๑
สอบธุรการ
ข้าพเ้าจำความได้ว่าข้าพเ้าฝันคืนวันที่ ๙ ม.ค. ๒๕๖๗ ข้าพเ้าฝันว่าข้าพเ้าได้ดูดวงแล้ว “ไปตามดวง”กล่าวแบบจาระไนก็คือข้าพเ้าดูดวงแล้วดวงบอกว่า มีเกณฑ์ “เดินทางไกล”ปรากฏว่าข้าพเ้าก็ได้เดินทางไกลจริงๆ โดยมีเกณฑ์เดินทางไกลเพื่อไปสอบธุรการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ความจริงข้าพเ้าเดินทางอย่างไรนั้น ข้าพเ้าไม่ทราบแน่ชัดทราบแต่เพียงว่าร่างกายของข้าพเ้ามาอยู่ในบ้านหลังเก่าของป้าดี คุณป้าของข้าพเ้าบ้านซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลังวัดสวนป่าน บ้านที่ป้าดีขายไปนานโขเหลือเกินแต่ข้าพเ้ายังมีความทรงจำอันดีที่นั่น
บ้านถูกรีโนเวตใหม่เป็สไตล์บ้านเดี่ยวหากแต่ความจริงบ้านหลังนี้เป็ทาวเฮาส์สองชั้นแต่ความฝันดันเนรมิตให้มันกลายเป็บ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่โล่งแจ้ง มีต้นไม้แม้แต่เพื่อนบ้านก็ดูจักผิดแผกแตกต่างไม่น้อย เพราะบางคนนั้นข้าพเ้าก็ไม่รู้จักมักจี่เลย
บ้านเดี่ยวของป้าดีถูกรีโนเวตเป็บ้าน๓ ชั้น มีห้องน้ำ ๓ ห้อง มีห้องนอน ๔ ห้องนอนแต่จะเป็ห้องใครบ้างข้าพเ้าไม่ทราบแน่ชัด แต่มีห้อง๑ที่น้อย น้องชายของข้าพเ้านอนอยู่
คืนก่อนสอบดูเหมือนว่าน้อยจักนอนห้องของตนข้าพเ้านอนชั้นล่างกับลูกพี่ลูกน้องของข้าพเ้าชื่อกร แลเด็กนิรนามคนหนึ่งข้าพเ้าอนุมานว่าคงเป็เพื่อนของอ้ายกรมันเด็กชายคนนั้นได้มานอนที่บ้านของป้าดีด้วย
ข้าพเ้าจักบอกความลับอะไรให้ท่านผู้อ่านทราบในความเป็จริงแล้วกรป่วยด้วยโรคๆหนึ่ง คืออาการ “หนังหุ้มปลายร่นรัด”หากจักแก้โรคนี้ให้ชะงัดต้องทำการ “ขลิบ” เอาหนังหุ้มปลายนั้นออกเหมือนฝันร้ายของบุรุษเพศหลายคนซึ่งกลัวขี้หดตดหาย แต่ข้าพเ้าผู้เคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อนเมื่อผ่านการ “ขลิบ” มาแล้ว จึงเกิดการรู้แจ้งว่า ์วิมานนั้น “อยู่ไม่ไกล”
ในโลกแห่งความฝันข้าพเ้าพบว่ากรได้หายขาดจากโรคดังกล่าวแล้ว เพราะเ้าตัวดัน “โชว์เ้าโลก”อันมหึมาให้ข้าพเ้าดู แต่ก็เป็ที่น่าแขยงเอาการเมื่อดวงตาของข้าพเ้าดันเห็น“ขี้เปียก” จำนวนหนึ่ง เกาะกันเป็กลุ่มอยู่บนหัวสีชมพูขององชาตเด็กหนุ่ม
เมื่อตะวันผงาดฟ้าข้าพเ้าก็พบว่าการที่จักสอบธุรการนี้ มีกฎครั้งสำคัญที่ข้าพเ้ามิอาจคาดฝันคือผู้ที่จักเข้าสอบนั้น จักต้องแต่งเครื่องแบบชุดนักเรียน “เท่านั้น”เผอิญว่าข้าพเ้าไม่มีชุดดังกล่าวข้าพเ้าจึงบอกน้อยให้ช่วยหาชุดนักเรียนของมันให้หน่อยน้อยก็หาได้ชั่วแค่กางเกงขาสั้นสีดำเท่านั้น ส่วนเสื้อนักเรียนสีขาวก็เก่าบุโรทั่งเกินที่จักใส่ได้แล้วทันใดนั้น เด็กนิรนามเพิ่อนอ้ายกร จึงบอกให้ข้าพเ้าไปหาซื้อชุดนักเรียน
ข้าพเ้าไปหาซื้อชุดนักเรียนแถวๆหอนาฬิกาในตัวเมืองนครศรีธรรมราชร้านขายชุดนักเรียนแขวนเสื้อนักเรียนไว้เต็มพื้นที่ราวกับร้านขายเสื้อผ้ามือสองตามตลาดนัดอย่างไรอย่างนั้นการซื้อชุดนักเรียนนี่เองที่ทำให้ข้าพเ้าไปสนามสอบสายอย่างไรก็ตามข้าพเ้าก็พบกับสิ่งที่ทำให้ข้าพเ้าใยิ่งนักเมื่อข้าพเ้าพบกับเด็กหนุ่มคนนึง แต่งกายในชุดเครื่องแบบชุดนิสิตชายมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร อันเป็มหาวิทยาลัยที่ข้าพเ้าสำเร็จการศึกษามาไม่นานข้าพเ้าก็ทราบจากกรรมการคุมสอบว่า ชุดนิสิตนักศึกษาก็สามารถเข้าสอบได้ไม่ผิดแต่ประการใด
ดังที่ข้าพเ้าได้กล่าวกับท่านผู้อ่านแล้วว่าเมื่อข้าพเ้ามายังสนามสอบสาย ข้าพเ้าก็มิอาจเข้าสอบได้ ข้าพเ้าจึงเดินทางกลับบ้านของป้าดีที่ถนนหลังวัดสวนป่านระหว่างเดินทางกลับข้าพเ้าเห็นเด็กประถมโรงเรียนหนึ่งที่ไม่ไกลจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร กำลังเดินประท้วงลุงคนนึงซึ่งเป็เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง เสียงเด็กเจี้อยแจ้วดังลั่น
“อ้ายเอ๋อ...อ้ายเอ๋อ”
ไม่รู้ว่าลุงที่โดนเด็กเรียกว่า“อ้ายเอ๋อ” นั้น ไปทำอะไรให้ด็กพวกนี้ไม่พอใจ จึงยกโขยงกันไปด่าลุงแกถึงที่ดูเผินๆ เด็กพวกนี้แลดูไร้มรรยาทแต่เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของลุงคนนั้นว่าแกไปสร้างวีรกรรมอันใดไว้
ข้าพเ้าเดินเล่นรอบๆบ้านของป้าดีเห็นเหล่าเพื่อนบ้านทำกิจวัตรต่างๆนานา ข้าพเ้าลองเดินไปหลังบ้านป้าดีปรากฏว่ามันมีป่ากัญชาที่แปลกตาไปจากความเป็จริง กัญชาเ่าั้ยืนต้นสูงประหนึ่งต้นยูคาลิปตัสข้าพเ้าเดินบนถนนลาดยางมุ่งไปทางนั้น พลันเจอทางสามแพร่ง ทางอันเป็ถนนลาดยางเป็แดนสนธยาที่ข้าพเ้าไม่เคยไปมาหาสู่ อีกแพร่งหนึ่งเป็ทางลูกรัง ข้าพเ้าเดินไปตามทางลูกรังนั้น
บรรยากาศของถนนลูกรังสายนี้มีต้นกัญชาประหลาดดังกล่าวข้างต้นเรียงรายอยู่ตลอดทางดอกกัญชาร่วงหล่นบนพื้นถนนไปทั่ว เดินไปสักระยะ๑ ต้นกัญชาประหลาดมลายไปเล็งแลเห็นแต่บ่อสปาโคลนดินลูกรัง ที่เด็กประถมโรงเรียนแห่งหนึ่งข้างๆวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารต่างเปลือยกายแช่บ่อกันอย่างสนุกสนานโดยไม่เคอะเขินแต่ประการใด เดี๋ยวก่อนเด็กพวกนี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตา เพราะคือเด็กกลุ่มเดียวกันที่มาก่อม็อบประท้วง“ลุงเอ๋อ” นั่นเอง
เด็กๆดูจะเล่นบ่อโคลนกันสนุกสนานโดยไม่ยี่หระสายตาของข้าพเ้าข้าพเ้าเดินผ่านเด็กกลุ่มนี้ไปสักพัก ก็พบกับชายปริศนาหน้าตาคล้ายกับตัวการ์ตูนใส่ชุดขาวเขามีรูปร่างใหญ่ กำยำ แลมีความาุโกว่าข้าพเ้า ถ้าจักกล่าวให้ถูกก็คือ“าุโ”กว่าบิดามารดาข้าพเ้าเสียอีก
เราสนทนาพาทีกันเล็กน้อยเกี่ยวกับเื่การพลาดโอกาสสอบธุรการของข้าพเ้า เป็ที่น่าเสียดายว่าข้าพเ้าจำบทสนทนาเ่าั้มิได้เสียแล้วฉันนั้นข้าพเ้าจึงมิอาจสามารถจาระไนให้ท่านผู้อ่านทราบได้ ข้าพเ้าจึงขออภัยมา ณที่นี้ด้วย
แล้วข้าพเ้าก็วาร์ปไปยังสถานที่แห่ง๑ในจังหวัดนครปฐม พื้นที่ถนนยังคงเป็ถนนลูกรังเช่นเดิม มีต้นกัญชาประหลาดอยู่ประปรายมีสุสานร้างที่เหลือไว้แต่เพียง “ซาก” ไม้กางเขนมีร้านอาหารร้างสไตล์คาวบอยตั้งอยู่เคียงข้างสุสานนั้น
ข้าพเ้าเดินมาเรื่อยๆก็พบกับถนนแห่งหนึ่งที่รอบๆสองข้างถนนคือูเาลูกเล็กๆ บริเวณนี้คือถนน “มาลัยแมน”ในโลกแห่งความเป็จริง
นอกจากูเาลูกเล็กๆแล้วก็มีร้านอาหารเรียงรายหลายร้านข้าพเ้าเดินผ่านร้านอาหารเ่าั้ เพื่อที่จะข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้ามแลหารถราเพื่อที่จักเข้ากรุงเทพมีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่งซึ่งมีคนแต่งกายเหมือนในภาพยนตร์จีน “เปาบุ้นจิ้น”ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังทะเลาะกัน คงเป็จอมยุทธ์มาตีกันในร้านอาหารซึ่งเป็เื่ธรรมดาสำหรับผู้ที่เคยชมภาพยนตร์จีนกำลังภายใน
ทันใดนั้นพนักงานเสิร์ฟหญิงในชุดกี่เพ้าสีทองลายแดง รีบพาข้าพเ้าไปยัง “ช่องทางลับ”ที่มีม่านมู่ลี่สีเหลืองเป็ฉากกั้นบังไว้ ข้าพเ้าเดินไปตามทางลับนั้น ทางอันพิศวงงงงวยคล้ายกับกำลังนั่งไทม์แมชชีนของ “โดเรม่อน” อย่างไรอย่างนั้นในที่สุดข้าพเ้าก็ทะลุมายังฝั่ง๑ของถนน
มันคือมหาวิทยาลัยศิลปากรฝั่งถนนมาลัยแมนข้าพเ้าพยายามจักเดินเท้าไปยังมหาวิทยาลัยศิลปากร ฝั่งถนน “ราชมรรคาใน”เพื่อจับรถเข้ากรุงเทพ มันคงเป็เื่บังเอิญที่ข้าพเ้าเจอกับแท็กซี่คัน๑มันเป็รถป้ายดำ คันสีขาว คนขับใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวกางเกงสแล็กสีดำ เขามีใบหน้าสามเหลี่ยม หูกาง ผิวคล้ำ ตัดผมรองทรงต่ำแลเขาถามข้าพเ้าว่า
“ไปไหนครับ”
“จะหารถเข้ากรุงเทพ”ข้าพเ้าตอบ
เขาจึงอาสาไปส่งพร้อมให้ข้าพเ้าจ่ายราคาพิเศษ๒๐ บาท ข้าพเ้ามิรอช้ายื่นธนบัตรใบละ ๒๐ บาทหนึ่งใบให้แก่เขา แล้วขึ้นรถทันที
ข้าพเ้าไม่ทราบแน่ชัดว่าข้าพเ้าถึงกรุงเทพเพลาใดแต่ข้าพจำได้แม่นเทียวว่าข้าพเ้านั่งอยู่ ณ บ้านป้าดี บนโซฟาสีชมพูข้างๆมีน้อยนอนอยู่บนโซฟา ภาพบ้านของป้าดีดูคล้ายกับความเป็จริงเมื่อตอนข้าพเ้าเรียนหนังสือชั้นมัธยม
วันที่ข้าพเ้าพลาดสอบธุรการคือวันที่๑๒ เดือนใดเดือน๑ ทว่าความอัศจรรย์พลันปรากฏขึ้นแก่ข้าพเ้าข้าพเ้าทราบข่าวดีว่าจักมีการจัดสอบธุรการอีกครั้งในอีก ๔ วันข้างหน้า คือวันที่๑๖ เดือนใดเดือน๑ ข้าพเ้าจึงบอกข่าวดีนั้นแก่น้อยและน้องชายของข้าพเ้าก็ตอบกลับมาว่า
“เออ”
คำเดียวแล้วข้าพเ้าก็พลันตื่นขึ้นจากฝัน ในเช้าวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๗ ราว ๙.๕๙ นาฬิกา
จ๊ะ เสือไบ
๑๐ ม.ค. ๒๕๖๗