“ท่านเซียน เป็อย่างไรบ้างขอรับสำหรับวิธีของข้าในการจัดการพวกเขา” เย่เฟิงถามด้วยความเคารพ ต่อหน้าผู้อื่นเขากล้าหยิ่งผยองแต่ต่อหน้าเหม่ยอิง บุรุษหนุ่มเช่นเขาไม่ต่างจากเสือไร้เขี้ยวเล็บ
“ไม่เลวไม่เลว แต่ว่าเ้าจัดการพวกเขาเร็วไปหน่อยนะ ข้ายังไม่ทันฟังพวกเขาร้องเหมือนหมูก็ล้มลงพื้นแล้ว” เหม่ยอิงถอนหายใจ เย่เฟิงเห็นเช่นนั้นก็คิดว่าท่าไม่ดีแล้ว เป็ไปได้ไหมเพราะเขาควบคุมพลังได้แย่เกินไปจึงถูกตำหนิ
“ขอท่านเซียนคลายอารมณ์ ข้าเย่เฟิงจะไปลากคอพวกเขากลับมาจัดการใหม่เดี๋ยวนี้แล”
“ไม่ต้องไม่ต้อง ใครให้เ้าไปลากพวกเขามากัน ขืนเ้าทำมากกว่านี้มีหวังคนแซ่หลี่ได้ตายจริงๆ บาปกรรม บาปกรรม ข้ายังไม่อยากตกนรกตอนนี้หรอกนะรู้ไหม”
“เอ๋...!” เพียงคำพูดส่งๆ ของเหม่ยอิงถึงกับทำให้เย่เฟิงสะดุ้งเฮือก
“เป็ไปได้ไหมว่าท่านเซียนกำลังสั่งสอนข้า การฆ่าคนธรรมดาไม่ต่างจากการทำชั่ว ทำแล้วมรรคคาที่แสวงหาล้วนมัวหมอง ต้องฝึกตนอีกหลายร้อยปีเพื่อล้างความโสมมนี้...เอ๋...! กล่าวอีกนัยหนึ่งตอนนี้ที่ท่านเซียนแฝงตัวเป็ปุถุชน ก็คือการขัดเกลามรรคคาอันยิ่งใหญ่นั่นเอง และหากท่านเซียนเป็ผู้ลงมือการฝึกนี้ก็จะล้มเหลว ดังนั้นท่านเซียนจึงทำได้เพียงอดทนต่อคนสกุลหลี่!”
เย่เฟิงเริ่มมองเห็นแสงสว่างของการฝึกตน แต่สำหรับเหม่ยอิงนางกำลังคิดหาวิธีใดจะนำมาซึ่งเงินและทำให้ที่ดินหนึ่งหมู่นี้มีขนาดใหญ่ขึ้น
“เ้าเย่เฟิง เนื่องจากเ้าไม่มีเงินและยังติดหนี้ข้าอยู่ แถมแถวนี้ยังไม่มีร้านรับแลกเงินเช่นเมืองใหญ่ดังนั้นเ้าจงนำหินิญญาไปกว้านซื้อที่ดินแถบนี้ให้ข้าเสีย” เหม่ยอิงกล่าวหลังไตร่ตรองชั่วขณะหนึ่ง ตอนนี้เงินสำคัญก็จริงแต่หาได้ยากยิ่ง แม้จะมีหินิญญาอยู่ในมือใช่ว่าจะแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้นทำไมไม่ใช้หินิญญาแลกเปลี่ยนเป็ที่ดิน ดูจากปฏิกิริยาของอ้ายฉีเมื่อเช้านี้แล้วนางสนใจหินิญญาเป็อย่างมาก นั่นหมายความว่าชาวบ้านคนอื่นๆ เองก็ต้องมีท่าทีไม่ต่างกัน
“ขอรับท่านเซียน ข้าจะไปถามชาวบ้านแถวนี้ดูว่ามีใคร้าแลกเปลี่ยนบ้าง” เย่เฟิงรับคำ กำลังจะเดินไปแล้วเชียวแต่เหม่ยอิงรั้งเขาไว้
“เดี๋ยว! นำกระบี่ของเ้ามาไว้ที่ข้า นอกจากนั้น...อย่าลืมนำผู้ที่้าแลกเปลี่ยนมาพบข้าพร้อมกับหนังสือสัญญา”
“เอ่อ...ได้สิขอรับ” เย่เฟิงวางกระบี่ไว้ในมือหญิงชาวบ้าน กระบี่เล่มนี้เป็ของขวัญที่เขาได้จากนิกาย่ศึกแข่งชิงตำแหน่งศิษย์สายตรง
กระบี่เลิศเหนือปฐี
นี่คือชื่อของกระบี่เล่มนี้ที่อยู่กับเย่เฟิงมานับสิบปี
“ท่านเซียนรั้งกระบี่ไว้เช่นนี้ หมายความว่าเช่นไร...อะเข้าใจแล้ว ท่านเซียน้าให้ข้าขัดเกลาจิตใจสินะ เพราะั้แ่ข้ามีกระบี่เลิศเหนือปฐีอยู่ในมือก็ดูจะพึ่งพามันเสียเหลือเกิน นอกจากนั้นกระบี่วิเศษเล่มนี้ยังกินพลังิญญามาก ท่านเซียนอยากให้จิตใจข้าแหลมคมเฉกเช่นกระบี่ นี่คือการทดสอบ!” เย่เฟิงมองกระบี่รักที่ฝากไว้กับนางด้วยความมุ่งมั่นในใจ
เหม่ยอิงรับกระบี่มาหาใช่เป็อย่างที่เย่เฟิงคิดไม่ สำหรับนางก็แค่อยากให้มีอาวุธอยู่ข้างกาย ใครเล่าจะรู้ว่าหลี่หานจะนำคนกลับมาหรือไม่ มีอาวุธดีกว่าไม่มี อีกอย่างกระบี่ก็คมมากกวัดแกว่งทีคงทำให้พวกหลี่อี้กลัว
.......
บ้านสกุลหลี่
หลี่อี้วิ่งเนื้อเต้นกลับมาบ้าน ไขมันบนใบหน้าของนางเวลานี้ไม่ต่างจากเนื้อย่างที่อยู่บนเตา เยิ้มจนเอาไข่ไปทอดให้สุกได้
“กลับมาแล้วหรือหลี่อี้ เป็เช่นไรบ้างนางแพศยานั่น มันยอมรับสารภาพหรือไม่ว่าเล่นชู้” แม่ของนางซึ่งมีอายุ 60 ปีเอ่ยถาม
นามหวังฝู
ถัดจากนางหวังเป็พ่อของหลี่อี้ เ้าบ้านสกุลหลี่คนปัจจุบันในวัย 64 ปี หลี่ิชุน
“ท่านพ่อท่านแม่ เื่ของนางแพศยานั่นดูเหมือนว่าจะจัดการได้ยากยิ่ง” หลี่อี้กล่าว ไม่กล้าหยิ่งผยองเหมือนตอนเล่นแง่เหม่ยอิง
“หมายความว่าเช่นไร ไหนเ้าลองพูดมา” หวังฝูจิบน้ำชาพลางเอ่ยถาม
หลี่อี้ไม่กล้าเล่นลิ้น รีบเล่าเื่เมื่อเช้านี้ทันใด ในขณะเดียวกันประตูบ้านสกุลหลี่ก็ถูกเปิดออก หลี่หานและคนเจ็บกลับมาบ้าน สภาพของพวกเขาแต่ละคนไม่ต่างจากสุนัขสิ้นแรง ทำเอานางหวังลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ เดินเข้ามาดูพร้อมไม้เท้าช่วยพยุงตัว
สำหรับหลี่ิชุน ั้แ่ต้นเขาเอาแต่นั่งมองเงียบๆ บรรยากาศอันรื่นเริงของบ้านสกุลหลี่ค่อยๆ ถูกทำลายเพราะสภาพของหลี่หานและคนที่เหลือโดนซ้อมกลับมา
“เหม่ยอิงนางสาระเลว! กล้าดีเช่นไรถึงทำกับสามีนางเช่นนี้ นอกจากนั้นหลี่เทียน หลี่เต่อ หลี่จวน...ฯลฯ ทุกคนตกอยู่ในสภาพซึ่งดูไม่ได้ ไม่ได้การละข้าต้องไปที่นั่น ไปจัดการกับนางนั่นเสียหน่อย!” นางหวังกรีดร้องทั้งน้ำตา นางลุกขึ้นยืนพร้อมกับไม้เท้า้าเดินไปท้ายหมู่บ้านด้วยตัวเอง
หลี่อี้รีบเข้ามาห้าม “อย่าไปนะท่านแม่”
“เ้าหมายความว่าอย่างไรหลี่อี้ เห็นพี่น้องเ้าาเ็เช่นนี้ยังกล้ามาห้ามข้าอีก หรือว่าเ้ากลัวนางนั่น!” นางหวังคำราม ด้วยความโกรธจึงใช้ไม้เท้าฟาดศีรษะหลี่อี้ หลี่อี้ล้มลงกับพื้น ไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืน นางรีบอ้อนวอนมารดาผู้ให้กำเนิดทั้งน้ำตา “ท่านแม่ข้าหาได้ห่วงเหม่ยอิง แต่ห่วงท่านต่างหาก”
“หมายความว่าเช่นไร! หากเ้าไม่พูดมันออกมาดีๆ คงรู้กระมังว่าต้องเจอสิ่งใด”
หลี่อี้กลืนน้ำลายแห้งผาก นางไม่สนใจศีรษะที่ถูกตีจนแตก เืไหลย้อยลงมาบนใบหน้าก็ช่างเพียงกล่าวตรงๆ ว่า “ท่านแม่เ้าคะ เหม่ยอิงนางแพศยานั่นมากับชายชู้ เป็บุรุษหนุ่มผิวซีดรูปร่างงดงาม เสื้อผ้าที่สวมใส่ราวกับนักพรตผู้หนึ่งนอกจากนั้นเขายังมีกระบี่ที่เอว วรยุทธล้ำเลิศสยบหลี่หานและอีกแปดคนเสียเกลี้ยง ข้าว่าท่านอย่าไปที่นั่นเลยดีกว่า ถึงท่านจะไปเกรงว่าคงไม่ช่วยอะไร กลับกันบางทีท่านอาจจะ...”
ยังพูดไม่ทันขาดคำไม้เท้าก็หวดเข้าที่ท้องน้อยหลี่อี้ นางร้องโอยอยู่บนพื้น น้ำตาคลอเบ้าอย่างเด็กๆ
“ข้าไม่เชื่อเ้า อีกอย่างเหม่ยอิงเป็ลูกสะใภ้ของข้า นางนั่นจะกล้าทำร้ายข้าเชียวหรือ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องไปที่นั่นเพื่อจัดการกับนาง!” นางหวังคำราม ก่อนจะหันไปสบตาสามี “ท่านพี่ ท่านคิดเห็นเช่นไรกับเื่นี้”
หลี่ิชุนผู้เงียบมาโดยตลอดกล่าวว่า “ไปดูกัน ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่านางนั่นมันจะแน่สักแค่ไหน”
หวังฝูยิ้มร่า จากนั้นะโปาวๆ ลั่นบ้านให้สมาชิกสกุลหลี่ที่เหลือรวมพลกันไปท้ายหมู่บ้าน
......
เหม่ยอิงหารู้เกี่ยวกับบ้านสกุลหลี่ไม่ ตอนนี้นางกำลังทานผลท้อเพลิงในมือ
“มันเป็ผลท้อวิเศษโดยแท้ ไม่แปลกใจเลยที่มันล้ำค่าถึงขนาดคนสามารถฆ่ากันให้ตายได้” เหม่ยอิงมองสิ่งที่อยู่ในมือ หลังรับประทานมันลงไปนางรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว นอกจากนั้นความรู้สึกยังปลอดโปร่งยิ่ง
“ยังเหลือเมล็ด...” เหม่ยอิงหัวเราะเล็กน้อยเมื่อนึกถึงนิยายออนไลน์ที่เคยอ่านเกี่ยวกับการปลูกผัก ตอนนี้นางมีพืชพันธุ์ชั้นดีอยู่ในมือ แถมที่นาหนึ่งหมู่ยังไม่ต่างจากแดนเซียนา
เหม่ยอิงเล่นกับกระบี่ในมือคิดหาวิธีขุดพื้นดินเพื่อฝังเมล็ดลงไป นางอยากจะทำให้ได้เหมือนกับตอนสร้างบ้านดินเสียเหลือเกิน แต่ลองแล้วพบว่ามันยากมาก ทันใดนั้นด้วยความคิดกระบี่ก็เปลี่ยนรูปร่าง ปลายแหลมของมันแปรเปลี่ยนเป็จอบสีเงิน
“ง่ายชะมัด” เหม่ยอิงหัวเราะกับตัวเองแล้วเริ่มลงมือขุดหน้าดิน งานง่ายๆ แบบนี้ยังพอทำได้แต่ให้ทำอาหารเข้าครัวคงขอผ่าน
ดินขุดได้ง่ายมากด้วยกำลังของเหม่ยอิงที่ถูกสนับสนุนโดยที่นาหนึ่งหมู่ ชั่วลมหายใจก็มองเห็นหลุมที่สามารถฝังเมล็ดพันธุ์ได้ เหม่ยอิงวางจอบที่เริ่มกลับสภาพเป็กระบี่แล้วโยนเมล็ดท้อเพลิงลงหลุม
การกลบหน้าดินง่ายเพียงขยับมือ นี่ไม่ต่างจากการเคลื่อนย้ายน้ำฝนช่วยชีวิตเย่เฟิง
ถัดมาเหม่ยอิงวางมือััผืนดิน รู้สึกได้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ใส่ลงไปกำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะไม่เห็นด้วยสายตาแต่ในที่ดินผืนนี้นางไม่ต่างจากพระเ้า รับรู้ทุกสิ่งอย่างเพียงัั
“นางแพศยา ยังกล้าทำหน้าระรื่นอีกนะ คงเพิ่งเสพสมกับชู้กลางวันแสกๆ สิท่าถึงได้ทำท่าท่างเช่นนั้น!”
เสียงโวยวายและคำหยาบคายทำให้เหม่ยอิงเงยหน้าขึ้น มองเ้าของเสียงที่เข้ามาหาเื่กันยกใหญ่
เหม่ยอิงปัดมือเปื้อนดิน ริมฝีปากยกยิ้มขณะมองพวกเขา “บ้านคนแซ่หลี่นี่เองนึกว่าใคร และเ้าก็คงเป็หวังฝูสินะ ส่วนเ้าแก่นั่นก็คงเป็หลี่ิชุน มาหาข้ามีสิ่งใดหรือ”
“นี่เ้า...! ช่างไร้มารยาทนัก ข้าเป็ใครและเ้าเป็ใคร หัดมีความเคารพกันเสียบ้างสินางแพศยา!” นางหวังชี้หน้าเหม่ยอิงด้วยมืออันสั่นเทา
“เคารพ...แน่นอนว่าข้าเคารพผู้ใหญ่ที่น่าเคารพแต่หาใช่คนเช่นเ้าไม่ อีกอย่างคือข้ากับหลี่หานเราหย่าขาดกันแล้ว เ้าจะเอาอะไรกับข้าอีก” เหม่ยอิงมองด้วยหางตา เอาตรงๆ ไม่อยากเสวนาด้วยซ้ำ
“เด็กเลว! ข้าอุตส่าห์ให้หลี่หานแต่งงานกับเ้า แต่ดูสิ่งที่เ้าทำกับข้าและคนสกุลหลี่ วันนี้หากเ้าไม่ถูกลงโทษชาวบ้านกวนปิงคงหัวเราะเยาะข้าหลี่ิชุน เด็กๆ นำนางกลับไปที่สกุลหลี่!” หลี่ิชุนที่เงียบมาโดยตลอดเคลื่อนไหว
“ก็ลองดู หากก้าวข้ามเส้นนี้มา ข้าไม่รับรองว่าจะกลับไปครบสามสิบสอง!” เหม่ยอิงตวัดกระบี่ในมือ พื้นดินที่ห่างออกไปหนึ่งจั้งพลันถูกบดขยี้ กลายเป็รอยตัดที่พื้น