักษาฉากหน้าอันปรองดองต่อหน้าต่งเอ้อซื่ออยู่เช่นเดิม
ทุกคนคิดว่าความสงบสุขนี้จะยืนยาวไปจนกระทั่งต่งเอ้อซื่อคลอดบุตรแต่จู่ๆกลับมีข่าวว่าผู้สูงศักดิ์ในวังต่างชื่นชอบท่านชายน้อยยิ่งนักไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ ไทเฮา และอี้เฟย ต่างโปรดปรานและพระราชทานข้าวของมาให้มากมายรวมไปถึงหมัวมัวระดับสูงคนหนึ่งด้วยซึ่งนั่นกลับไปกระตุ้นความไม่สบายใจของสตรีในเรือนหลังให้พลุ่งพล่านขึ้นมาแล้ว
“พระชายาเป็นอย่างไรบ้าง”อิ่นหมัวมัวถามตงกูกู
“ยังดีอยู่ แต่ไม่อาจถูกกระตุ้นอะไรได้อีกแล้ว”ตงกูกูขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงอารมณ์ของผู้เป็นนาย
นายหญิงเป็นคนอารมณ์ร้อนโมโหง่ายแม้ในเวลาปกติก็เป็นเรื่องยากสำหรับบ่าวไพร่ที่จะปรนนิบัติให้ถูกใจนางหลังจากตั้งครรภ์แล้วอารมณ์ของนางก็ยิ่งแปรปรวนมากยิ่งขึ้นตอนนี้บ่าวไพร่ในเรือนไม่ว่าจะเป็นเยียนจือเจินจู อิ่นหมัวมัวหรือตงกูกูก็ต่างเกี่ยงกันรับใช้ผู้เป็นนายไปเสียทุกคน
แม้แต่พวกนางยังตื่นตะลึงกับข่าวนี้ไม่ต้องพูดถึงต่งเอ้อซื่อที่ทั้งหวั่นไหวง่ายและคิดมากไปเสียทุกสิ่งเลย
ขณะที่อิ่นหมัวมัวและคนอื่นๆ ในเรือนหลักกำลังวิตกกังวล สตรีในเรือนคนอื่นๆหากไม่ฉีกผ้าเช็ดหน้าในมือให้เป็นชิ้นๆ ก็เขวี้ยงถ้วยชาแตกกระจายข่าวนี้ทำร้ายพวกนางจนรู้สึกเจ็บปวดไปจนถึงอวัยวะภายในไปตามๆ กัน
หวันเหยียนซื่อช่างโชคดีนักที่ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนโตแก่องค์ชายตอนนี้ยังได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ไทเฮา และอี้เฟยอีกด้วย ช่างเป็นคนเปรียบเทียบคนเทียบแล้วทำให้ตาย[3]ได้เลยจริงๆ
[1] คำเรียกแทนตัวเองของไทเฮา แปลว่า ผู้น่าสงสาร เพราะเป็นม่ายไร้สวามี
[2] 玉牒บันทึกที่ใช้บันทึกรายนามเชื้อพระวงศ์
[3] 比人气死人 สำนวนพูดถึงเการอิจฉาริษยาหรือการเปรียบเทียบข้อดีของคนอื่นที่มากกว่าทำให้เกิดความทุกข์ใจเป็นอย่างมาก