เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆหน่วยเมฆาสีครามกำลังขึ้นมาบนชั้นสองแล้ว ฟงอี้เฉินจึงยื่นมือออกมา
“ไปกันเถอะพวกมันตามมาแล้ว”
หวังซูลี่มองมือของเขานิ่งๆ ใต้แสงจันทร์ใบหน้าของชายหนุ่มดูจริงจังกว่าปกติ นางค่อยๆยื่นมือไปวางบนมือเขา และพยักหน้า
หลังจากหนีออกมาได้พวกเขาก็ไปซ่อนตัวในป่า อีกไม่กี่ชั่วยามก็เช้าแล้ว อากาศในยามค่ำคืนนั้นหนาวเหน็บหวังชุนเหม่ยเอามือจับหวังซูลี่ไว้เพื่อให้นางคลายหนาวฟงอี้เฉินเห็นท่าทางชายสองคนที่กะหนุงกะหนิงกันเยี่ยงผู้หญิงก็เริ่มสงสัย
“พวกเ้าทั้งสองจะหนีไปที่ไหนกัน?”
“ข้าจะไปทางเหนือเห็นว่าที่หุบเขากวงซานมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถชำระล้างคำสาปทุกอย่างได้”
ฟงอี้เฉินเพ่งมองไปที่หวังซูลี่
“คำสาปงั้นหรือ?”
หวังซูลี่ทำหน้าเจือนเพราะเผลอพูดเื่คำสาปออกไป แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะอธิบาย
“ตระกูลข้าไม่เคยมีลูกสาวเลยทุกคนต่างบอกว่ามันเป็คำสาปที่ได้มาั้แ่บรรพบุรุษ ดังนั้นพออายุครบ 18ทุกคนจะถูกบังคับให้แต่งงานกับตระกูลที่มีแต่ลูกสาวเพราะคิดว่าจะช่วยล้างอาถรรพ์ได้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังขึ้นฟงอี้เฉินกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว
“ทุกตระกูลต่างก็อยากได้แต่ลูกชายเพื่อสืบทอดแต่บ้านเ้ากลับอยากได้ลูกสาวเพื่อล้างอาถรรพ์อย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันเสียนิกระไร”
หวังซูลี่จ้องฟงอี้เฉินด้วยสีหน้าเอือมระอาเขาเห็นความทุกข์คนอื่นเป็เื่ขำขันเช่นนั้นหรือ
“หากเป็เ้าจะทำอย่างไรถ้าทั้งบ้านมีแต่ลูกชาย เ้าไม่อยากได้น้องสาวหรือพี่สาวอย่างนั้นหรือ”
ฟงอี้เฉินทำหน้าคิดเพราะตอนนี้ตระกูลฟงก็ไม่มีลูกสาวเลยเช่นกันเขามองหน้าหวังซูลี่เล็กน้อยและคิดในใจ
“หากได้มีน้องสาวหน้าตาน่ารักเช่นนี้คงจะดีไม่น้อย”
และเขาก็ต้องหยุดคิดทันพลันเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็ผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง
“เอาแหละถ้าเ้าคิดว่าบ่อน้ำนั่นสามารถล้างคำสาปได้จริงๆข้าก็จะไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาสักครั้ง”
หวังซูลี่เบิกตากว้างทันที
“เ้าจะไปกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
“เปล่าเลย....ข้าไม่ได้ไปกับเ้าแค่ไปทางเดียวกับเ้าเฉยๆ”
พวกเขาเดินตามทางไปเรื่อยๆเมื่อเข้าเมืองได้ ฟงอี้เฉินก็หาซื้อรถม้าคันเล็กไว้สำหรับเดินทางและเก็บเสบียงหลังจากได้ของที่้าครบแล้วก็เริ่มเดินทางต่อทันที รถม้าเคลื่อนตัวช้าๆค่อยๆออกจากเมืองไปเรื่อย หลังหนีออกจากเมืองชิงอันมาได้ทั้งสามคนก็เดินทางร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
“หากพวกเ้าถูกตามล่าการเดินทางกันสองสตรี...เอ่อ สองบุรุษคงไม่ปลอดภัยนัก”
เขารีบเปลี่ยนคำพูดทันทีเมื่อหวังซูลี่ปรายตามองมาหวังชุนเหม่ยที่นั่งข้างคนขับรถม้าถึงกับเหลือบไปมองฟงอี้เฉิน เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มสงสัยแล้ว
“อีกไม่นานจะถึงเมืองหลินโจว”
ฟงอี้เฉินพูดพลางถือแผนที่
“ที่นั่นคนเยอะเหมาะสำหรับหลบซ่อน”
หวังซูลี่พยักหน้าเบาๆ ตลอดสามวันที่เดินทางด้วยกันนางรู้สึกว่าชายคนนี้ถึงจะดูขี้เล่น ไม่จริงจัง แต่กลับรอบคอบกว่าที่คิดมาก
“มองอะไร”
เสียงของฟงอี้เฉินดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวังซูลี่เพิ่งรู้ตัวว่านางเผลอมองเขานานเกินไป จึงรีบละสายตา
“ไม่มีอะไร”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ
“เ้าโกหกไม่เก่งเลยนะ หยางลี่”
หัวใจของหวังซูลี่กระตุกเล็กน้อยแววตาคู่นั้นที่มองมาที่นางอย่างอ่อนโยน ราวกับรู้ว่านางไม่ใช่ชาย นางจึงรีบหันไปมองด้านนอกแทนทว่าทันใดนั้น ม้าหน้ารถพลันร้องเสียงดังอย่างตื่นใ ฟงอี้เฉินเพ่งมองที่ตรงหน้าและขมวดคิ้วทันที
“หยุดรถ!”
ฟึ่บ!
ร่างหลายร่างะโลงมาจากต้นไม้รอบด้านชายชุดดำถือดาบล้อมรถม้าเอาไว้ในพริบตา หวังชุนเหม่ยหน้าซีดเผือด
“ตามมาอีกแล้ว!”
ฟงอี้เฉินก้าวลงจากรถม้าช้าๆสีหน้ายังดูสบายราวไม่รู้สึกรู้สา
“พวกเ้านี่ตามเก่งจริง”
หัวหน้าชายชุดดำกล่าวเสียงเย็น
“ส่งตัวสองคนนั้นมา”
ดวงตาของฟงอี้เฉินหรี่ลงทันที เขาหันกลับไปมองหวังซูลี่โดยไม่รู้ตัวหญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆเม้มริมฝีปาก
“ข้าคือคนที่พวกเ้าตามหาปล่อยชายคนนั้นไป เขาไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้”
ชายชุดดำเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นฟงอี้เฉินหยิบกระบี่ขึ้นมาตั้งท่าพร้อมต่อสู้
“มีคำสั่งให้พาท่านกลับไปอย่างปลอดภัยได้โปรดอย่าขัดขืน..เพื่อเลี่ยงการเจ็บตัว”
ยิ่งได้ยินคำขู่นั้นยิ่งทำให้ฟงอี้เฉินเริ่มโมโห
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกเ้าจะบังคับให้คุณชายสองคนนี้กลับไปได้อย่างไร.....แต่หากพวกเขาไม่อยากกลับพวกเ้าก็ไม่มีสิทธิ์บังคับ”
ทุกคนชะงักหัวหน้าหน่วยเงาหน้าเปลี่ยนสี
“คุณชายงั้นหรือ?”
ชายชุดดำคนนั้นหันไปมองหวังซูลี่และหวังชุนเหม่ยที่ปลอมตัวเป็ชายก่อนจะหันกลับมามองฟงอี้เฉินและหัวเราะ
“เห็นฝีมือดี นึกว่าเ้าจะเฉลียวฉลาด”
ฟงอี้เฉินขมวดคิ้วไม่พอใจที่เชาชุดดำคนนั้นพูดจาดูถูก
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดดาบหลายเล่มถูกชักออกจากฝัก ชายชุดดำยืนล้อมรถม้าคันนั้นไว้ แต่ในตอนนั้นเอง
ครืน!
ท้องฟ้าพลันส่งเสียงกึกก้อง ลมเย็นจัดพัดวูบผ่านป่าทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ดวงจันทร์ที่เคยส่องแสงอยู่บนฟ้าค่อยๆถูกความมืดกลืนกิน คืนนี้คือคืนฟ้าดับคืนที่ไร้แสงจันทร์ และในวินาทีนั้นเอง หวังซูลี่พลันรู้สึกแสบร้อนที่ข้อมือ
“อะไรกัน”
นางสะดุ้งเฮือก ก่อนก้มลงมอง รอยจันทราแดงที่ข้อมือกำลังเรืองแสงนางรีบดึงแขนเสื้อลงมาปิดไว้เพื่อไม่ให้ใครเห็นรอยแดงนี้ทันที
ในขณะนั้นฟงอี้เฉินยืนอยู่กลางวงล้อมเพียงลำพังมือข้างหนึ่งกำด้ามกระบี่แน่นดวงตาที่เยือกเย็นกว่าน้ำแข็งจ้องมองไปที่ชายชุดดำเ่าั้ทันทีที่ลมหยุดพัดพวกชายชุดดำก็กระโจนเข้าหาฟงอี้เฉินทันที เสียงโลหะเสียดสีกันดัง
เคร้ง!
ฟงอี้เฉินหมุนตัวหลบคมดาบที่ฟันเข้ามาจากด้านหลังอย่างเฉียดฉิวก่อนสวนกลับด้วยกระบี่เพียงครั้งเดียว
ฉัวะ!
เืสีแดง สาดกระเซ็นขึ้นกลางอากาศชายคนแรกทรุดลงแทบเท้าในทันที อีกคนพุ่งเข้ามาจากด้านขวาฟงอี้เฉินยกกระบี่ขึ้นรับแรงฟันหนักหน่วง เสียงเหล็กกระทบกันจนเกิดประกายไฟก่อนจะถีบเข้ากลางอกอีกฝ่ายเต็มแรง ร่างชายชุดดำปลิวกระแทกพื้นอย่างรุนแรง แต่ศัตรูไม่ได้มีเพียงสองคนเงาดำอีกหลายสายพุ่งเข้ามาราวฝูงหมาป่า
ฟงอี้เฉินก้าวถอยเพียงครึ่งก้าว จากนั้น…ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวรวดเร็วจนแทบมองไม่ทันกระบี่ในมือวาดผ่านกลางอากาศเป็กระบวนท่าหลายท่า เืสาดกระจายไปทั่วพื้นหิน เสียงร้องโหยหวนดังไม่ขาดสายชายชุดดำคนหนึ่งคิดฉวยโอกาสจากด้านหลัง แทงดาบตรงเข้าหลังของเขา แต่ฟงอี้เฉินกลับราวกับมีตาอยู่ด้านหลังเขาเอียงตัวหลบเพียงนิดเดียว ก่อนใช้ข้อศอกกระแทกเข้าปลายคางของอีกฝ่ายเต็มแรง
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังชัด จากนั้นปลายกระบี่ก็แทงทะลุไหล่ของศัตรูอย่างแม่นยำชายผู้นั้นร้องลั่นก่อนล้มลงไป ลมหายใจของทุกคนเริ่มกระชั้น พื้นเต็มไปด้วยคราบเืแต่ฟงอี้เฉินกลับยังยืนตรงอย่างมั่นคง แม้ปลายแขนเสื้อจะเปื้อนเืสีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย ชายชุดดำที่เหลือเริ่มหวาดหวั่น
“มัน…มันเป็ปีศาจหรืออย่างไร!”
ฟงอวี้เฉินยกกระบี่ขึ้นช้าๆ หยดเืไหลลงจากปลายคมทีละหยด
“อยากตายก็เข้ามา”
ชายชุดดำพวกนั้นเห็นท่าว่าจะสู้ฟงอี้เฉินไม่ไหวจึงได้หนีเพื่อกลับไปตั้งหลัก