ตอนพิเศษ FIX APP (3) : (เตา)เนื้อย่างไม่มี แต่(เรา)มีเนื้อคู่นะ
ผมไปมากี่ห้างแล้วก็ไม่แน่ใจ แต่มันเริ่มจากเก้าโมงเช้าแถวโลตัสที่ใกล้ๆ บ้านพี่ฮิมก่อนเป็ที่แรก ก่อนจะมาจบลงที่นี่ตอนเกือบสองทุ่ม…
คิดถึงผมกับพี่ฮิมไหมครับ?
ผมกับพี่ฮิมยังเป็เหมือนเดิม เขาตามใจผมเหมือนเคย และผมก็อยู่ใกล้ๆ ให้เขาตามใจอย่างเดิมเด๊ะ อาจจะมีบางวันที่ผมถือโอกาสแกล้งเขาด้วยการขับมอเตอร์ไซค์แล้วบังคับให้เขาซ้อน อ้อ… ผมเอามอเตอร์ไซค์ขึ้นมาจากหาดใหญ่ เพื่อเอามาแกล้งพี่เขาโดยเฉพาะ(?) วันนี้ก็เป็วันที่ผมตั้งใจจะทำอย่างนั้น แต่พอจบวันก็ไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าแกล้งเขาหรือกำลังทรมานทรกรรมตัวเองอยู่กันแน่
ขอเล่าย้อนไป่เช้าเพื่ออรรถรสในการอ่านของทุกคนเลยนะครับ ตอน่เช้า ผมลุกขึ้นบิดี้เีบนเตียงนอนหลังใหญ่ของพี่ฮิม
“ตื่นแล้วหรอ หิวมั้ย พี่ให้แม่บ้านชงโกโก้ไว้ให้” ขณะที่สองมือพยายามปัดเส้นผมตัวเองให้เข้าที่เข้าทางก็มีเสียงนุ่มๆ ดังมาจากแถวโต๊ะทำงานในห้อง แน่นอนว่าตอนนี้ผมอยู่บนเตียงนี้คนเดียว เพราะตอนนี้พี่เขาน่ะนั่งอยู่ตรงโน้น ผมจึงหันไปมองพลางหยีตาไปด้วยเนื่องจากตรงนั้นมีกระจกบานใหญ่ที่รับแสงอาทิตย์ยามสายเต็มๆ
อย่างกับมีแสงเปล่งประกายออกมาจากตัวพี่เขาแหนะ .. โอ้โห หล่อแบบคนอย่างผมไม่น่าจะมีวันเทียบเท่าได้เลย
“โฮ่ง!” เป็นุ้ยที่เห่าเรียกสติของผม หลังจากกะพริบตาปริบๆ ผมก็ลงจากเตียงไปอุ้มนุ้ยขึ้นมากอดไว้ เดี๋ยวนี้นุ้ยตัวใหญ่แล้ว แต่ผมก็ชอบอุ้มเ้านี่อยู่วันยังค่ำ
แง้ นุ้ยน่ารักที่ฉุดเยย /ทำเสียงสองสามสี่ห้า
“วันนี้ปลาทองอยากทำอะไร” พี่ฮิมถามหลังจากที่มองผมยืนจิบโกโก้อยู่ใกล้ๆ เขาสักพัก ส่วนนุ้ย ตอนนี้น้องเค้าวิ่งหายออกไปจากห้องนอนแล้ว
“ผมอยากไปซื้อขนม” เงียบไปไม่นานเพราะใช้ความคิดอยู่ก่อนจะโพล่งบอกออกไป แต่เอาจริงๆ นะ ผมรู้เลยว่าเขาจะพูดอะไร
“อยากกินอะไร เดี๋ยวให้แม่บ้านทำให้ ขนมก็สั่งเข้ามาก็ได้มั้ง” นั่นไง… ผมคิดว่าตัวเองแม่นเื่นี้ยิ่งกว่าหมอดูเสียอีก พี่ฮิมไม่ชอบไปเดินห้าง แต่ก็เพิ่งมาเป็ตอนเป็แฟนกันนี่แหละ ผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไม อาจจะเป็เพราะถ้าอยู่ข้างนอกเขาจะทำอย่างนี้ไม่ได้ล่ะมั้ง
อย่างนี้ก็คือเขาดึงผมไปนั่งที่ตักแล้วกอดเอวเอาไว้พลางหอมหัวของผมรัวๆ ผมไม่สบายตัวเลย พี่เขาติดผมเกินไปอะ
“ปลาทองน่ารัก หอมด้วย” แล้วก็พูดวนอยู่แถวๆ อะไรพวกนี้
“อื้ออ พอก่อน” ผมดันอกเขาออกห่าง ตั้งใจทำหน้าไม่พอใจ แต่กลายเป็ว่าพี่ฮิมกลับทำท่าราวกับไม่รู้ว่าผมไม่พอใจแล้วรั้งตัวผมไปกอดแน่นกว่าเดิม
แอ่ก…
“พี่ฮิม!” ผมทำเสียงดุ
“ครับ? ว่าไงครับ” แม้ปากเขาจะตอบรับ แต่สายตาของเขาไม่ได้มองหน้าผมเลย ความสนใจของพี่เขาวนอยู่แถวๆ คอของผมเพราะผมััได้ถึงปลายจมูกและลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่เป่ารดลงมา
“หยุดเลยนะพี่!” ผมขืนตัวสุดแรงเกิด “ไม่แล้ว นี่มันกลางวันแสกๆ หยุ๊ด!”
ในที่สุดผมก็หลุดจากอ้อมแขนนั้นแล้วไปยืนห่างๆ พี่ฮิมได้สำเร็จ คราวนี้สองแขนของผมยกขึ้นกอดอกราวกับตั้งการ์ด แต่พอมองไปสบตากับพี่ฮิม ผมก็เริ่มลังเลว่าผมใจร้ายกับเขาเกินไปรึเปล่า
“ไม่อยากให้พี่กอดเหรอ” ทำหน้าหงอยขนาดนั้น แล้วผมจะตอบความจริงได้ยังไง
“เปล่า” เลยตอบปฏิเสธกลับไปเสียงเบาหวิวแล้วก็อ้างๆ แถๆ ไปก่อนจะจบด้วยงัดท่าไม้ตายออดอ้อนออกมาใช้ “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ...แต่ผมอยากออกไปซื้อของข้างนอกนี่นา ออกไปโลตัสก็ได้นะ นะ น้า”
เอาจริงๆ นะ ั้แ่เป็แฟนกับพี่เขา ก็คือผมแทบไม่ได้ไปข้างนอก ลืมเื่เดินเที่ยวไปได้เลย ถ้าไม่ใช้ชีวิตอยู่ที่ทำงาน บนรถของเขา ก็บ้านผม ไม่ก็บ้านพี่ฮิม มีอยู่เท่านั้นไม่ขาดไม่เกิน เขาเป็มนุษย์ออนไลน์มากขนาดที่โปรแกรมเมอร์อย่างผมยังงุนงง พี่จะสั่งของจากทางออนไลน์หรือเดลิเวอรี่มาตลอดไม่ได้ไหม บางอย่างคนเราก็ต้องออกไปเดินดูเองบ้าง หรือไม่ก็ต้องออกไปกินข้าวเปลี่ยนบรรยากาศบ้างไหมอะ ไม่ใช่เอะอะเรียกเชฟมาทำอาหารที่บ้านแล้วบอกว่าไม่อยากเบียดคนเยอะ ชีวิตพี่มันเหนือคนธรรมดาไปแล้วนะ!
“ไปก็ได้ครับปลาทอง แต่ขอหอมสองทีแล้วจะโอเค...” พี่ฮิมตอบด้วยท่าทางจำยอม เขายกแขนขึ้นกอดอก เหมือนจะเลียนแบบผมยังไงยังงั้น แล้วผมจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากปล่อยแขนตัวเองที่กอดอกไว้แล้วไปกอดเขาแทน ก่อนจะหอมแก้มของผู้ชายตัวโตตรงหน้าซ้ายทีขวาทีอย่างจำยอมพอกัน
ทีนี้ผมก็เลยได้เดินโลตัสสมใจอยาก โลตัสมีของลดราคาเยอะเกินไป ผมเลยหยิบของใส่รถเข็นรัวๆ ส่วนคนเข็นรถเข็นก็ดูสนอกสนใจวิถีชีวิตคนธรรมดาดี พี่ฮิมมองนู่นนี่อย่างสนใจ กระทั่งผมไปเตะตาเตาไฟฟ้าปิ้งย่างพร้อมต้มที่ลดราคาอยู่ หลังจากเมียงๆ มองๆ จับๆ วางๆ อยู่เกือบห้านาที พี่ฮิมที่ยืนรออยู่ไม่ไกลเห็นผมมีท่าทีลังเลก็เดินมามองด้วยสายตางุนงง
“จะเอาไม่ใช่เหรอ หยิบใส่รถสิ”
พี่ฮิมหยิบใส่รถเข็นอย่างรวดเร็ว เร็วเกินกว่าผมจะได้พูดอะไร เลยได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆ
“เดินต่ออีกมั้ย อยากได้อะไรอีกเปล่า” เขาเปลี่ยนไปถามเื่อื่น ผมเลยปล่อยเลยตามเลย เขาคงเห็นด้วยมั้งเลยหยิบใส่รถให้เองแบบนี้
พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ดี๊ด๊าเป็พิเศษ หยิบของเล่น เอ๊ย เครื่องครัวอันใหม่ตรงเข้าบ้าน (บ้านเขา แต่ผมอยู่จนชินแล้ว...) ผมแกะกล่องกระดาษออกมา ทำความรู้จักเตาไฟฟ้าที่หมายปองจากคู่มือการใช้งานอย่างขะมักเขม้น เ้าของบ้านเดินมาใกล้พร้อมเอ่ยถามอย่างสนใจ
“ทำอะไรหรอปลาทอง อันนี้อะไรหว่า?”
อ้าว .. ทำไมถามแบบนี้ล่ะ
“อ้าว พี่ลืมเหรอ ก็เตานี้พี่หยิบใส่รถเข็นให้ผมเอง”
“ไม่ได้ลืม” เห… “ก็เห็นอยากได้เลยหยิบใส่รถ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรั้แ่แรกเลย”
เออ .. เป็คนรวยมันดีอย่างนี้ เอาจริงๆ แฟนคนรวยอย่างผมก็ดีไม่ต่างกันล่ะ ไม่อิจฉาก็ได้
“มันเป็เตาไว้ปิ้งย่าง แล้วก็กินสุกี้ ชาบูอะพี่ฮิม”
“อ๋อ”
“เดี๋ยวกินเที่ยงนี้เลยนะ”
“เอ่อ...”
“ไม่อยากกินหรอ?”
“คือ...”
พี่เขาทำท่าอึกอัก ทำไมหว่า บ้านเราไม่มีเนื้อเหรอ?
“ในตู้เย็นไม่มีเนื้อหมู ผักสดเหรอครับ?”
“เปล่า...”
“แล้ว?”
พี่ฮิมยกมือขึ้นเกาหลังคอของตัวเองท่าทางเขินๆ
“พี่ไม่เคยกิน” เสียงของเขาเบาหวิว ถ้าให้เทียบอาจจะเบากว่าเวลาขนนกปลิวก็ได้ ผมได้ยินคำตอบของเขาแล้วก็เงียบไป
เอาจริงดิ มีคนไม่เคยกินหมูกระทะ ชาบูอยู่บนโลกใบนี้ด้วยเหรอ อร่อยจะตายไป ผมจะไม่ปล่อยให้คนรักของผมไม่รู้จักรสชาติของความสุขจากของกินที่อร่อยขนาดนี้หรอก...
พอจับพี่เขามานั่งที่หน้าโต๊ะแล้วทำความสะอาดเ้าเครื่องครัวชิ้นใหม่ด้วยฟองน้ำ ก็รีบจัดแจงเอาผักสดกับเนื้อหมูแบบแพ็กในตู้เย็นออกมาจัดเตรียม ราวสามสิบนาทีทุกอย่างก็พร้อมสรรพ ผมเสียบปลั๊กและหมุนที่ปรับระดับไฟด้วยความคล่องแคล่ว ไม่ลืมเทน้ำจิ้มสุกี้ชื่อดังที่ขายตามร้านสะดวกใส่ถ้วยแล้วยื่นไปตรงหน้าพี่ฮิมด้วย
“พี่ฮิมเลือกเอาเนื้อไปย่างหรือต้มตามชอบเลย แล้วก็อย่าลืมจิ้มๆ” ผมชี้ไปยังถ้วยน้ำจิ้มสีส้มอมแดง เขาทำตามที่ผมบอกพลางเหลือบมองผมไปด้วย
“แล้วเราไม่กินเหรอ”
“กินๆ นี่ไง” แล้วผมก็เอาเนื้อลงไปย่าง เสียงฉ่าทำให้ผมรู้สึกสุขใจ
“อร่อยดีแฮะ” เสียงพึมพำจากคนข้างๆ ทำให้ผมละสายตาจากเนื้อไปมองเขา
“เนี่ยๆ พี่พลาดมาตลอดชีวิตเลยนะ เห็นมั้ยว่าอร่อย” ผมยิ้มและหัวเราะออกมาก่อนจะวุ่นวายกับของกินตัวเองบ้าง หลังจากที่เริ่มลงเนื้อหมูไปเซ็ตที่สอง จู่ๆ เ้าเตาที่เพิ่งซื้อมาก็เงียบไป ไม่มีเสียงฉ่า ไฟมันน่าจะดับ ผมเลยลองหมุนหัวเตาปิดเปิดใหม่ แต่ก็ไม่มีเสียงฉ่าอยู่ดี ขณะที่ฝั่งหม้อต้มก็คือยังเดือดปุดๆ อยู่
เอ๊ะ แปลกๆ ละ ลองรออีกสักเดี๋ยวซิ…
แต่การรอคอยก็ไม่ได้ช่วยอะไร ผมไม่ได้ยินเสียงฉ่าจากเตาตรงหน้าอีกต่อไป
“พี่ฮิม...”
“หืม?” เขามีความสุขกับหม้อลวกอยู่ แต่ก็หันมามองเมื่อได้ยินผมเรียกชื่อเขา
“เตามันไม่มีไฟง่า”
พี่ฮิมวางตะเกียบแล้วเขยิบมาช่วยดูหัวเตาฝั่งย่าง หลังจากหมุนปิดเปิดแบบเดียวกับที่ผมทำก่อนหน้านี้เขาก็หันมาบอกผมเสียงเรียบว่า “พังแล้วล่ะ”
จริงเหรอเนี่ย… ซื้อมาใช้แป๊บเดียวเองนะ…
ไม่ยอมหรอก!
หมับ…
ผมคว้าแขนของผู้ชายตัวโตข้างๆ สีหน้าจริงจัง แววตายิ่งจริงจังกว่า
“ไป… กลับไปโลตัสกัน!”
แน่นอนว่าพอกลับไปถึงผมก็จัดการเล่าให้พนักงานฝ่ายบริการลูกค้าฟัง พนักงานขอให้ผมกับพี่ฮิมรอสักพักก่อนจะเดินมาบอกว่า
“คุณลูกค้าคะ คือสินค้ารุ่นนี้หมดแล้วค่ะ จะขอคืนเป็เงินให้แทนนะคะ”
ผมยืนช็อคไปชั่วครู่… อ้าว แล้วหมูที่บ้านล่ะ จะทำยังไง?
พี่ฮิมน่าจะเห็นผมยืนเหม่อเลยตบบ่าผมเบาๆ “ไปดูรุ่นอื่นมั้ย”
หลังจากที่ได้รับเงินค่าสินค้ากลับมา ผมกับพี่ฮิมก็แวะไปดูที่โซนเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกครั้ง ไม่มีรุ่นนั้นจริงๆ อย่างที่พนักงานบอก และรุ่นอื่นก็ไม่ได้ลดราคา แน่นอนคนงกๆ อย่างผมแม้จะมีแฟนรวยล้นฟ้าอย่างพี่ฮิมแต่ผมก็ไม่ยอมใช้เงินกับเื่ไม่จำเป็ง่ายๆ หรอก พอดีมีพนักงานเดินอยู่แถวนั้นเลยถามเขาไปว่า “โทษครับ เตาย่าง-ต้มยี่ห้อ XX ที่หมดแล้วนี่โลตัสสาขาอื่นลดราคาไหมครับ?”
และนั่นก็เป็จุดเริ่มต้นของการตระเวนห้างสรรพสินค้ากว่าห้าสาขาของผมกับพี่ฮิม ทีแรกก็แวะไปโลตัสในละแวกนั้นอีกสองสาขา แต่ก็ไม่มีของเช่นกัน หลังจากนั้นผมก็เลยเริ่มให้พี่ฮิมขับ BMW X7 เลี้ยวเข้าห้างอื่นๆ ที่ไม่ไกลมากนัก
ก่อนจะมาลงท้ายที่นี่ ที่ที่ผมบอกทุกคนตอนต้นเื่นั่นเอง ที่นี่คือบิ๊กซี และตอนนี้เ้าเตาที่หมายปองก็ได้มาอยู่ในมือเราเรียบร้อยแล้ว สองมือของผมประคองกล่องของเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้แน่น กอดมันไว้แนบลำตัวอย่างหวงแหน เพราะกว่าจะตามหาเจอก็คือเหนื่อยมาก
ในที่สุดผมก็สามารถหาเตาย่าง-ต้มในราคาเท่าเดิมมาได้ ถึงแม้จะเป็คนละยี่ห้อ คนละรุ่น แต่เทียบแล้วเหมาะกับราคา อันนี้คุ้มค่ามากๆ ปลาทองนี่ฉลาดมากๆ ใช้เงินคุ้มค่าสุดๆ ไปเลย
ขณะที่ผมกระหยิ่บยิ้มย่องในใจ คนที่อยู่บนบันไดเลื่อนขั้นสูงกว่าก็ลูบหัวผมเบาๆ
“สมใจแล้วใช่มั้ย”
“อื้อ” ผมพยักหน้าพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“แล้วถ้าลองใช้แล้วพังล่ะ”
ผมเผลอเอียงคอคิดตาม ความกังวลใจแล่นวูบวาบ แต่ไม่หรอกมั้ง… คนอะไรจะดวงซวยขนาดนั้น แค่ไปมาสี่ห้างแล้วไม่เจอของที่ตามหาก็ซวยมากแล้วนะ มันจะพังอีกได้ไง ไม่หรอก… ไม่หรอกน่า!