“...อ๊ะ”
ร่างของเด็กสาวผมดำลงไปกองกับพื้น
“...อมิตา?”
ขวดอิลิกเซอร์กลิ้งหลุนๆ ออกมา มือสีดำอีกมือคว้ามันก่อนจะถอยกลับเข้าโลง
เนโครแมนเซอร์ไม่เปลี่ยนสีหน้ายามเมื่อได้วัตถุล้ำค่ามาไว้ในมือ มือที่พันด้วยผ้าพันแผลขยี้ขวดสีขาวเหลือบแดงจนแหลก
มือจากโลงศพเพิ่มจำนวนขึ้นเป็สิบสองข้าง ศพเดินได้อย่างน้อยสามสิบร่างผุดขึ้นมาจากดินพร้อมกับฝนกลีบดอกไม้สีขาวโชคดีที่บาเรียนปิดลงอีกครั้ง
“แก!” อรุโณทัยกัดฟัน แต่ก็ไม่มีใครรับความเสี่ยงออกไปจัดการตอนนี้
อิลิกเซอร์...ถึงจะเป็สิ่งสุดท้ายให้ระลึกถึงคนที่จากไป แต่มันก็ไม่สามารถใช้การอะไรกับMT อย่างพวกเขาได้
...จากหางตา ลัคนาเห็นบางอย่างกลิ้งเข้าไปโดนเท้าของเนโครแมนเซอร์ ความทรงจำของเธอแสดงให้เห็นวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกันแล้วเธอก็รู้ว่ามันคืออะไร
ลัคนาก้าวถอยหลัง
คนที่เพิ่งปาะเิมือออกไปคือฟอร์ชูนาโต้
“Salve!”
ชายหนุ่มโบกมือให้เนโครแมนเซอร์ด้วยสีหน้าที่สดใสจนผิดปกติ มืออีกข้างหนึ่งถือเรเปียร์ด้ามทอง
“คิดอะไรของนาย?! นั่นลูกสุดท้าย!”อรุโณทัยตะคอก แต่ฟอร์ชูนาโต้ไม่ตอบ คนอื่นๆ ก็ไม่พูดอะไรเพราะไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไงเหมือนกัน
เสียงะเิดังขึ้น ศพเดินได้ขาดกระจุย เนโครแมนเซอร์เองดูจะไม่ได้รับความเสียหายถึงจะโดนเข้าไปตรงๆ
“ถ้าอย่างนี้มีแต่ต้องไปจัดการเองเท่านั้น!” ฮิบิคิพูด ลัคนายืนขวางไว้
“ไม่ได้ เธอยังตายไม่ได้นะฮิบิคิ” เด็กสาวพูดเสียงเย็น
“ถ้านายตายใครจะช่วยเป็เบ๊ลัคนา?” อรุโณทัยแขวะ แต่สีหน้าหญิงสาวไม่ได้ล้อเล่นเลย
“เรายังไม่รู้ว่าอิลิกเซอร์ทำอะไรได้” หยางให้เหตุผล
“แล้วจะให้ทำยังไง? รอมันเจาะเข้ามาอีกรอบเหรอ?” ฮิบิคิเริ่มโกรธอีกครั้ง สายตาทุกคู่มองไปยังเนโครแมนเซอร์ที่พยายามพังบาเรีย
“ถามหน่อยนะครับ” ชายหนุ่มผู้ใช้กริชแทรกขึ้น “หารหัสกันไป...ถึงไหนแล้วครับ?”
มินถามมาด้วยหน้านิ่ง แต่ผ่านไปครู่เดียวเขาก็รีบพูดแก้ตัว
“ไม่ ไม่... ไม่ได้จะ..”
“รหัส...เรายังไม่รู้เลยค่ะว่าสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่...ตอนนี้เราแค่ทำแผนที่กันเท่านั้น”ลัคนาตอบเสียงเบา
“เหรอครับ?”
“ก็นี่แหละน้า อนาคตการเข้าหน่วยลาดตระเวนของนายถ้าไม่ตายไปเสียก่อน” ฮิบิคิพูด
มินมองเนโครแมนเซอร์ เขาเตรียมใจมานานแล้วว่าถ้าจะเลื่อนเข้าหน่วยลาดตระเวนจริงๆจะต้องเจอกับอะไรแบบนี้ตัวต่อตัววันใดก็วันหนึ่ง แต่เขาไม่คิดเลยว่าจะมีวันไหนที่เขาจะถลาออกไปปาดคอมันเหมือนที่ฮิบิคิทำ
“คิดว่าตอนนี้เราทำอะไรได้บ้าง?” ประกายมาศขอความเห็น
“ถ้าพวกเราทุกคนออกไปสู้กันข้างนอกอาจจะพอทำให้าเ็แล้วไล่ไปได้ค่ะ”ลัคนาเสนอ “ช่วยกลับไปตามคนที่พอสู้ได้ให้ออกมาด้วยนะ ฮิบิคิ”
“ทำไมฉันต้องทำด้วย?”
“ขอร้อง ถ้าได้กำลังคนเพิ่มเราอาจจะมีโอกาสชนะก็ได้นะ”
เงื่อนไขในการชนะก็แค่ทำให้าเ็จนยอมถอยไปเองเท่านั้น ถ้าหากว่าได้กำลังคนเพิ่มอย่างน้อยสักคนสองคนก็ทำให้มีโอกาสสำเร็จเพิ่มขึ้นเรียกได้ว่าเป็การใช้จำนวนเข้าสู้
เด็กหนุ่มส่งเสียง หึ ในลำคอก่อนจะวิ่งกลับไปยังบ้านพัก
คนที่อยู่ในศาลาทยอยออกมา คนหนึ่งถือดาบยาวด้วยแขนที่สั่นกึกๆ
“พวกเราจะช่วยด้วย! ถ้าไม่ทำอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น!”
“ไม่เอาหรอก ถ้ายังไงก็จะตายอย่างน้อยก็ไม่อยากตายอย่างขี้ขลาด ฉันไม่หนีแล้ว!”
“ถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ดี” ประกายมาศยิ้ม คนที่ทยอยกันออกมาเริ่มมีกำลังใจกันขึ้นและอีกสักพักฮิบิคิก็กลับมาพร้อมกับอุลริก อึนริว ปี และลอร์น่า
“ลอร์น่า? ปี?”
“ไหวอยู่แล้วน่า” ปีกระชับหน้าไม้ที่ไม่ได้ใช้มาสักพัก
“ไม่ต้องห่วงเลย ฉันนอนมานานพอแล้ว! เอาละ ว่ามา แผนคืออะไร?” ลอร์น่าหมุนขวานไปมาอย่างอารมณ์ดี น้ำหนักมหาศาลดูจะไม่เป็ปัญหาสักนิดทั้งที่ขาของเธอโดนสาดะุใส่ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนสีหน้าสดใสและท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมของเธอเรียกกำลังใจให้คนอื่นๆ ได้มาก
...
ลักษณะของบาเรียทำให้การล้อมเนโครแมนเซอร์เป็เื่ยาก พอก้าวออกไปก็ไม่มีทั้งโล่หรือที่กำบังให้ใช้ดังนั้นการหลบมือทั้งสิบสองจึงต้องอาศัยไหวพริบและโชคเท่านั้น ะเิมือที่ฟอร์ชูนาโต้ปาออกไปส่งผลให้มีศพกระจัดกระจายจำกัดการเคลื่อนไหวแต่อย่างน้อยก็ชะลอการผุดขึ้นมาของศพได้
อรุโณทัยและหยางคิดแผนขึ้นมา โดยมีมินมาช่วยเสนอจุดบกพร่องและแก้ไขเป็ครั้งแรกพวกเขาใช้เวลาตกลงหน้าที่กันพักหนึ่ง
“ตกลงตามนี้” อรุโณทัยบอกหลังจากทุกคนตกลงกันได้ “ทุกคนเข้าใจนะ? ถ้าไม่เข้าใจก็ถามมาเดี๋ยวนี้!”
ไม่มีใครพูดอะไร
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มได้!”
พวกเขาเปิดฉากโจมตีโดยที่ปีวิ่งเป็วงโค้งแล้วยิงหน้าไม้ออกไป ตามคาด มือสีดำก็ปัดลูกศรที่ถูกยิงทิ้งได้แต่หยางก็ปามีดในคนละทิศกัน ทำให้ทั้งสองโจมตีจากสองด้านทั้งยังอยู่ในแนวของบาเรียหยางกระตุกเส้นลวดตรึงมือสีดำของเนโครแมนเซอร์เอาไว้ได้
สมาชิกกลุ่มของประกายมาศกรูออกไปพร้อมกันหมดโดยมีประกายมาศเป็ผู้นำ เขาพุ่งตรงไปหาแล้วดึงความสนใจเนโครแมนเซอร์โดยที่คนอื่นๆตีวงล้อมเข้ามา ผู้ใช้ศพกระชากเส้นลวดขาดผึงแล้วเริ่มโจมตีสวน ด้วยจำนวนที่มากกว่าอีกทั้งยังเข้ามาพร้อมกันหมดทำให้เนโครแมนเซอร์โดนความเสียหายไปไม่ใช่น้อยและด้วยอาวุธที่มากมายนี้เองทำให้การป้องกันมือที่ขยับด้วยความไวของงูที่ฉกเหยื่อเป็ไปได้
อุลริกเข้ามาจากทางด้านหลัง เขาตวัดเคียวหมายจะให้คอหลุดจากบ่า เนโครแมนเซอร์ไหวตัวทันเรียกมือสีดำออกมาจากโลงอีกข้าง
ชั่ววินาทีที่ศัตรูเหลือบไปมองข้างหลัง อรุโณทัยก็ปักดาบสั้นลงกับมือที่กำลังถือโลงเนโครแมนเซอร์ดูจะไม่รู้สึกถึงความเ็ปทั้งที่โดนอาวุธนับสิบกรูใส่พร้อมกันทีเดียว
คนกว่าครึ่งก็ถอยหลังไป คนที่วิ่งเข้ามาด้วยความเงียบเชียบเหมือนสายลมคือฮิบิคิเขาก้มตัวลงต่ำกว่าเหตุ พอเนโครแมนเซอร์จะหันไปมองลัคนาก็โผล่มาจากอีกด้านแล้วฟันเขาให้ถอยหลังไปในทิศทางที่้าอีกด้านหนึ่งอึนริวก็บีบให้ถอยหลังไปเรื่อยๆ
หยางปามีดติดลวดอีกครั้ง แถมด้วยปีที่เล็งไปยังเท้าจนดูเหมือนมีเม่นอยู่ตรงนั้นเนโครแมนเซอร์ถูกตรึงไว้ชั่วคราว แล้วฮิบิคิก็ใช้ดาบสั้นฟันเท้าขาดจากข้อเท้า อรุโณทัยเองก็ใช้จังหวะนี้ฟันแขนที่ถือโลงศพจนเกือบขาด
ผู้ใช้ศพเสียการทรงตัว มือคว้าสะเปะสะปะ แล้วลอร์น่าก็เข้ามา
เธอบิดตัวแล้วออกแรงสับขวานาอัดเข้ากลางลำตัว มือสีดำพุ่งตรงมาหาเธอพร้อมกันแต่ลัคนากับอึนริวก็พยายามช่วยกันเอาไว้
เนโครแมนเซอร์คายของเหลวสีดำออกมา ประกอบกับอุลริกใช้จังหวะนี้กึ่งฟันกึ่งกระชากคอจนพับไปข้างหลัง
ฮิบิคิะโถีบเนโครแมนเซอร์จนล้มลงไป
ทิศทางที่ลัคนาและอึนริวพยายามบีบให้เนโครแมนเซอร์ไปคือหน้าผา ถ้าร่วงตกจากตรงนี้ไปก็มีโอกาสรอดต่ำมาก
ฝาโลงศพปิดลงเมื่อน้ำหนักของเนโครแมนเซอร์กดทับ มือสีดำที่เหลือเพียงแปดข้างดิ้นเหมือนปลาขาดน้ำแขนข้างที่ยังดีอยู่พยายามดึงศีรษะกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างน่าสยดสยอง คนที่โจมตีเรียบร้อยถอยออกไป
กองทัพขนาดย่อมใต้บังคับบัญชาของประกายมาศลากเนโครแมนเซอร์ไปยังหน้าผาพร้อมกันนั้นก็พยายามจ้วงแทงจุดตายกันไม่หยุดจนแทบจะไม่รู้เลยว่าก้อนเนื้อสองแขนสองขาเคยรูปร่างคล้ายพวกเขามาก่อน
“ไอ้นี่มันไม่มีวันตายเลยหรือไงกัน?” อุลริกพึมพำ
“เท่าที่จำได้... แอปริคอตมี ‘เลเวล’ อยู่ที่ 55 ใช่ไหมคะ? เนโครแมนเซอร์คือ 80 ถึงจะไม่รู้ว่าเลเวลคืออะไร แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งก็ได้”ลัคนาบอก
“ตลกดีนะ ความแข็งแกร่งมันวัดด้วยตัวเลขไม่ได้หรอก” อรุโณทัยพูด “ฉันว่ามันง่ายเกินไปทำไมแอปริคอตถึงแข็งแกร่งขนาดเราทุกคนเกือบเอาตัวไม่รอด แต่เนโครแมนเซอร์ถึงได้อ่อนแอกว่า?”
“ก็คราวก่อนเราสู้ในถิ่นของมัน คราวนี้มันมาสู้ถิ่นเราไงล่ะหัวหน้า พลังก็ลดกันไปเป็ธรรมดา”ฮิบิคิพูด มองเนโครแมนเซอร์ที่ฆ่าอมิตาอย่างง่ายดายโดนถีบตกเหว มีเสียง พลั่กแล้วทุกอย่างก็เงียบไปสักพัก
“เฮ!!!” เมื่อเสร็จงาน เหล่าสมาชิกหน่วยรักษาความปลอดภัยก็ร้องะโ ต่างก็ะโกอดกันและชูกำปั้นขึ้นฟ้า
“าเ็เท่าไหร่?” หยางเดินออกมาพร้อมปีที่เริ่มกะเผลก
ประกายมาศกวาดสายตามองกลุ่มของเขาครู่หนึ่ง ส่ายหน้าด้วยสีหน้าปั้นยาก
“ตรงนั้นาเ็กันเกือบทุกคน สาหัสประมาณสามคน... รวมอมิตาก็ตายสี่...เฮน็อกเองก็ดูเหมือนจะไม่รอด”
ลัคนามองคนที่เืโชกแต่ก็ยังยิ้มแสดงความดีใจอยู่ตอนนั้นมีคนโผล่ขึ้น ขัดจังหวะความคิด
“ผมมินครับ ต่อจากนี้ไปคงจะได้เจอกันอีก” ชายหนุ่มผู้ใช้กริชยื่นมือหาลัคนาเธอจับมือเขาตอบอย่างไม่คุ้นชิน
มินเป็ชายสูงปานกลาง ท่าทางสบายๆ แฝงแววขี้เล่น ใบหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนคนรักสนุกส่วนผมชี้ๆ ก็ถูกปัดไปข้างหนึ่งจนมีลักษณะเหมือนปีกนก
“อือ...”
“...?”
“อมิตา...ไม่เป็ไรแน่เหรอ?”
“นาเนี่ย อ่อนไหวกว่าที่ผมคิดไว้เยอะมากเลยนะ ไม่เป็ไรหรอก ตายกันจนผมชินถึงใครรอบๆ ตัวจะเป็รายต่อไปผมก็ไม่แปลกใจ” เขาชี้นิ้ว “นั่นก็รวมถึงถ้าผมจะตายด้วย”
ลัคนาคิดว่าคนที่มีจิตใจอย่างเขาอาจจะเป็คนที่ได้รับความเสียหายทางใจจากการเป็หน่วยลาดตระเวนน้อยที่สุดก็ได้
การไม่ยึดติด...คือหนทางที่ดีที่สุด เพราะสุดท้ายวันใดวันหนึ่งก็ต้องตายอยู่ดี
“ขนาดออกไปแค่ครู่เดียวยังตายตั้งสี่คน ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าบาเรียหายไปจะตายกันสักกี่คน”ฮิบิคิพูด
ทั้งสามยืนมองร่างที่ถูกขนกลับเข้ามาในบาเรีย ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่ถ้าทิ้งไว้ข้างนอกเฉยๆจะแย่ยิ่งกว่า
“คราวหลังหัดใช้ความสามารถพิเศษให้เป็ประโยชน์หน่อยสิ” ฮิบิคิพูด ตอนแรกลัคนานึกว่าเขาพูดกับเธอแต่ปรากฏว่าคนที่เขาพูดด้วยคือมิน
“แหะๆ ตั้งกับดักมันใช้เวลานานนะครับผม อีกอย่าง ถึงจะตั้งไป คนที่โดนคือพวกสมุนต่างหากไม่ใช่แม่ทัพ” มินหัวเราะโดยที่ตัวส่ายไปส่ายมา เขายักไหล่ครั้งหนึ่งแล้วเปิดเสื้อตัวนอกออกทำให้เห็นอุปกรณ์สารพัดชนิดที่เขาเก็บไว้กับตัว“วันนี้ก็ตั้งใจจะไปขึงเชือกไว้รอบๆ บาเรียเผื่อจะมีอะไรโผล่มาอีก ไปก่อนนะครับ”
พูดแค่นั้นเขาก็เดินจากไปโดยที่สาวเชือกเส้นยาวออกมา มีกระดิ่งผูกติดไว้กับเชือกมินดึงผ้าจากตุ้มกระดิ่ง เสียงกรุ๊งกริ๊งก็กังวานไปทั้งบาเรีย
...
ลัคนาเหม่อมองเชือกผูกกระดิ่งเป็สิบๆ ใบที่ถูกขึงไว้รอบบาเรียจากชั้นสองของบ้านพักได้ยินเสียงร้องไห้ดังแว่วๆ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม ท้องฟ้าแบบเดียวกับที่มองเห็นได้บนร่างของทไวไลท์ไทเกอร์
ลอร์น่าและปีถูกยืดเวลาพักรักษาตัวออกไป เห็นว่าความจริงทั้งสองยังไม่หายดีแต่กลับฝืนร่างกายออกไปสู้โดยเฉพาะลอร์น่าที่ใช้อาวุธที่มีน้ำหนักมากและใช้แรงมากอย่างขวานด้วยยิ่งทำให้อาการเธอทรุดลงกว่าเดิม
หลังจากที่เนโครแมนเซอร์ถูกผลักตกลงไปแล้ว ผู้คนก็ช่วยกันเก็บกวาด บ้านพักกลับมาในสภาพปกติยกเว้นรูบนกำแพงแต่หลังจากนั้นชีวิตก็ดำเนินต่อไป
“ใแทบตาย ถ้าไม่ได้นาน่ากับฮิจัง ฉันไม่รอดแน่เลย” อริสกระแทกตัวลงนั่งห่อไหล่บนเตียงลัคนายิ้มน้อยๆ
“ไม่กลัวเลยเหรอ?”
“...กลัวนะ กลัวมากๆ เลยล่ะ รู้สึกได้เลยว่าความตายเพิ่งเฉียดผ่านไปนิดเดียว”อริสสูดลมหายใจลึกๆ “แต่ว่า นาน่าทำได้ดีมากนะ”
“เื่อะไรเหรอ?” คนถูกกล่าวถึงเริ่มตามไม่ทัน
“ก็...ที่ไม่สนิทกับฮิจัง แล้วก็ไม่ยึดติดกับอะไรมากเกินไป นาน่าไม่ได้ร้องไห้อยู่ในใจแล้วนี่?” อริสยื่นหน้าเข้ามา ผมและั์ตาสะท้อนแสงของอาทิตย์อัสดง
ลัคนาลองคิด เธออาจจะร้องไห้อยู่ในใจตลอดเวลาก็เป็ได้ เท่าที่เธอจำได้เธอเคยปล่อยให้มันออกมาจริงๆคือตอนที่อยู่กับฮิบิคิหลังวันที่นิโคไลและเรืองฤทธิ์ตายไป น้ำตาของเธออาจจะแห้งแล้วก็ได้
เธอมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว? เสียเพื่อนไปต่อหน้าต่อตากี่คนแล้ว?
“อริส เคยเสียเพื่อนไปกี่คนแล้ว?” ก่อนที่จะรู้ตัวคำถามก็หลุดออกไป
เด็กสาวผมขาวล้มตัวลงนอน สายตาทอดมองไปที่ไกลๆ
“ไม่ว่าจะที่นี่หรือที่ไหนๆ การสูญเสียก็เป็เื่ปกติ” เธอเลี่ยงคำถาม
“....ที่ไหนๆ? หมายความว่ายังไง?”
“...”
อริสคลี่ยิ้มบางๆ
“นาน่าคงจะเคยถามสินะว่าเราเคยเป็ใครมาก่อนอยู่ที่นี่หรือเปล่า หรือเราแค่ถูกสร้างขึ้นก่อนเราจะตื่นขึ้นมา เราต้องเคยเป็ใครสักคนมาก่อน คิดอย่างนี้ใช่ไหม?”
ลัคนาพยักหน้า เศษเสี้ยวความทรงจำที่ได้รับมาทีละเล็กทีละน้อยช่วยยืนยันความคิดนั้นได้เป็อย่างดี
“ฉันคิดนะ ว่าไม่ว่าผู้เล่นในเมืองกลางป่าสีม่วง มอนสเตอร์ที่คอยไล่ล่าหรือคนที่ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ ทั้งหมดต่างก็เคยสูญเสียบางสิ่งไปทั้งนั้น ์บนดินไม่มีหรอก”
“แล้วเื่...ที่ไหนๆ ล่ะ?” ลัคนาวกกลับเข้าประเด็นเดิม
“ตัวตนเดิมของเราอาจจะอยู่ในสถานที่ที่พวกเราเอื้อมไม่ถึงก็ได้ แต่ถึงยังไงสถานที่นั้นก็ต้องมีการสูญเสียอยู่ดีไม่ว่าเราจะกลัวและเศร้าโศกกับการสูญเสีย มันก็เลี่ยงไม่ได้”
“...แต่เราก็พยายามรักษามันเอาไว้ได้นะ?”
ลัคนาแย้งขึ้นหลังจากฟังคำพูดเหมือนคนปลงชีวิตของอริส
“ยังไงฉันก็จะพยายามรักษาเอาไว้ รวมทั้งเธอด้วยนะ อริส ขอบคุณที่เป็เพื่อนที่ดีมากๆ”
“ยินดีเสมอจ้า” อริสพูดด้วยน้ำเสียงสดใสกว่าเดิม
...
“เจอลูกแมวแสนซนแล้ว...ว่าไงเฟลิเซีย”
เด็กหนุ่มโผล่จากเงามืด ทำให้ร่างที่ย่อตัวลงกับพื้นต้องหยุดชะงัก
“แก...รู้ได้ยังไง?”
“หมายถึงรู้ว่าเธอทำอะไรอยู่ หรือรู้ชื่ออีกชื่อของเธอเหรอ? แมวมีทั้งชื่อเรียกและชื่อแท้อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ด้วยนะ นี่ผมอุตส่าห์ไปขุดเกร็ดความรู้ไร้ประโยชน์มาจากก้นบึ้งของความทรงจำเลย”
“...้าอะไรกันแน่? ทำไมแกถึงได้...ทั้งที่ฉัน...”
“เดินเข้ามาติดกับผมพอดีเลยนะ ความจริงสิ่งที่ผม้าไม่ใช่การได้รู้เวลามีคนพยายามเข้ามาในบาเรียหรอกแต่อยากรู้มากกว่าว่ามีใครกันแน่ที่อยากออกไปข้างนอก”
“อึก....แต่ฉันไม่ได้ทำเสียงอะไรเลย! ทำไมถึงได้...!”
“...อีกแผนหนึ่งของผมคือตามหาคนที่ฆ่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไงล่ะครับ”
“ฉันไม่ได้ฆ่านังเด็กนั่น ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?” ร่างที่ย่อตัวอยู่ลุกพรวดขึ้นประจันหน้ากับเด็กหนุ่ม
ปึง! เด็กหนุ่มกระแทกแขนทั้งสองข้างเข้ากับผนังบ้าน กักร่างนั้นไม่ให้ขยับไปไหน
เฟนน่าเงยหน้ามองในระยะกระชั้นชิดด้วยสายตาเยียบเย็น
มินยังคงมีรอยยิ้มรักสนุกบนใบหน้าทั้งที่ดวงตาเหมือนกับเสืออยู่ห่างจากใบหน้าของตนไม่ถึงคืบ
“อุตส่าห์มีโอกาสเหมาะๆ ไปขอหัวหน้าอรุโณทัยขึงกระดิ่งแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะจับเหยื่อได้เร็วขนาดนี้นะ”
“หยุดอ้อมค้อมได้แล้ว! ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น! ถึงแกจะเอาเื่นี้ไปบอกใครก็ไม่เชื่อหรอกเพราะฉันแค่ก้มลงไปดูกระดิ่งของแกเท่านั้น”
“หลักฐานไม่พอ? หึๆ ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวไว้นะลูกแมวน้อยเพราะไม่รู้ว่าภัยจะมาเยือนเมื่อไหร่”
มินปล่อยเฟนน่าให้เป็อิสระแล้วหันหลังกลับไปโดยที่ยังหัวเราะอยู่ เฟนน่ายังยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกถึงความเย็นเยียบเมื่อมองเด็กหนุ่ม ไม่ใช่เพราะเขาน่ากลัว แต่เพราะเขากำลังแตะในสิ่งที่เธอไม่อยากให้ยุ่งเกี่ยวนั่นเอง
ผู้ชายคนนี้...เห็นภายนอกยิ้มๆ แต่ที่จริงแล้วอันตรายเหลือเกิน