เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 ข่มขู่

            หนีเจียเอ๋อร์ค่อยๆ เดินเข้าไปหากู่อวี่เสวียนก่อนย่อตัวลง แล้วคว้ามือขวาของอีกฝ่ายมาตรวจชีพจร

            “ฝ่าบาท ดูจากสภาพร่างกายแล้วองค์หญิงมิได้ถูกวางยาเพคะ อาการที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากการเสวยจื่อซู[1]มากเกินไป เพราะเมื่อวานองค์หญิงตกน้ำจนเป็นหวัดหมอหลวงจึงจัดยาให้มากเกินความจำเป็น”

            กู่หังจิ่นพูดอย่างประหลาดใจ“ไม่คิดเลยว่าคุณหนูสกุลหนีจะเชี่ยวชาญเรื่องยาด้วย”

            หนีเจียเอ๋อร์ค้อมศีรษะพร้อมเอ่ย “มิกล้าพูดว่าเชี่ยวชาญเพคะเพียงแต่ช่วงนี้หม่อมฉันสนใจศึกษาตำราแพทย์ จึงพอจะรู้อยู่บ้าง”

            นับจากสวีซื่อจับมือกับหมอเพื่อโป้ปดว่าการถูกวางยาพิษเป็นเพียงอาการอาหารเป็นพิษธรรมดาๆ เท่านั้น ในยามว่างนางจึงเริ่มศึกษาตำราแพทย์ และไปขอความรู้จากเจ้าของร้านขายยาสมุนไพร จึงพลอยได้ทักษะบางอย่างติดตัวมา

            ทันทีที่ได้ยินใบหน้าของโจวชิงหวาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม... เสี่ยวเอ๋อร์ยังมีความลับอีกกี่อย่างที่เขาไม่เคยล่วงรู้?

            พอถูกเปิดโปง กู่อวี่เสวียนจึงต้องรับสารภาพว่าจงใจใส่ร้ายหนีเจียเอ๋อร์หากแต่มิได้บอกเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น

            กู่หังจิ่นมองหนีเจียเอ๋อร์กับโจวชิงหวาแล้วขออภัยอย่างสุภาพ ทั้งยังออกปากรับผิด ว่าเป็นเพราะตนมิได้ดูแลน้องสาวให้ดี ทำให้กู่อวี่เสวียนใช้อภิสิทธิ์ในฐานะที่มีพี่ชายเป็นฮ่องเต้ทำการกลั่นแกล้งรังแกผู้ที่ต่ำชั้นกว่า เขาผู้เป็นพี่ชายจึงรู้สึกละอายแก่ใจ จนไม่อาจไปพบหน้าเสด็จแม่ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว

            หนีเจียเอ๋อร์และโจวชิงหวานิ่งฟังอยู่เงียบๆแต่ในใจก็อดสงสัยมิได้

            บุคลิกของกู่หังจิ่นนั้นช่างแตกต่างจากที่ได้ยินมา พระองค์ทั้งสำรวม สง่างาม เป็นมิตร จริงใจ ไม่ใฝ่หาชื่อเสียงและความมั่งคั่งเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มีสติปัญญาสูงส่ง

            ด้วยเรื่องของกู่อวี่เสวียนการซ้อมดนตรีในวันนี้จึงถูกยกเลิก

            ส่วนฮ่องเต้ก็เสด็จกลับไปเพื่อหามาตรการลงโทษองค์หญิงใหญ่ ที่กลั่นแกล้งหนีเจียเอ๋อร์

            หลังจากไปส่งหญิงสาวที่บ้านแล้วโจวชิงหวาก็ย้อนกลับมายังตำหนักองค์หญิงอีกครั้ง

            กู่อวี่เสวียนมองชายหนุ่มด้วยท่าทางได้ใจ“ที่เจ้ามานี่เพื่อเยาะเย้ยข้า หรือจะร้องขอให้ไว้ชีวิตหนีเจียเอ๋อร์เล่า?”

            ดวงตาของโจวชิงหวามืดครึ้มน้ำเสียงเย็นชาไร้ความอบอุ่น “มิใช่ทั้งคู่!”

            ต่อหน้าคนผู้นี้ ท่าทีขององค์หญิงใหญ่ดูจะอ่อนลงอย่างยากอธิบาย“มิใช่ว่าเจ้าชอบพอข้าจนทนไม่ไหวเลยมาสารภาพความในใจหรอกนะ? หากเป็นเช่นนั้น ข้าขอบอกให้ไสหัวไปเสียทหาร โยนเขาออกไป อย่าให้มาทำเรื่องน่าอายต่อหน้าข้า”

            โจวชิงหวานั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย“กระหม่อมรู้ว่าท่านสนใจมู่หรงจิ่งหลีองค์ชายสามแห่งจิวอวี่ และที่จงใจกลั่นแกล้งคุณหนูรองสกุลหนีก็เพราะเกรงว่าในงานเลี้ยงต้อนรับ นางจะโดดเด่นกว่า ใช่หรือไม่?”

            เมื่อความลับในใจถูกเปิดโปงกู่อวี่เสวียนก็หน้าแดงจนลามไปถึงใบหูด้วยความขุ่นเคืองและอับอาย “เจ้ารู้ได้อย่างไร!”

            นางซุกซ่อนความขัดเขิน พลางหรี่ตาลงอย่างหวาดระแวง“นี่... เจ้ากำลังไต่สวนข้าหรือ?”

            ทว่า โจวชิงหวามิได้มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่น้อย“ข้าน้อยมิกล้า!”

            เขาก้มลง หมุนแหวนหยกบนนิ้วหัวแม่มือเล่น“แต่ที่ย้อนกลับมาก็แค่อยากจะเรียนให้องค์หญิงทรงทราบสักหน่อย ว่ากระหม่อมพอจะคุ้นเคยกับมู่หรงจิ่งหลีอยู่บ้างหากท่านยังทรงยืนกราน ว่าจะสร้างความลำบากให้เสี่ยวเอ๋อร์ กระหม่อมก็ไม่รู้ว่าจะตอบจิ่งหลีอย่างไรตอนที่เขามาถึงเมืองหลวง แล้วถามเกี่ยวกับเรื่องของพระองค์”

            กู่อวี่เสวียนตบโต๊ะ “โจวชิงหวา เจ้าขู่ข้าหรือ?”

            โจวชิงหวาเลิกคิ้วพลางแสยะยิ้ม “ใช่!”

            ไม่เคยมีใครกล้าปฏิบัติกับนางเช่นนี้มาก่อนองค์หญิงใหญ่แค้นเคือง จนแทบอยากจะสั่งองครักษ์ให้มาลากตัวชายหนุ่มไปกักขัง และโบยเสียให้หลาบจำ

            แต่เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างอีกฝ่ายกับมู่หรงจิ่งหลีหญิงสาวก็หยุดชะงัก ก่อนเปลี่ยนคำพูดอย่างไม่เต็มใจ “ข้าสัญญา ว่าจะไม่ทำให้หนีเจียเอ๋อร์ต้องอับอายอีกส่วนเจ้า ก็ต้องสงบปากคำเช่นกัน”

            โจวชิงหวาพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนหันหลังจากไป โดยไม่เอ่ยแม้แต่คำร่ำลาตามมารยาท

            ...

            เมื่อหนีเจียเอ๋อร์กลับมาซ้อมดนตรีในวันรุ่งขึ้นแม้ว่ากู่อวี่เสวียนยังคงแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็มิได้ลงมือกลั่นแกล้งให้นางอับอายอีกสองวันที่เหลือ หญิงสาวจึงบรรเลงเพลงได้อย่างสงบสุข

            องค์ชายสามแห่งจิวอวี่มาถึงเมืองหลวงพร้อมคณะราชทูตและถูกจัดให้เข้าพักในตำหนักอวี้อวิ๋น ซึ่งอยู่ใกล้ตำหนักองค์หญิงใหญ่

            โดยสถานที่แห่งนี้ เป็นตำหนักรับรองคณะทูตต่างแดนมาเนิ่นนานนับแต่รัชกาลก่อน

            กู่อวี่เสวียนผู้เป็นดั่งศาลาใกล้น้ำ[2] จึงถือโอกาสเชิญมู่หรงจิ่งหลีไปงานเลี้ยงต้อนรับในพระราชวังด้วยกัน

            นางสงวนท่าที และชวนสนทนาอย่างสุภาพไปตลอดเส้นทางทว่าอีกฝ่ายกลับแสดงท่าทีเย็นชา จนทำให้องค์หญิงใหญ่รู้สึกท้อแท้และ หงุดหงิด แต่ก็ไม่อาจทำอันใดได้

            แต่แล้วจู่ๆมู่หรงจิ่งหลีก็เดินตรงไปหาชายหนุ่มในชุดผ้าทอ ผู้มีใบหน้าคุ้นเคย ที่กำลังกอดอกพิงบานไม้แกะสลักด้วยท่วงท่าสบายใจ

            พอเข้าไปใกล้ องค์ชายสามก็ร้องทักอย่างดีใจ“พี่ชิงหวาเป็นท่านจริงๆ ด้วย”

            โจวชิงหวาหันกลับมาคลี่ยิ้มก่อนเดินไปทักทาย “จิ่งหลีไม่เจอกันครึ่งปี เจ้าดูดีขึ้นมากทีเดียว”

            ทั้งสองพูดคุยกันอย่างยินดีปล่อยให้กู่อวี่เสวียนยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

            เมื่อเห็นว่าพวกเขาสนิทสนมกันจริงๆองค์หญิงใหญ่จึงยกเลิกแผนการ ที่คิดจะลงมือกับหนีเจียเอ๋อร์หลังจากนี้ไปทันที

            ...

            ในท้องพระโรง มีขุนนางหลายสิบคนกำลังรอเวลาเริ่มงานเลี้ยงรวมถึงเสนาบดีกรมพิธีการสกุลหนี และเสนาบดีกรมราชทัณฑ์อย่างสวีเพ่ยหรานด้วย

            ขันทีรีบเข้ามารายงานกู่หังจิ่นว่ามู่หรงจิ่งหลีมาถึงประตูท้องพระโรงแล้ว ขุนนางทุกคนจึงพากันคารวะองค์ชายสามและคณะราชทูต

            หลังจากทักทายกันแล้ว ฮ่องเต้ก็พยักหน้าส่งสัญญาณไปยังขันทีคนสนิท

            ไม่นาน งานเลี้ยงต้อนรับก็เปิดฉากขึ้นด้วยการร้องเพลงและเต้นรำความสงบสุขกลับมาเยือนท้องพระโรงอีกครั้ง

            หลังจากเพลิดเพลินกับการแสดงชั้นหนึ่งมู่หรงจิ่งหลีก็ลุกขึ้นพร้อมจอกสุราในมือ และเอ่ยกับฮ่องเต้ “ฝ่าบาท กระหม่อมขอดื่มสุราจอกนี้เพื่อชื่นชมการแสดงอันน่าทึ่งของพวกท่าน”

            กู่หังจิ่นยกจอกสุราขึ้นมาพลางกล่าวตอบ “องค์ชายสามอย่าเพิ่งชม นี่เป็นเพียงการโยนกระเบื้องล่อหยก[3]เท่านั้น”

            ว่าแล้ว ฮ่องเต้ก็แย้มสรวลให้โจวชิงหวาและกู่อวี่เสวียนเพื่อให้พวกเขาเตรียมตัว

            พอเห็นโจวชิงหวาลุกขึ้นสีหน้าของสวีเพ่ยหรานก็ยิ่งมืดครึ้ม ได้แต่ยกจอกสุราขึ้นดื่มด้วยความหงุดหงิด

            นายท่านหนีมีท่าทีเบิกบานรอคอยที่จะได้ชมการแสดงของบุตรสาวบนเวทีอันยิ่งใหญ่

            ไม่นาน หนีเจียเอ๋อร์โจวชิงหวา และกู่อวี่เสวียน ก็เดินเข้ามาในห้องโถงด้วยกัน

            นำขบวนโดยชายหนุ่ม ผู้สูงสง่าประหนึ่งต้นไม้หยกซึ่งมีรูปลักษณ์ดั่งสวรรค์สรรสร้าง ตามมาด้วยกู่อวี่เสวียน ซึ่งในวันนี้ทั้งดูโดดเด่นและสง่างามปิดท้ายด้วยหนีเจียเอ๋อร์ ที่แม้จะมิได้งดงามเท่าองค์หญิงใหญ่ แต่ก็พิลาสล้ำจนมองได้ไม่รู้เบื่อ

            สายตาของมู่หรงจิ่งหลี ตามติดร่างของหนีเจียเอ๋อร์ตั้งแต่ต้นด้วยแววตาอันเปล่งประกายวาววับดุจไข่มุก

            หญิงสาวขยับนิ้วดีดสายกู่ฉินอย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำด้วยสีหน้าสงบนิ่ง หากแต่ในบางครั้งที่สบตาโจวชิงหวาโดยมิได้ตั้งใจ กลับเผยให้เห็นถึงความอ่อนโยนจนทำให้ผู้ที่ลอบสังเกตคนทั้งสองอยู่นาน อย่างสวีเพ่ยหราน เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดจนต้องหันมาจดจ่อกับการยกจอกสุราขึ้นดื่ม หวังจะให้ตนเมามาย

            พอสุราไหลเวียนไปทั่วร่างเสนาบดีผู้สงบเสงี่ยมพลันเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาลุกขึ้นเดินไปกลางโถง พลางพูดว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมขอรำกระบี่ถวายตามจังหวะดนตรีได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

            กู่หังจิ่นมองดวงตาแดงก่ำที่กำลังสั่นไหวของอีกฝ่าย “คุณชายสวี...” เขาจงใจหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปเอ่ยกับมู่หรงจิ่งหลี“หวังว่าองค์ชายสามจะไม่ขัดข้อง”

            มู่หรงจิ่งหลีจึงคลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “แน่นอนคุณชายสวี เชิญ!”

            หลังจากสวีเพ่ยหรานลงไปรับกระบี่แล้วองค์ชายสามก็เอาแต่หันไปมองหนีเจียเอ๋อร์ แววตาฉายประกายชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “ฝ่าบาท กระหม่อมขอถามได้หรือไม่ ว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร?”

     

     

     

     

    ---------------------------------

            [1] จื่อซู(紫舒) แปลว่า ใบไม้สีม่วงที่ทำให้สบายเนื่องจากสมุนไพรสีม่วงนี้ พบมากบริเวณเนินเขาแถวชายทะเล ในแถบท้องที่ซูเซียน (苏仙) คนจึงเรียกชื่อว่าจื่อซู (紫苏) (สีม่วงที่ซูเซียน)

            มีสรรพคุณในการขับเหงื่อและความเย็นจากการได้รับลมหรือความเย็น มีฤทธิ์อุ่นกระเพาะ แก้อาเจียน

            [2] คำว่า ‘ศาลาใกล้น้ำ’มาจากสำนวน ‘ศาลาใกล้น้ำ ย่อมได้รับแสงจันทร์ก่อน’ (近水楼台先得月:จิ้นสุ่ยโหลวถายเซียนเต๋อเย่วจิ้น)ซึ่งเปรียบเปรยว่า การอยู่ในสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย จะได้ประโยชน์ก่อนผู้อื่น เช่นเดียวกับศาลาริมน้ำที่จะได้รับแสงสะท้อนจากเงาจันทร์ในน้ำ มากกว่าสิ่งปลูกสร้างอื่นที่อยู่ห่างออกไป

            ที่มาของสำนวนมาจากบัณฑิตที่ชื่อ ‘ซูหลิน’ (苏麟) ในราชวงศ์ซ่งที่ทั้งชีวิตไม่เคยรุ่งเรือง เพราะมิได้เป็นผู้ใกล้ชิดขุนนางใหญ่โต เลยไม่ได้ดิบได้ดีไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับราชการเสียที

            อยู่มาวันหนึ่งมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ประจำราชสำนัก ‘ซ่งฟ่านจ้งเยียน’ (范仲淹) มาตรวจราชการ จึงสงสัยว่าทำไมในรายชื่อที่เสนอมาจึงไม่มีซูหลิน

            ซูหลินจึงกล่าวว่า“ศาลาใกล้น้ำ ย่อมได้รับแสงจันทร์ก่อน(近水楼台先得月) พฤกษาแมกไม้ที่หันหาดวงอาทิตย์ ย่อมผลิบานได้ง่าย (向阳花木易为春)”

            เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่า ที่ตนไม่ได้รับการเสนอชื่อเพราะมิใช่ผู้ใกล้ชิดของขุนนางใหญ่อย่างฟ่านจ้งเยียน พอได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายก็เข้าใจและเสนอชื่อซูหลินให้มารับราชการทันที

            ภายหลังสำนวนเปรียบเปรยนี้ก็เป็นที่แพร่หลายโดยประโยคท่อนหลัง ‘พฤกษาแมกไม้ที่หันหาดวงอาทิตย์ย่อมผลิบานได้ง่าย’ มักจะถูกตัดทิ้ง คงเหลือแค่ ‘ศาลาใกล้น้ำ ย่อมได้แสงจันทร์ก่อน’

            ต่อมาในยุคหลังๆ ยิ่งโดนตัดให้สั้นลงอีกกลายเป็นแค่เอ่ยคำว่า ‘ศาลาใกล้น้ำ’ (近水楼台: จิ้นสุ่ยโหลวถาย) ชาวจีนก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร

            ซึ่งสำนวนนี้ มักนิยมใช้ในสถานการณ์จีบสาวหรือจีบหนุ่มโดยหากมีคนแย่งกันจีบหลายคน แต่มีหนึ่งในนั้นทำงานที่เดียวกัน ใครคนนั้นก็จะกลายเป็น‘ศาลาใกล้น้ำ’ เป็นต้น

            [3] โยนกระเบื้องล่อหยก เป็นหนึ่งใน 36 กลยุทธ์ซุนวู หมายถึง การหลอกล่อให้ศัตรูหลงกลโดยการเอาผลประโยชน์ หรือสิ่งมีค่ามาล่อให้อีกฝ่ายติดกับประหนึ่งเอากระเบื้องหลากสีแต่ไร้ราคาออกมาโยน เพื่อหลอกให้ผู้อื่นคิดว่าเป็นของดีก่อนจะดักตีศีรษะเพื่อปล้นหยกที่พกติดตัวไป

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730