"นั่นใครน่ะ!!!"
ทันทีที่สิ้นเสียง ไรเซลเร่งเร้าพลังจิตเต็มกำลัง พลางผลักฝ่ามือไปทางต้นเสียง มวลอากาศเกิดแรงกระแทกพัดเ้าของเสียงอัดกำแพง ก่อนไรเซลจะตรึงอีกฝ่ายติดกำแพงไว้ทั้งสภาพนั้น
"เกือบไปแล้ว" ไรเซลคิดในใจก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ถ้าเมื่อกี้โดนโจมตีก่อนละก็อาจไม่รอดแล้วก็ได้
"เดี๋ยวก่อน… เมื่อกี้เสียงมันคุ้นๆ" ไรเซลสงบใจพร้อมกับมองไปรอบๆ
ทันใดนั้นเอง เมื่อเห็นทุกอย่างแจ่มชัดไรเซลก็คลายพลังออกทันที ก่อนจะรีบเร่งเข้าไปทางคนที่ตัวเองเคยอัดติดกำแพงไว้
"นี่นายเป็อะไรมากรึป่าว" ไรเซลถามอย่างเร่งร้อน เบื้องหน้าเขานี่มันคน "คน" คนที่เป็มนุษย์ ทั้งไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มีถึงสิบกว่าคนได้
"นี่นายทำอะไรลงไปเนี่ย" เสียงแหลมๆ ดังขึ้นมาต่อว่าในทันที เดาได้เลยว่านี่เป็เสียงของผู้หญิง
"คุณลุงเป็ยังไงบ้าง คุณลุง!! " เ้าของเสียงเดิมเรียกชายที่ไรเซลอัดปลิวใส่กำแพงพร้อมทั้งเขย่าตัว
ชายคนนี้อายุราว 35-40 ปี ร่างกายสมส่วนสูงประมาณ 170 ดูแข็งแรงมากกว่าอายุนัก แต่ว่าตอนนี้กำลังสลบไสลไม่ได้สติ
"นี่นาย!! เมื่อกี้ทำอะไรน่ะ" เสียงเอาเื่นี้เป็สาวน้อยอายุประมาณ 19 ปี ตัวเล็กกระทัดรัดผิวขาวธรรมชาติ ผมยาวประมาณไหล่ หน้าตาน่ารักอ่อนหวานผิดกับท่าทางเอาเื่นัก หน้าตาพิมพ์นิยมตามยุคสมัยจัดว่าเป็คนสวยคนหนึ่ง
"อะไร!! ใครทำอะไร ก็แค่ยกมือมากันไว้ตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ทำไรซักนิด" ไรเซลแถสีข้างถลอก ตัวเขาไม่กลัวซักนิดว่าจะโดนมองเป็พวกประหลาด แต่ว่าเขายอมไม่ได้จริงๆ ที่จะให้คนรู้ว่าเขาอัดตาลุงนี่เพราะใ นั่นมันเสียภาพพจน์
"นี่นายยังปฏิเสธอีก เมื่อกี้ก็เห็นชัดๆ ว่านายปล่อยมือลงแล้วคุณลุงก็ตกลงมา" แม้จะยังเอาเื่แต่เสียงก็น่าฟังจริงๆ นี่ไรเซลไม่รู้สึกคุกคามซักนิด
"สตางค์แกใจเย็นๆ ก่อนเถอะ" ตอนนี้เองที่เสียงผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ สตางค์ดังขึ้น ทำให้บรรยากาศคุกกรุ่นคลายตัวลง
"มล แกจะให้เย็นได้ยังไง เมื่อกี้ดูยังไงเ้านี่มันก็แปลกชัดๆ" สตางค์หันหน้ากลับไปคุยกับมลฤดี
มลฤดีน่าจะเป็เพื่อนกับสตางค์ หน้าตาไม่ได้สวยเพอร์เฟค แต่ก็ถือว่าเป็คนสวยคนหนึ่ง ประกอบด้วยหน้าตาที่ดูเซ็กซี่และส่วนสูง 170 รวมกับผมลอนสีน้ำตาล นี่คงจะทำให้ชายหนุ่มหลายๆ คนรู้สึกระทวยไปเลย
"คุณเป็ใครคะ แล้วมาที่นี่ได้ยังไง รวมทั้งชุดนั่นด้วย" มลฤดีเมินสตางค์อย่างสิ้นเชิงก่อนเริ่มตั้งคำถามกับไรเซล ผู้ชายที่ท่าทางน่าสงสัยนี่มันไม่น่าไว้ใจจริงๆ
"ผมเหรอ.. ผมคือเ้าป่าไง นี่ดูชุดแล้วคิดไม่ออกใช่มั้ย" ไรเซลตอบกลับไปด้วยท่าทางไม่นำพา
……
.
.
.
.
ความเงียยปกคลุมไปทั้งห้อง สายตานับสิบคู่จ้องมองไรเซลอย่างน่าเวทนา คนที่พวกเขาคิกว่าเป็แสงแห่งความหวัง อยู่ๆ กลับเป็ไอ้บ้าซะนี่
"นี่เราจะมาเสียเวลากับไอ้บ้านี่ทำไม การที่มันมาอยู่ที่นี่แปลว่าตอนนี้ไอ้มนุษย์ต่างดาวนั่นต้องออกจากยานไปแล้วแน่นอน" เสียงผู้ชายดังขึ้น ทลายความเงียบเมื่อครู่ทันที
"จริงด้วย นี่แปลว่าเราต้องรีบแล้ว"
"ไอ้หนุ่มนี่คิดได้ดี พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ"
เสียงฝูงชนเริ่มออกความคิดเห็นกันจ้าละหวั่น พวกเขาอยากรีบออกไปจากที่บ้าๆ นี่เต็มทนแล้ว
ชายที่ออกคิดเห็นเป็คนแรกทำสีหน้าลำพองใจ เข้ารู้สึกดีนักที่ได้เป็จุดศูนย์กลางของผู้คนในที่นี้
" พี่เมฆอย่าพึ่งรีบร้อนไป ทุกคนด้วยใจเย็นก่อนค่ะ เราควรจะถามสถานการณ์ข้างนอกจากคนๆ นี้ก่อน" มลฤดีปรามฝูงชนให้สงบลง เธอเป็คนเดียวที่ดูจะมีความเยือกเย็นที่สุดแล้ว ภาพลักษณ์นี้ช่างดูเป็สาวมั่นเหลือเกิน
"จะมาเอาแก่นสารอะไรกับไอ้บ้าแบบนี้ ดูท่าทางก็น่าจะรู้แล้วว่ามันสติไม่สมประกอบ" เมฆพูดขัดขึ้นทันที เขาไม่มีทางยอมเสียเวลาฟังเื่ไร้สาระจากไอ้คนที่เอาใบไม้มาใส่เด็ดขาด
"โอ้ๆ มีเหตุผล" ไรเซลพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเมฆ
"พวกเราคิดถูกแล้วที่ไม่ควรมาเสียเวลากับไอ้บ้าท่าทางสติไม่สมประกอบนั่น" ไรเซลพูดพลางชี้ไปทางเมฆทันที
"นี่แกพูดบ้าอะไร!!" เมฆะโกลับไป
"พี่เมฆใจเย็นลงก่อนเถอะ นี่มันใช่เวลามาทำแบบนี้มั้ย!! " สตางค์เรียกสติเมฆกลับมาด้วยท่าทางเหลืออด "่เวลาเป็ตายแบบนี้มันยังมีหน้าไปหาเื่คนอื่นอีก นี่มันเป็บ้ารึไง" สตางค์คิดในใจ
"นี่เธอไม่เห็นรึไงว่าไอ้นี่มันบ้า ดูตัวมันซะก่อนสิ" เมฆแย้งขึ้นมา
ท่าทางไรเซลดูไปคลายคนสติไม่ดีที่เราเคยเห็นตามถนนจริงๆ ตัวเขาในตอนนี้นั้นไม่ว่าจะผมหรือหนวดมันก็ช่างรกรุงรัง เนื้อตัวก็มอมแมมเต็มไปด้วยทราย แถมยังมีกระโปรงหนังสัตว์กับมีดไม้โง่ๆ ห้อยอยู่ที่เอวอีก นี่มันใช่ชัดๆ
"พี่เมฆพี่คิดซะบ้างสิ คนสติไม่ดีที่ไหนมันจะเข้ามาในนี้ได้เองกัน พี่ลองอยู่เงียบๆ ซักพักก่อนเถอะ" สตางค์หักหน้าเมฆอย่างไม่ปราณี
"สตางค์!!" เมฆ
"เงียบ!!" สตางค์ตะคอกกลับ
"มีเหตุผล มีเหตุผล" ไรเซลท่าทางไม่ทุกร้อนและพูดเห็นด้วยกับสตางค์พร้อมกับกระดิกนิ้วชี้ไปที่เมฆ หงึก หงึก นี่มันดูแล้วเหมือนจะยั่วให้อีกฝ่ายมาต่อยกันซะมากกว่า
"ตกลงแล้วนายเป็ใครกันแน่ นายเข้ามาในยานนี้ได้ยังไงกัน" สตางค์ถามไรเซล
"นี่ใจเย็นเป็ด้วย.. นึกว่าเธอจะโวยวายได้อย่างเดียวซะอีกยัยหนู" ไรเซลตอบกลับ
สตางค์ปรี๊ดแตก… นี่เราอุตส่าห์สงบใจแล้วคุยด้วย แต่ไอ้นี่ก็ยังพูดไม่รู้เื่อีก
"บอกแล้วไงว่าอย่าไปเสียเวลากับมัน" เมฆแทรกขึ้น
"ตางค์บอกให้พี่เงียบไปก่อน" ตอนนี้สตางค์หน้าตาบูดบึ้งพร้อมเอาเื่กับทุกคน
"นายอย่าทำให้มันเสียเวลามากเลย ตอบคำถามชั้นมาเถอะ" สตางค์พยายามพูดกับไรเซลอีกครั้ง
"เอาเถอะ ๆ ผมชื่อไรเซล ตอนนี้ยานบินลำนี้จอดอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง ตัวผมนั้นอาศัยที่เกาะแห่งนี้เป็ระยะเวลานึงแล้ว ทันทีเจอของแปลก ๆ นี่เลยมาตรวจดู" ไรเซลอธิบายออกไป
"นี่นาย.. ถ้าเป็อย่างที่นายพูดแปลว่ามนุษย์ต่างดาวนั่นกำลังตามล่านายอยู่นี่ แล้วนี่นายรอดมาได้ยังไง" สตางค์แทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ไรเซลบอกเลยซักนิด คนๆ นี้มันจะเอาตัวรอดจากไอ้ตัวพรรค์นั้นแล้วมาแอบขึ้นยานได้ยังไง
"พอเถอะน่า นี่เธอจะไปฟังที่มันโม้ทำไม" เมฆพูดแซะทันที
"ไอ้นี่นี่มันปากหมาจริงๆ นะ มันโตมาขนาดนี้ได้ยังไง" ไรเซลบ่นเสียงดัง
"มึงว่าใครปากหมาวะ!!" เมฆหันมาเื่ทันที
"เลิกบ้าซะทีได้มั้ย!!" มลฤดีขึ้นเสียง ตอนนี้เธอเบื่อไอ้เมฆนี่เต็มทนแล้ว นี่มันทำให้เสียเวลาอันมีค่าเพราะมันไปเท่าไหร่แล้ว
"ที่เห็นเมื่อกี้.... คุณคงไม่ใช่คนธรรมดาสินะ" มลฤดีถามไรเซลอย่างจริงจัง เธอเชื่อว่าไรเซลมีบางสิ่งที่พิเศษ นั่นคงเป็เหตุผลให้เขายังรอดอยู่
"ผมว่าผมเป็คนธรรมดานะ คนพิเศษที่ขี้ไม่ล้างก้นน่าจะเป็ไอ้บ้าตรงนั้นมากกว่า" ไรเซลตอบมลฤดีและกวน… เมฆไปในเวลาเดียวกัน
"มึงอยากตายมากสินะ…." เมฆฟิวส์ขาดพร้อมวิ่งปรี่เข้ามาหาไรเซล
"หยุด!!" สตางค์ะโออก แต่ยังไม่ทันขาดคำเมฆก็ปลิวกลับมาที่เดิมแล้วพร้อมด้วยน้ำลายฟูมปาก
ไรเซลเตะตวัดเข้าที่ชายโครงของเมฆก่อนจะช้อนตัวมันให้ปลิวกระเด็นออกไป
"อาาา… ในที่สุดโลกนี้ก็สงบสุข" ไรเซลบ่นพึมพำ
" นี่นาย…." สตางค์พยายามจะห้ามเพราะกลัวเมฆทำร้ายไรเซลแต่ก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เกิดตรงหน้า ทุกคนเองก็มองอย่างงงงวย สิ่งที่เกิดขึ้นมันเร็วจนพวกเขาตามไม่ทัน ไรเซลเหมือนไม่ได้ออกแรงซักนิด แต่ความเร็วและแรงเตะก็ทำให้เมฆกลายเป็ฝนร่วงลงมาซะแล้ว
นี่มันเหนือความคาดหมาย…. แม้จะดูไม่ได้เื่แต่เมฆก็เป็นักเลงหัวไม้ที่ผันตัวเองมาเป็นักมวย ความเจนสนามและความอึดนั้นไม่เป็รองใคร ไม่น่าเชื่อว่าจะโดนลูกเตะท่าทางสบายๆ แบบนั้นส่งไปนอนน้ำลายฟูมปาก
"ตัวปัญหาก็เข้านอนไปแล้ว เลิกไร้สาระแล้วมาจริงจังกันซะที" ไรเซลเลิกล้อเล่นแล้วเรียกสติทุกคนกลับมา เขาเสียเวลาไปมากแล้ว ไม่แน่ว่าเ้าสี่แขนอาจจะกลับมาตอนไหนก็ได้
"พวกเธอทั้งหมดมาอยู่นี่ได้ยังไง แล้วไอ้นั่นมันเป็ตัวอะไร" ไรเซลเริ่มถามทันที
"นี่นายไปอยู่โลกไหนมาเื่แค่นี้ยังไม่รู้อีก" " [ตอบเฉพาะคำถามที่ผมถาม] " ยังไม่ทันที่สตางค์จะพูดจบไรเซลก็ขัดซะก่อน ยัยนี่ไม่รู้จักกาลเทศะซะจริง
"อะไรของนายฮะ!!" สตางค์ทำท่าจะเอาเื่แต่ในตอนนั้นเอง มลฤดีก็ขัดจังหวะสตางค์ทันที เธอรู้ดีว่าไม่ควรปล่อยให้เพื่อนสร้างปัญญา
"ดิชั้นจะตอบเองค่ะ พวกเราทั้งถูกมนุษย์ต่าวดาวจับมาจากที่ต่างๆ ส่วนเ้าตัวสี่แขนนั้นเรียกว่าชาวกอร์ก็อธค่ะ พวกมันมาจากอวกาศและเข้ามาโจมตีโลกเมื่อสามปีก่อน" มลฤดีอธิบายใหไรเซลฟัง
"เดี๋ยวนะสามปีก่อนอะไร นี่ชั้นพึ่งมาอยู่ที่นี่แค่สองเดือ… เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวก่อน ปีนี้ปีอะไร" ก่อนจะแย้งมลฤดี ไรเซลก็ฉุกคิดขึ้นก่อนจะถามทันที
"คุณไม่รู้เหรอ ปีนี้ก็ปี ค.ศ. 2049 ไงคะ" มลฤดีทำสีหน้างงๆ พร้อมตอบคำถาม นี่ผู้ชายคนนี้สมองเลอะเลือนรึป่าว
"2049 นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะ เราถูกส่งไปปีืื 2046 นี่ ไอ้ตัวเขียวนั่นบอกจะส่งกลับมาปีเดิมมันก็ควรจะกลับมาที่ปี 2046 สิ แล้วก็ทั้งถูกส่งมาเกาะร้างแบบนี้ มันไปไม่ทางเป็เื่ปกติแน่" ไรเซลขบคิดในใจถึงสาเหตุทั้งหมด เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเวลามันถึงเปลี่ยนไปถึงสามปีได้
"นี่เธออ.. เ้าพวกต่างดาวมันบุกโลกสินะ ถ้างั้นตอนนี้โลกเป็ยังไงบ้าง!! " ไรเซลรีบร้อนถามมลฤดีอย่างร้อนรน
"เราถูกพวกมันจูโจมอย่างกระทันหันพร้อมกันทั่วโลก ในตอนนั้นผู้คนต่างรับมือกับเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ทัน ทำให้มีการสูญเสียมากมาย แต่ละคนก็พยายามหนีเอาตัวรอด เป็เวลากว่า 1 อาทิตย์รัฐบาลของประเทศต่างๆ จึงเริ่มควบคุมสถานการณ์ไว้และผลักดันพวกต่างดาวออกจากพื้นที่ต่างๆ ได้ ตอนนี้ประชากรมนุษย์หายไปถึง 1 ใน 3 จากการโจมตีฉับพลัน พวกรัฐบาลและผู้นำของโลกร่วมกันเกาะกลุ่มเพื่อตั้งฐานที่มั่นไว้โต้ตอบมนุษย์ต่างดาวค่ะ" แม้จะคิดว่าไรเซลแปลก ๆ แต่มลฤดีก็อธิบายสถานการณ์ให้ไรเซลเข้าใจอย่างละเอียด
"นี่มัน… บ้าน่าาาา.. " ไรเซลถึงกับช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น เื่นี้มันร้ายแรงเกินไป เขาทำอะไรกับมันไม่ได้เลย
"ทุกคนจะเป็ยังไงบ้างนะ.. " ไรเซลพูดกับตัวเองเสียงอ่อย ตอนนี้เขาห่วงครอบครัวกับคนรู้จักเหลือเกิน แต่ประสบการณ์ทำให้เขายังคิดได้อย่างเยือกเย็นอยู่ เวลาผ่านมาสามปีแล้ว เขาตั้งความหวังไว้ได้ไม่มากเท่าไหร่ ตอนนี้เขาต้องจัดการกับที่นี่และออกไปสืบข่าว
"ฐานที่มั่นตอนนี้มีกี่แห่งและพวกเธอมาจากที่ไหน มันจับพวกเธอมาทำไม" ไรเซลตั้งคำถามอีกครั้ง
"ปัจจุบันฐานทัพขนาดใหญ่ของมนุษย์ตั้งอยู่บนทวีปเอเชีย ยุโรปและอเมริกา อย่างละแห่ง ประเทศใกล้เคียงที่ไม่มีกำลังมากพอได้เข้าร่วมเพื่อตั้งฐานทัพสหพันธ์ เพื่อเอาตัวรอด" มลฤดีตอบไรเซลอย่างละเอียด
"นี่เธอ.. เธอบอกว่าสามแห่งงั้นเหรอ แบบนั้นมันจะไปพอรับคนกว่า 4 พันล้านคนได้ยังไง" ไรเซลถามด้วยความสงสัย แม้จะหายไป 1 ใน 3 แต่ว่าจำจวนคนที่เหลืออยู่ก็มากถึง 4 พันล้านคน จำนวนขนาดนั้นฐานทัพต้องใหญ่ขนาดไหนถึงจะจุเข้าไปได้
"เื่นั้นเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว ฐานทัพขนาดใหญ่จุคนได้ไม่เกิน 1 พันล้านคนเท่านั้น เฉพาะฐานที่มั่นนี้ถึงต้องมีการคัดกรองคนที่จะเข้ามาหลบภัย คนพวกนี้ต้องทำประโยชน์ได้ หรือไม่ก็ต้องเป็ญาติของบุคคลสำคัญของฐานทัพ และประเทศที่ตั้งอยู่รอบนอกที่เป็เกาะเองก็ปฏิเสธที่จะร่วมกันและจัดการด้วยตัวเอง" มลฤดีอธิบายอีกครั้ง
"ทิ้งส่วนเกิน 1 พันล้านคนออกไปงั้นเหรอ สมเป็คนใหญ่คนโตจริงๆ" ไรเซลอดไม่ได้ที่จะแซะพวกระดับสูงของโลกอย่างชื่นชม คนพวกนี้ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็มีเสมอ แต่ว่านี่ก็คือหนทางที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ตอนนี้แล้วจริงๆ
"พวกประเทศที่เป็เกาะนี่ก็คงเป็พวก ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น สินะ ในบรรดาพวกนี้ผมก็ไม่ติดใจนักหรอก แต่ออสเตรเลียที่รบแพ้นกน่ะ มันเอาตัวรอดมาได้ยังไง" ไรเซลถามอย่างสงสัย
"เอ่ออ… เื่นั้น… แม้ว่าจะเคยมีเื่แบบนั้นเกิดขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังรบของออสเตรเลียเข้มแข็งมาก พวกเขาทุ่มสุดตัวเพื่อยันพวกต่างดาวออกไปจนมีพื้นที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง นั่นถือเป็ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่" มลฤดีเล่าเริ่องราวให้ไรเซลฟัง
"เข้าใจแล้ว คร่าวๆ ตอนนี้สถานการณ์ของโลกถูกแบ่งพื้นที่เป็ส่วนของพวกกอร์ก็อธและของมนุษย์สินะ ลักษณะคงจะคุมพื้นที่ส่วนของตัวเองเป็เหมือนาเย็น" ไรเซลยืนยันสถานการณ์กับมลฤดี
" ถูกแล้ว พวกกอร์ก็อธเองก็ไม่อยากเสียกำลังรบโดยไม่จำเป็ ตอนนี้เลยคุมเชิงกันอยู่ แต่พวกนั้นก็ออกไล่ล่าเพื่อลดจำนวนมนุษย์อยู่ตลอด" มลฤดีตอบ
"นั่นคือเหตุผลที่พวกเธออยู่ที่นี่สินะ แล้วมันจะเอาพวกเธอไปทำอะไร" ไรเซลถามคำถามด้วยความสงสัย เขาไม่คิดว่าพวกนี้มันจะ้าเชลย
"เพื่อความสนุกและเพื่อเป็อาหาร" มลฤดีตอบอย่างขมขื่น ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีคนตายไปมากมาย พวกเธอที่ยังมีชีวิตรอดอยู่นั้นก็เพราะว่ามัน้าจะกินแบบเป็ๆ
"ไอ้นี่มัน.. " ไรเซลใอยู่เหมือนกัน เขาเคยผ่านประสบการณ์นี้มาก่อน แต่คิดให้ตายก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกแบบนี้มันชอบกินคนกันนัก น่าขยะแขยงออก
"พวกเธอโดนจับมาจากไหน" ไรเซลถามต่อ
"สำหรับคนอื่นไม่แน่ใจ แต่ชั้นกับยัยสตางค์โดนจับมาตอนที่มันเปิดฉากโจมตีฐานทัพเอเชียฝั่งตะวันออก พวกเราเป็นักเรียนทหารแผนกเสนาธิการของสหพันธ์เอเชีย เรามาฝึกงานพอดี" มลฤดีอธิบายสถานการณ์ของตัวเอง พวกเธอแค่พึ่งมาถึงแต่ไม่คิดว่าจะซวยขนาดนี้
"หาาา!! ยัยนี่นะเสนาธิการ มันจะพาเพื่อนไปตายกันทั้งแก๊งมากกว่า" ไรเซลพูดแดกดันสตางค์
"ฮะฮะฮะ… " มลฤดีหัวเราะร่า เธอเข้าใจสิ่งที่ไรเซลจะสื่อดี ยัยสตางค์เพื่อนเธอนี้อารมณ์ร้อนไม่เหมาะกับงานที่ต้องใช้สมองแบบนี้ซักนิด
"ยัยมลเธอจะหัวเราะอะไรนักหนา นี่เธอเป็พวกเดียวกับมันแล้วรึไง" สตางค์หน้าแดงแปร้ด เธอจะไม่เข้าใจที่สองคนนี้พูดได้ยังไง เธอรู้ดีว่าเธอไม่เหมาะกับนักเรียนเสนาธิการ แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา เธอปฏิเสธพ่อไม่ได้
"เลิกขำได้แล้วน่า นายเองก็เหมือนกันเลิกแขวะชั้นซักที พวกเราเป็คนไทยเหมือนกันนะ" สตางค์จนใจและเถียงอะไรไม่ได้ ถึงได้เอาความเป็เพื่อนร่วมชาติมาอ้าง หวังว่าไรเซลจะประณีประนอมได้บ้าง
"เกี่ยวไรกัน ก็เธอมันไม่เหมาะจริงๆ นี่หว่า" ไรเซลทั้งพูดทั้งขำ ท่าทางสตางค์ตอนนี้ช่างน่าแกล้งเกินไปเขาหยุดไม่ได้จริงๆ
"ยัยมลเธอเลิกเล่นซักทีเถอะ เธอก็รู้ดีนี่นาว่าทุกอย่างพ่อชั้นบังคับให้ทำ" สตางค์จนใจแล้วตอนนี้
"พ่อเหรอ.." ไรเซลสงสัย
"พ่อยัยนี่เป็นายพลที่ฐานทัพน่ะ" มลฤดีบอกให้ไรเซลรู้
" จริงเหรอเนี่ย แม่หนู… พ่อเธอเป็นายพลของฐานทัพเอเชียจริงๆ เหรอ" หนึ่งในคนที่โดนจับมาหลังจากได้ยินก็ถามขึ้นอย่างยินดี หากรอดจากนี่ไปได้แล้วตัวเองทำความรู้จักกับนังหนูนี่ไว้ ไม่แน่ว่าอนาคตอาจสบายขึ้นก็ได้
คนที่อยู่โดยรอบเองก็มองด้วยตาเป็ประกาย
"ชิ…" สตางค์ที่เห็นพวกคนเหล่านี้ก็เข้าใจทันที ในกองทัพเองเธอเจอกับพวกที่หวังทำความรู้จักกับเธอเพื่อผลประโยชน์มานักต่อนักแล้ว
ตอนนี้เองที่ไรเซลทำลายบรรยากาศน่ารำคาญนี้ "เลิกคุยเื่ไร้สาระกันได้แล้ว ตอนนี้ผมเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ทีนี้เราจะจัดการกับปัญหาในตอนนี้ก่อน"
"ถูกแล้ว เราควรหาวิธีหลบหนีจากที่นี่" มลฤดีพูดเสริม
"หนี…" ไรเซลพูดเชิงถามพร้อมเลิกคิ้วสูง
"ใช่… ถ้าเราไม่หนีแล้วเราจะทำอะไรอะไร ลำพังเราสู้มันไม่ได้หรอกนะ" มลฤดีถามด้วยความงุนงง
" เธอจะหนีไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าผมพึ่งบอกไปเหรอว่าเราอยู่บนเกาะร้าง" ไรเซลเตือนสติ
"อ๊ะ..!!" มลฤดีฉุกคิดได้ทันที ไรเซลเคยบอกจริงๆ ว่ายานบินมันมาเทียบที่เกาะร้าง เพราะว่าผ่อนคลายเกินไปมันจึงทำให้เธอลืมเนื้อหาสำคัญบางอย่าง น่าแปลกที่ไรเซลทำให้บรรยากาศตอนนี้ผ่อนคลาย เธอไม่กังวลเื่มนุษย์ต่างดาวซักนิด
"เข้าใจแล้วสินะ แผนของเราคือโจมตีมันและยึดยานบินเพื่อกลับฐานทัพเอเชีย" ไรเซลบอกเป้าหมายให้ทุกคนรู้
"เป็ไปไม่ได้หรอกไอ้หนุ่ม เธออย่ามาหาเื่ให้เราดีกว่า"
"ใช่ๆ พวกเราไม่มีทางสู้ไอ้ตัวแบบนั้นได้หรอก นี่มันไปตายชัดๆ"
"เลิกเพ้อฝันแล้วมาคิดแผนเอาตัวรอดดีกว่า"
"พวกเราไม่อยากมาตายกันหมดเพราะแกหรอกนะ"
ฝูงชนประนามแผนของไรเซลอย่างออกนอกหน้า พวกเขาเลือกที่จะหนีมากกว่าจะไปเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวแบบนั้น
"เป็แค่อาหารแท้ๆ ยังจะมาพูดมากอะไรอีกวะ ไม่มีใครขอให้พวกกากเดนอย่างพวกแกช่วยซะหน่อย พวกแกจะเป็จะตายอะไรก็ช่างหัวพวกแกสิ ชั้นจะไปฆ่ามันและชั้นไม่ได้สนใจเสียงของพวกแกซักนิด" ไรเซลพูดอย่างเบื่อหน่าย ไอ้คนพวกนี้มันพูดอะไรกัน นี่มันคิดว่าถ้าเอาแต่หนีจะรอดจากชะตากรรมการเป็อาหารมนุษย์ต่างดาวได้งั้นเหรอ คิดง่ายเกินไปแล้ว..
"แกว่าไงนะ!!" หนึ่งในฝูงชนะโเสียงดัง พวกเขาโมโหกับคำพูดของไรเซลมากเลยตอนนี้
ทว่า…
ตูมมมมม……
ยังไม่ทันที่เสียงของชายคนนั้นจะสิ้นสุดลง คลื่นอากาศรอบข้างก็แตกออก กระแทกเข้าที่ผู้คนทั้งหมดในห้อง ยกเว้นแค่สองสาว มลฤดีและสตางค์
อ๊ากกกก.. กรี๊ดดดดด… ผู้คนทั้งชายหญิงเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างแตกตื่น แม้ว่าไรเซลจะไม่ได้ใส่พลังอะไรมาก แค่ทำให้พอรู้สึกเหมือนโดนปาหินใส่เท่านั้น แต่การที่อยู่ๆ มีเื่เหนือธรรมชาติแบบนี้เกิดขึ้น มันก็เป็การข่มขวัญที่มากเกินพอแล้ว
"ชั้นไม่เสียเวลากับพวกแกหรอก พวกแกทั้งหมดอยู่ในห้องนี้ต่อไปนั่นแหละดีแล้ว ส่วนเธอสองคนตามชั้นออกมา" ไรเซลอารมณ์เสียเกินกว่าจะสุภาพ เดิมทีเขาไม่คิดขอความร่วมมือจากใครอยู่แล้ว แต่ว่ามลฤดีกับสตางค์พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง พวกเธออาจรู้จักวิธีใช้งานเทคโนโลยีพวกนี้
"เอ่ออ.. พวกเรา" มลฤดียังอ้ำอึ้ง
แต่สำหรับสตางค์นั้นไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว เธอเป็ลูกทหาร ฉะนั้นเื่ความกล้าและความเป็ทอมบอยจึงมีเต็มเปี่ยม เธอคว้ามือมลฤดีและลากตามไรเซลไปทันที
"ไปกันเถอะ" สตางค์บอกกับมลฤดี
ทั้งสามเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจพวกที่ถูกจับมาซักนิด ทุกคนมองพวกเขาเดินออกไปด้วยสายตาที่หวาดกลัว ความรู้สึกของพวกเขาตอนนี้มันบอกว่า "ไรเซลช่างน่ากลัวยิ่งกว่ามนุษย์ต่างดาวซะอีก… "