“หากเจ้าบอกพี่แต่แรกพี่ก็ไม่ตำหนิเจ้าหรอก เอาเถอะ สมุนไพรได้ที่แล้ว วางไว้ตรงนี้ แล้วออกไปล้างมือกินข้าวเย็นเถอะ”หมิงเป่าจูพูดพลางถอนหายใจ
“ขอรับ”
หมิงเป่าอวี้ดีใจจนเนื้อเต้นแต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นเรียบร้อย วางโกร่งบดยากับไม้บดสมุนไพรลงบนโต๊ะ สบตากับหลี่ไหวฺอวี้ก่อนหมุนตัวออกไป
หลี่ไหวฺอวี้มองเงาหลังของหมิงเป่าอวี้ยิ้มๆพอก้มหน้าลง ก็สบเข้ากับดวงตากลมโตคู่หนึ่ง ซึ่งกระจ่างใสราวกับมองทะลุทุกสิ่งในใจเขาได้
หลี่ไหวฺอวี้อึ้งผงะก่อนส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้ ชิ แม่หนูน้อยหัวแหลม!
“ท่านก็ไปล้างมือกินข้าวเถอะ”
ทั้งที่เป็นคำพูดธรรมดาทั่วไปแต่เมื่อออกจากปากหมิงเป่าจูกลับฟังดูมีความหมายซ่อนอยู่
เชอะ คิดว่านางดูไม่ออกว่าหลี่ไหวฺอวี้กำลังช่วยน้องชายโกหกอยู่หรือนางก็แค่ไม่อยากเปิดโปงเท่านั้นแหละ
ในเมื่อน้องชายคิดจะปิดบังนางก็จะไม่ซักไซ้ให้มากความ มีหลี่ไหวฺอวี้ดูอยู่ ไม่น่าจะมีเรื่องราวใหญ่โต
หลี่ไหวฺอวี้เอามือลูบจมูกถามกลับไปว่าแล้วเจ้าล่ะ ก็ได้รับคำตอบว่านางยังมีงานต้องทำต่ออีกหน่อย จึงเดินไปหามิงเป่าอวี้ที่ข้างบ่อน้ำ
หมิงเป่าจูเปิดไหสุราร้อนแรงใบหนึ่งเทลงในผงยาที่บดละเอียดแล้วในปริมาณที่พอเหมาะ ใส่เยอะเกินไปไม่ได้ หากมากไปจะเหลวหมดต้องนวดให้เป็นก้อนถึงจะใช้ได้
ระหว่างนวดก็เติมนมแพะลงไปสองช้อนหลังจากนวดเสร็จ น้ำมันหมูก็ได้ที่พอดี
นางตักกากหมูออกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ชาม ยกไปวางบนโต๊ะอาหารให้หมิงเป่าอวี้กิน
หลี่ไหวฺอวี้ไม่ชอบของมันๆแม้จะเจียวจนเหลือแต่กากแล้วก็ตาม
อย่าว่าแต่หลี่ไหวฺอวี้แม้แต่นางเองก็เช่นกัน โชคดีที่น้องชายชอบ จึงไม่สิ้นเปลือง
เมื่อนวดแป้งเสร็จก็นำไปใส่ลงในน้ำมันหมู คลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมฟืนเพิ่ม ตั้งไฟต่อ แล้วปิดฝาหม้อรอให้เดือด หลังจากนั้นหมิงเป่าจูก็ล้างมือไปกินข้าว
หลังมื้ออาหาร หมิงเป่าอวี้รู้สึกเกรงใจอยู่บ้างที่นอนหลับไปทั้งวันจึงอาสาเก็บล้างชามตะเกียบและเช็ดโต๊ะเอง
หลี่ไหวฺอวี้ดีใจที่ไม่ต้องทำงานส่วนหมิงเป่าจูก็เพียงแค่ยิ้ม ปล่อยให้เขาจัดการไป นางเองก็ต้องไปดูไฟในครัว หากไฟมอดไปต้องแย่แน่ๆ
หมิงเป่าจูเติมฟืนอีกเล็กน้อยเคี่ยวอยู่นานเกือบสองชั่วยามเต็มๆ ถึงเปิดฝาดู ก็พบว่าได้ที่แล้ว
นำผ้าขาวบางมาตรึงกับห่วงไม้ไผ่วางบนปากชามใบใหญ่ แล้วค่อยเทน้ำมันยาที่เคี่ยวแล้วลงไป กรองเอากากยาออก
หลังดึงผ้าขาวบางออกกากยาที่กรองได้ก็ไม่ทิ้ง เก็บไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก
เทน้ำมันยาลงในขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กสองขวดส่วนกากยานั้นก็ผสมกับแป้งสาลี น้ำส้มสายชูจากข้าวหอม และนมแพะในปริมาณที่เท่ากัน หลังจากผสมเข้ากันแล้วก็บรรจุใส่ขวดโหลเล็กๆอีกใบ
หมิงเป่าจูนำขวดโหลสามใบไปวางไว้บนขอบหน้าต่างรอให้เย็นและจับตัวกลายเป็นเนื้อครีม
หมิงเป่าจูรู้จักตำรับยาโบราณเช่นนี้อยู่ไม่น้อยสมัยก่อนตอนที่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแพทย์ พวกผู้หญิงมักชอบศึกษาวิจัยของจุกจิกเหล่านี้เป็นที่สุด
ครีมบำรุงผิวที่ทำมาจากสมุนไพรจีนไม่เพียงแต่ปลอดภัยประสิทธิภาพในการเสริมความงามก็ยังดีงาม ทั้งเป็นการส่งเสริมด้านวิชาชีพไปพร้อมกัน
แม้แต่ศาสตราจารย์เมื่อทราบเรื่องก็ยังสนับสนุนพวกนางอยู่เสมอและยังจัดหาสื่อการเรียนและแนวคิดทางวิชาการเพิ่มเติมให้อีกด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้นหมิงเป่าจูลุกขึ้นมาแต่เช้าก็รีบไปดูความแข็งตัวของเนื้อยาที่ขอบหน้าต่าง
ตามหลักแล้วควรนำไปแช่ช่องธรรมดาในตู้เย็นเพื่อให้เนื้อครีมเซ็ตตัวแต่ยุคนี้ไม่มีตู้เย็น
นางเคยคิดจะสร้างห้องเย็นอยู่บ้างเหมือนกันแต่ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หาซื้อน้ำแข็งได้ยาก
โชคดีที่อากาศเย็นตั้งทิ้งไว้ทั้งคืนก็น่าจะใช้ได้
หมิงเป่าจูเปิดฝาขวดออกเนื้อครีมสีน้ำนมดูเรียบเนียน เป็นมันวาวมีความละเอียดอ่อน
นางใช้ปลายนิ้วปาดขึ้นมาเล็กน้อยทาลงบนหลังมือ ค่อยๆ เกลี่ยให้ทั่ว ก็พบว่าเมื่อสัมผัสกับความร้อน เนื้อครีมก็ค่อยๆซึมซาบเข้าสู่ผิว ทำให้ผิวนุ่มและเรียบเนียน ดูเปล่งปลั่งชุ่มชื้นขึ้นทันตา
ที่สำคัญคือไม่เหนียวเหนอะหนะเลยแม้แต่น้อยสัดส่วนที่ผสมลงตัวพอดี
นางเองก็ไม่คาดหวังว่าผลงานจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ดีกว่าที่เคยทำในห้องทดลองด้วยการชั่งตวงส่วนผสมอย่างแม่นยำเสียอีก
“เมื่อวานเจ้าคร่ำเคร่งอยู่ครึ่งค่อนคืนก็เพื่อทำสิ่งนี้รึ”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหลังอย่างกะทันหันทำเอาหมิงเป่าจูสะดุ้งโหยง ความง่วงงุนที่ยังหลงเหลืออยู่หายวับไปในทันที
“เป่าอวี้เล่า”
คนผู้นี้ อาศัยทักษะยุทธ์ที่ดีเดินเข้ามาโดยไม่มีสุ้มเสียงสักนิด
หมิงเป่าจูเหลือบมองไปด้านหลังไม่เห็นน้องชาย ปกติสองคนนี้มักออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน เหตุใดวันนี้ไม่กลับมาพร้อมกัน
“เขาจะกลับมาช้าหน่อย”
หลี่ไหวฺอวี้บอกนึกถึงตอนที่ทั้งสองฝึกยุทธ์กันในป่าละแวกตัวเมือง เขาไม่คิดว่าเด็กอย่างหมิงเป่าอวี้จะอดทนได้มากถึงเพียงนี้
เวลาในการฝึกของหมิงเป่าอวี้ยาวขึ้นทุกวันวันนี้เขาเห็นท้องฟ้าสว่างแล้ว ถึงเวลาที่ควรต้องกลับ แต่หมิงเป่าอวี้กลับเอ่ยว่าอยากฝึกต่ออีกหน่อย
หลังจากฝึกฝนมาช่วงหนึ่งหมิงเป่าอวี้ก็เริ่มจดจำกระบวนท่าได้บ้างแล้ว น่าจะไม่มีปัญหาอะไร จึงกลับมาก่อน เพราะกลัวว่าหมิงเป่าจูจะเป็นห่วง
“ไปรดน้ำต้นไม้อีกแล้วหรือ”
หมิงเป่าจูกระเซ้าจะขยันรดน้ำถี่เกินไปหรือไม่
หากเป็นเช่นนี้จริงสมุนไพรของนางคงเน่าตายกันหมดเป็นแน่
ทั้งสองคนทำตัวลึกลับไม่ยอมปริปากบอก นางก็ได้แต่เฝ้าดูต่อไปอย่างเงียบๆ
หลี่ไหวฺอวี้เอียงคอยิ้มอย่างมีเลศนัยเขาชอบนักเวลาที่เห็นหมิงเป่าจูทำท่าทางฉลาดแกมโกงแบบนี้
“เบิกบานใจถึงเพียงนี้?”
หมิงเป่าจูถลึงตาใส่เขาหลังจากนั้นก็กลอกตารอบหนึ่ง กว่าหลี่ไหวฺอวี้จะตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากลและคิดจะหนีก็สายไปเสียแล้ว
หมิงเป่าจูคว้าแขนของเขาไว้ลากเข้าไปในห้องนอนของตนเอง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรก็โชยมาแตะจมูก เนื่องจากหมิงเป่าจูต้องอยู่ที่ร้านหมิงเฉ่าถังเพื่อตรวจคนไข้และหยิบยาทั้งวันเสื้อผ้าของนางจึงติดกลิ่นสมุนไพรจางๆ แม้แต่ในห้องก็เช่นกัน
“ว่าอย่างไรเจ้าแอบหมายปองความงามของข้ามานาน ในที่สุดก็ทนไม่ไหวคิดจะลงมือกับข้าแล้วสินะ”
หลี่ไหวฺอวี้ไม่ขัดขืนแม้แต่น้อยในทางกลับกันยังเดินตามหลังนางมาอย่างว่าง่าย เพียงแต่ปากยังคงไม่อยู่สุข พูดจาแทะโลมราวกับบุรุษเจ้าชู้เสเพล
“ด้วยรูปโฉมของท่านหากจะให้เข้าตาข้า เกรงว่ายังขาดอยู่อีกนิดหน่อย...”
หมิงเป่าจูกัดฟันกรอดๆไยถึงมีบุรุษหน้าหนาไร้ยางอาย กล้าใช้คำว่า ‘งาม’ มาพรรณนารูปโฉมของตนเอง
นางยิ้มหวานหันกลับไปมองเขาพร้อมกับใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งทำท่าทางเปรียบเทียบถึงความแตกต่างเพียงเล็กน้อย
เดิมทีหลี่ไหวฺอวี้กำลังมองดูดวงหน้าแดงก่ำของคนที่ถูกหยอกด้วยรอยยิ้มแต่พอได้ยินคำพูดของนางก็หน้าเปลี่ยนสีในทันที
ถึงแม้เขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกมากนักแต่พอถูกหมิงเป่าจูพูดเช่นนี้ ก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที อยากพิสูจน์ให้เห็นว่านางคิดผิด
“หึ พูดมาได้ไม่ละอายปาก!อย่างข้า...”
แต่พอหลุดปากออกไปก็นึกเสียใจภายหลังไยตนเองต้องฉุนเฉียวด้วยเล่า
หลี่ไหวฺอวี้ไม่ค่อยชักสีหน้าออกมาแบบนี้ทำเอาหมิงเป่าจูตกตะลึงไปชั่วครู่หนึ่ง
ตัวเองเป็นฝ่ายล้อเล่นขึ้นมาก่อนแท้ๆเหตุใดพูดกลับแค่ไม่กี่คำก็โกรธเสียแล้วเล่า
ช่างเถอะ ไม่สนใจเขาแล้วเอาเรื่องสำคัญก่อนดีกว่า
หมิงเป่าจูดึงหลี่ไหวฺอวี้ให้นั่งลงบนเก้าอี้หยิบตัวพอกหน้าที่ทำจากกากยาเหลือเมื่อวานออกมา
หลี่ไหวฺอวี้ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็พอจะคาดเดาได้ จึงเริ่มขืนตัวจะลุกขึ้น บุรุษเช่นเขาจะมาทาของพวกนี้ได้อย่างไร
“แค่พอกสิ่งนี้เข้าไปก็จะดูดีขึ้นแล้ว” หมิงเป่าจูกล่าว
ตอนแรกคิดว่าคงกดเขาให้อยู่นิ่งไม่ได้แน่แต่ใครจะรู้ว่าหลี่ไหวฺอวี้กลับหยุดดิ้นรน นั่งรอการทดลองอันแปลกประหลาดนี้แต่โดยดี
หมิงเป่าจูขำพรืดออกมาคนผู้นี้ช่างเอาใจยาก ความคิดเปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลา หรือว่าบุรุษก็มีความรักสวยรักงามเหมือนกันมิน่าเล่าทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องรูปโฉมของเขาถึงได้ใส่ใจนัก
หมิงเป่าจูหยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดใบหน้าให้หลี่ไหวฺอวี้อย่างเบามือ แม้ว่าใบหน้าของเขาจะสะอาดสะอ้านอยู่แล้วก็ตาม
หลังจากนั้นค่อยใช้ปลายนิ้วตักยาพอกหน้าขึ้นมาเล็กน้อยทาลงบนใบหน้าของหลี่ไหวฺอวี้แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาก จมูก คาง ล้วนไม่เว้น