ผ่านไปสามเดือนนับจากวันแรกที่โจวเจียอี้มีโอกาสได้ฝึกฝนวรยุทธ์จากกัวจงซิน กำลังภายในของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นมาก แม้วัยของเขาจะยังคงเด็กนัก แต่ก็สามารถไต่ขึ้นหน้าผาได้โดยไม่ต้องมีใครมาช่วยเหลือ แม้จะยังพลิ้วไหวเชี่ยวชาญได้อย่างเช่นอาจารย์ของเขา
“มาแล้วหรอเจียเอ๋อร์” กัวจงซินกล่าว
“ท่านอาจารย์ มาเถิด เรามานั่งสมาธิกัน” โจวเจียอี้พูด พร้อมกับลงไปนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่อย่างที่เคยปฏิบัติมาอยู่ทุกวัน
“ไม่ต้องๆ วันนี้ข้าจะไม่สอนให้เ้าเดินลมปราณ” กัวจงซินกล่าว
“ทำไมล่ะท่านอาจารย์ ท่านไม่อยากสอนข้าพเ้าแล้วหรือ” โจวเจียอี้พูดด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง
กัวจงซินเดินเข้ามายืนข้างๆ โขดหินก้อนใหญ่ที่ลูกศิษย์เขานั่งอยู่และกล่าวว่า “ไม่ใช่แบบนั้น วันนี้อาจารย์จะสอนวิชาของพ่อของเ้าให้แก่เ้า”
โจวเจียอี้ตาลุกวาวและลุกขึ้นพร้อมกล่าวอย่างตื่นเต้นใว่า “ข้าพเ้าจะได้เรียนวิชาของบิดาจริงๆหรอ”
“จริง ลงมาจากโขดหิน แล้วข้าจะแสดงให้เ้าดู” กัวจงซินพูด จากนั้นโจวเจียอี้ก็ะโลงมาจากโขดหินก้อนใหญ่ก้อนนั้น
กัวจงซินหยิบกระบี่ที่เตรียมไว้ขึ้นมาจับถนัดไว้ให้มั่น วาดลีลาลวดลายวิชากระบี่มารประจิม ซึ่งเป็วิชาที่โจวเที้ยนเปียดัดแปลงมาจากวิชากระบี่สยบทักษิณ ของอดีตประมุขพรรคคนก่อนที่ได้เคยคิดค้นเอาไว้ ซึ่งวิชากระบี่สยบทักษิณนั้นเคยถูกนำมาใช้ในากับพวกคนเถื่อนแดนใต้มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยประมุขพรรคคนก่อนนั้นได้นำพาสมาชิกพรรคออกบุกตะลุยและฆ่าฟันเหล่าคนเถื่อนเป็จำนวนมาก แต่ด้วยวิธีการที่เหี้ยมโหดและรุนแรง จึงถูกทางการและพวกฝ่ายธรรมะหมายหัวไว้อย่างแรง
ครั้นเมื่อโจวเที้ยนเปียศึกษาวิชานี้จากในคัมภีร์ที่ถูกบันทึกไว้ในหอคัมภีร์พรรคเปลวอัคคี แล้วพบว่ามันมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากเกินไป จึงนำวิชามาดัดแปลงตัดทอนจากวิชาที่มีมากมายกว่า 30 กระบวนท่า ลดลงเหลือเพียง 15 กระบวนท่า และคิดค้นเพิ่มขึ้นมาอีก 3 กระบวนท่า รวมได้ 18 กระบวนท่า แต่ยังคงแฝงไปด้วยความร้ายกาจเช่นเดิม
กัวจงซินเคยเห็นโจวเที้ยนเปียลูกศิษย์ของเขาใช้กระบวนท่าทั้ง 18 มาหลายครั้งจนสามารถจดจำได้ และเพียงพอที่จะถ่ายทอดมันสู่โจวเจียอี้ลูกชายของโจวเที้ยนเปียให้ได้สืบทอดวิชาต่อไป
“กระบวนท่าแรก เ้าจงดูให้ดี” กัวจงซินกล่าว พร้อมกับแสดงกระบวนท่าแรกในวิชากระบี่มารประจิมให้แก่โจวเจียอี้ได้ดู แม้กระบวนท่ามันจะดูไม่ยุ่งยากซับซ้อนนัก แต่ด้วยกำลังภายในของกัวจงซินแล้ว มันสามารถฟันต้นไม้ต้นใหญ่ล้มลงได้
โจวเจียอี้ยืนมองด้วยความตั้งใจก่อนจะตกตะลึงกับความรุนแรงของกระบวนท่าที่อาจารย์ของเขาแสดงออกมา จากนั้นกัวจงซินได้ยื่นกระบี่ในมือให้และพูดว่า “ถึงเวลาของเ้าแล้ว”
โจวเจียอี้รับกระบี่มาจากอาจารย์ ก่อนจะนำมาตวัดตามที่อาจารย์ของเขาแสดงให้ดู กัวจงซินก็ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
กัวจงซินเดินเข้าไปหาโจวเจียอี้และตบไปที่มือข้างที่ถือกระบี่อยู่จนกระบี่หลุดจากมือกระเด็นออกไป โจวเจียอี้จึงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านทำแบบนี้ทำไม”
“จงจับกระบี่ไว้ให้มั่น กระบี่ก็เหมือนกับมือเท้าของเ้า หากเ้าสูญเสียมือเท้าไปจะเป็ยังไง จงทำให้กระบี่เป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย อย่าให้ใครมาปลดกระบี่เ้าง่ายๆ” กัวจงซินกล่าว
โจวเจียอี้รับคำ ก่อนจะนำกระบี่มาจับอีกครั้ง อาจารย์เขาก็ทดสอบความแน่นของกระบี่ด้วยวิธีเดิมอีกหลายครั้งและกระบี่ก็หลุดเช่นเดิม จนโจวเจียอี้เค้นกำลังภายในออกมาใช้ในการยึดเหนี่ยวกระบี่ไว้ และคราวนี้กัวจงซินก็ทำสอบแบบเดิมอีกแต่กระบี่ก็ไม่หลุดอีกแล้ว
โจวเจียอี้ตั้งท่าอีกครั้ง และพยายามกระบี่ตามจังหวะที่ถูกสอน แต่ก็มีทั้งท่าทางที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง มีท่าทางที่ขาดและเกินอยู่ตลอดกว่าจะอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วยาม จนกระทั่งทำสำเร็จ
“ท่านอาจารย์ ข้าทำได้แล้ว” โจวเจียอี้พูดหลังจากฝึกกระบวนท่าแรกสำเร็จ แม้มันจะบางเบาแต่ก็ถือว่าเป็วิธีการที่ถูกต้อง
“ดี งั้นเ้าจงฝึกกระบวนท่านี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นไม้ต้นใหญ่นั้นจะหักโค่นลงได้” กัวจงซินพูด
“ท่านอาจารย์ ข้าพเ้าจะทำให้ต้นไม้หักได้ยังไง” โจวเจียอี้พูด
“เ้าทำบ่อยๆ เ้าฝึกเรื่อยๆ เดี๋ยววิชาฝีมือเ้าก็พัฒนาและก็สามารถทำให้ต้นไม้หักได้เอง” กัวจงซินพูด
“แล้วข้าพเ้าต้องใช้เวลานานแค่ไหน” โจวเจียอี้ถาม
“เจียเอ๋อร์ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา ต้นไม้ที่ตั้งอยู่ตรงนั้นเองก็ต้องใช้เวลากว่าจะเติบใหญ่อย่างวันนี้ เ้าเองก็ต้องใช้เวลากว่าจะเติบโตขึ้นเป็ผู้ใหญ่ อาจารย์เองก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนฝีมือมานานกว่าจะเก่งเท่าวันนี้ได้ ไม่มีใครหรอกในโลกนี้ที่จะเกิดมาแล้วเก่งเลย แต่ถ้าเ้าได้ฝึกฝนอยู่บ่อยๆ สักวันนึงเ้าก็จะสามารถทำได้” กัวจงซินพูด
“ขอรับท่าอาจารย์ ข้าพเ้าจะฝึก ต่อให้นานเท่าไหร่ก็จะฝึกให้สำเร็จให้ได้” โจวเจียอี้พูด
โจวเจียอี้ใช้เวลาฝึกฝนวิชากระบี่มารประจิมทั้ง 18 กระบวนท่าอยู่นานหลายปีจนกระทั่งอายุได้ 16 ปี ก็สามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมดและใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว
“สิบปีแล้วสินะ ที่ข้าถ่ายทอดวิชาของพ่อเ้าให้แก่เ้า ฝีมือของเ้าช่างรุดหน้าดีจริงๆ” กัวจงซินกล่าว
โจวเจียอี้ในวัย 16 ปี ร่างกายมีความแข็งแรงกำยำขึ้น เค้าโครงหน้าตาดูชัดมีความเป็หนุ่มมากขึ้น ยิ่งเขาโตขึ้นมากเท่าไหร่ โครงหน้าก็ใกล้เคียงกับบิดามากเท่านั้น ใบหน้าอันหล่อเหลางดงามผสมเข้ากับดวงตาและผิวพรรณที่สวยงามอย่างมารดาแล้วประกอบกับฝีมือกระบี่ของเขาแล้วเสน่ห์ของเขาก็ยิ่งมากล้นขึ้น
“ท่านอาจารย์ท่านชมเกินไปแล้ว ศิษย์เองก็ยังคงอ่อนด้อยนัก” โจวเจียอี้ในวัยหนุ่มกล่าว
“เอาล่ะ ในเมื่อเ้าสำเร็จวิชาของบิดาเ้าแล้ว ข้าก็จะสอนวิชาของข้าให้” กัวจงซินพูด
“เดี๋ยวก่อนท่านอาจารย์ กว่าข้าจะสำเร็จวิชาของท่านพ่อก็ใช้เวลาเป็สิบปี แล้ววิชาของท่านข้าจะใช้เวลาอีกกี่ปีจึงจะสำเร็จได้” โจวเจียอี้กล่าว
“วิชาของข้าไม่ยุ่งวุ่นวายแบบวิชาของพ่อเ้าหรอก แล้วอีกอย่างตอนนี้กำลังภายในของเ้าก็มีเพียงพอที่จะฝึกวิชาของข้าแล้ว” กัวจงซินกล่าว
“แล้วท่านจะสอนวิชาอะไรแก่ข้า” โจวเจียอี้ถาม
“วิชาที่ข้าจะสอนเ้า ชื่อว่าฝ่ามือมารนพเก้า มีเพียงแค่เก้ากระบวนท่าเท่านั้น เห็นมั้ยล่ะน้อยกว่าวิชาของพ่อของเ้าอีก” กัวจงซินพูด
วิชาของกัวจงซินนั้นแม้จะเป็วิชาฝ่ามือที่ใช้กระบวนท่าเพียงเก้ากระบวน แต่ก็ไม่ใช่วิชาที่โจวเจียอี้ในสมัยเด็กจะสามารถฝึกฝนได้ หากไม่มีวิชาภายในที่แข็งแกร่งเพียงพอ ร่างกายอาจจะธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียชีวิตได้ ซึ่งกัวจงซินดูแล้ว่เวลานี้น่าจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งโจวเจียอี้มีความพร้อมทั้งกำลังภายนอกและกำลังภายใน
‘วิชานี้ข้าไม่เคยถ่ายทอดให้แก่ใครที่ไหน ข้าก็ได้แต่หวังว่าเ้าจะสามารถฝึกฝนมันจนสำเร็จได้’