ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (23)
คนที่วางค่ายกลคืออูโหลว หากฆ่าเขาอาจพอมีจุดพลิกผัน...หนานหมิงจวินตัดสินใจทันที แม้ว่าลมจะพัดเขาออกห่างจากทิศทางของอูโหลว แต่เขาสะบัดเชือกเซียนในแขนเสื้อออกมาเกี่ยวรัดคอของอูโหลวเอาไว้
อูโหลวเป็นทูตมารลำดับที่สาม เดิมก็เป็นคนที่พลังวิชาค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ร้อยปีก่อนยังบาดเจ็บสาหัสจนขาพิการทั้งสองข้างอีก เชือกของหนานหมิงจวินเกี่ยวลากเข้ามา เขากลับไม่มีปัญญาขัดขืนสักนิด คนไม่เพียงถูกหนานหมิงจวินลากตัวไป สีหน้ายังเปลี่ยนจากขาวเป็นแดง เปลี่ยนจากแดงเป็นม่วงทันทีอีกด้วย
“เจ้าคนไร้ประโยชน์!” อูหม่านด่าทอเสียงดังแล้วรีบไล่ตามมา อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยลมปีศาจเช่นนี้ทำให้เคลื่อนไหวสะดวกกว่าหนานหมิงจวินเล็กน้อย รีบคว้าเชือกเซียนของหนานหมิงจวินไว้ก่อนที่อูโหลวจะถูกรัดตาย แต่สากหินของนางไม่ใช่อาวุธมีคม ยังไม่สามารถตัดเชือกเซียนขาดได้ในทันที ทั้งสามคนเคลื่อนโคจรลอยล่องกลางพายุหมุน
แม้ว่าอูหม่านจะเป็นสตรีแต่กลับใช้สากหินจนชินแล้ว ทรงพลังไร้ที่เปรียบจริงๆ หนานหมิงจวินรู้ตัวว่าหากดันทุรังต่อไปจะไม่เป็นผลดีต่อตนเอง ขณะลอยกลางอากาศก็สอดส่องมองแปดทิศ พบว่าภายใต้การต้านทานของทุกคนข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยกที่จองจำฝูงชนเริ่มทุเลาลงแล้ว และเมื่อพายุหมุนพัดโบกก็ดูเหมือนจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ
เช่นนั้นก็เติมพลังเพิ่มให้มันอีกส่วนหนึ่ง! หนานหมิงจวินกัดฟัน เก็บกระบี่ในมือ มือสองข้างคว้าเชือกเซียนไว้ ดึงอูหม่านและอูโหลวอีกฝั่งหนึ่งเหวี่ยงออกไปกลางอากาศครึ่งรอบ ก่อนปล่อยมือให้กระแทกลงใส่ข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยกที่ฝั่งนั้นอย่างรุนแรง!
การทำลายค่ายกลต้องละเมียดละไมกับการหาตาค่ายกล ทำลายกุญแจสำคัญ ทลายค่ายกลจากด้านในเป็นแผนรับมือหลักเสมอมา การขืนโจมตีจากภายนอกเป็นแผนรับมือรองแล้ว อีกอย่างแรงกระแทกนี้ต้องสังเวยชีวิตคนหกเจ็ดคนเป็นอย่างน้อย แต่สุดท้ายแผนรับมือรองนี้กลับได้ผลชะงัด ข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยกนั่นกระจุยกระจายทันที เหล่าเซียนที่ดิ้นรนเนิ่นนานได้รับอิสระอีกครั้งในที่สุด
ยามที่อูหม่านถูกเหวี่ยงออกไปก็กอดอูโหลวแล้วรวบผนึกมุทราจนเกิดม่านพลังวัชระขึ้น ในเวลานี้ทั้งคู่ถูกระฆังวัชระห่อหุ้ม พุ่งเข้าใส่ข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยกราวกระสุนปืนใหญ่ ยามแสงโลหิตกระเซ็นสาดสี่ทิศ จู่ๆ อูหม่านก็รู้สึกว่าหนานหมิงจวินคนนี้ต่างหากที่ใจดำอำมหิต ตนกลับเหมือนคนน่าสงสารที่ถูกข่มเหงรังแก
เซียนที่วางข่ายอาคมจิตพิสุทธิ์ชลาธารหยกได้รับอิสระในที่สุด เซียนที่อยู่ในนั้นรู้แล้วเช่นกันว่าตนตกหลุมพรางของสัตว์ปีศาจ แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นเซียนที่บำเพ็ญเพียรนานหลายปีแต่กลับไม่มีใครจิตใจโอบเอื้ออีกต่อไป ทุกคนล้วนตาแดงก่ำอยู่ในแท่นสะกดจิตนี้ ไม่ใจอ่อนออมมือให้เซียนที่กลายเป็นมารอีกต่อไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมารปีศาจตัวจริงอย่างพวกอูโหลว อูหม่าน แต่ละคนถืออาวุธของตนอยู่ในมือกระหน่ำฟาดระฆังวัชระของอูหม่านราวกับคลุ้มคลั่ง
อูหม่านมองดู ‘เซียน’ ที่ยังไม่กลายเป็นมารแต่กลับเสียสติสัมปชัญญะกลุ่มนี้ จู่ๆ ก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเหตุใดหนานหมิงจวินคนใจดำอำมหิตผู้นั้นจึงเหมือนหงส์ในฝูงกาผิดจากคนกลุ่มนี้สิ้นเชิง
อาวุธเทพนานาชนิดโจมตีระฆังวัชระเสียงดังก้องกังวาน สะเทือนหูของอูโหลวจนเริ่มปวด เขาร้องงอแงเหมือนเด็กไปพลางขณะรวบผนึกมุทรากล่าวกับอูหม่าน “เจ้าประคองไว้! ข้ารวบผนึกมุทราเดี๋ยวก็ดีขึ้น อูจี๋และอูฮูมาถึงก็ไม่ต้องพึ่งเจ้าแล้ว!”
“ไม่ต้องให้เจ้ามาบอกข้า!” อูหม่านกัดฟันประคองระฆังวัชระเอาไว้ ทวารทั้งเจ็ดค่อยๆ มีเลือดหลั่งออกมา “ต่อให้พวกเราตายไปร้อยปีให้หลังก็ยังเป็นมารชั่วอยู่ดี ยิ่งชั่วยิ่งถึงใจ แต่วิญญูชนจอมปลอมที่ตาแดงเกิดจิตสังหารพวกนี้เริ่มออกห่างจาก ‘มหามรรค’ ของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว พวกเราไม่เสียหาย! ดังนั้น...เจ้าไม่ต้องลนลาน...”
“ห้ามตาย!” จู่ๆ อูโหลวพลันเกรี้ยวกราด ความเร็วในการรวบผนึกมุทราเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก “จอมราชันบอกว่าหากพวกเราชนะก็จะไม่ตายอีกแล้ว ให้สังสารวัฏลิขิตสวรรค์ที่เวียนว่ายตายเกิดนี่ไปตายซะเถิด!”
ครืน...ลำแสงสีม่วงแดงสายหนึ่งรินรดเข้าสู่ราตรีมืดมิดฉับพลัน ทุกคนเงยหน้า หนานหมิงจวินที่กำลังเคลื่อนไหวมาทางอูโหลวและอูหม่านก็ชะงักเท้าชั่วคราวเช่นกัน
หรือว่าสุดท้ายก็สายไปเสียแล้ว
“ถ่ายทอดคำสาปมาร!” เซียนชั้นสูงคนหนึ่งตะโกน เสียงเต็มไปด้วยความสั่นเครืออย่างหวาดกลัว “มีทูตมารถูกเรียกออกมาอีกแล้ว!”
“กลัวอะไร!” ชื่อเฉิงจวินที่โลหิตอาบร่างแผดเสียงคำรามดังขึ้นอีก “โผล่มาก็ฆ่า! ต้องมีวันที่ฆ่าหมดในสักวัน!”
“อ๊าก...
“สู้โว้ย...”
“โฮก...”
การเข่นฆ่าเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ไอสีดำในแววตาของเหล่าเซียนที่กลายเป็นมารจางหายไป แสงสีแดงก็เลือนหายไปจากนัยน์ตาของเหล่าเซียนที่ไม่ได้กลายเป็นมารเช่นกัน ผู้คนที่อยู่มานานนับพันปีเหล่านี้ก็รบราประจัญบาน ฝ่ายหนึ่งตายฝ่ายหนึ่งรอดเหมือนกายเนื้อมนุษย์เกิดใหม่ในสังสารวัฏ