ตอนนี้ผมก็อยู่ตามลำพังกับสาวใช้ส่วนตัว ถ้าจำไม่ผิดก็จะมีหัวหน้าสาวใช้ สาวแว่นผมน้ำตาลชื่อ มิกเกล ที่เป็ผู้หญิงสุขุมรอบคอบ
คนต่อมาก็เป็สาวใช้ผมเหลืองร่าเริงสดใส ชื่อ คริส
และสาวใช้ผมน้ำเงินมีท่าทางทะมัดทะแมงแต่ไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่ ชื่อ ทีด้า
อืม… เอาจริงๆแล้วผมมีสิ่งที่อยากได้อยู่แฮะ และมันจำเป็มากด้วยในตอนนี้ ในฐานะเ้าชายน่าจะต้องสั่งหัวหน้าสาวใช้ล่ะมั้งนะ
"มิกเกล ช่วยไปหาโต๊ะเขียนหนังสือบนเตียงมาให้ทีนะ แล้วเตรียมสมุด ปากกามาด้วย"
พอสั่งแบบนั้นไป ดูมิกเกลจะอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะรับคำสั่งและขอตัวไป
นี่ผมสั่งอะไรแปลกๆรึเปล่านะ?
พอมาย้อนนึกดู ก็ไม่มีอะไรผิดปรกติ จริงอยู่โนวิสอาจจะไม่ได้ชอบการเรียนขนาดนั้น
แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางว่าเกลียดเช่นกัน
แม้จะเป็เด็กแต่ก็เข้าใจความจำเป็ในฐานะดีเหมือนกันนะเนี่ย
แต่ว่าทำไมถึงกลายเป็'แบบนั้น'ไปได้หว่า?
ในเมื่อไม่ใช่สิ่งที่ขอไม่ใช่ของผิดวิสัยเท่าไหร่ อาจเป็จังหวะเวลาก็ได้
นายน้อยที่เพิ่งฟื้นไข้มาใหม่ๆอยู่ๆมาขอให้สาวใช้หยิบโต๊ะหนังสือ สมุด ปากกา ก่อนขออย่างอื่นอย่างใด…
เออ จะว่าไปมันก็แปลกจริงแฮะ
ระหว่างรอการมาของอุปกรณ์เครื่องเขียน ผมสงสัยว่า อยู่ๆร่างกายของผมมันหายป่วยฟื้นไข้จากสภาพเจียนตายกลับมาหายดีในทันทีอย่างนั้นได้อย่างไรกันนะ?
มิกเกลก็ไม่อยู่ ลองถามคริสแทนดีกว่า
"นี่คริส?"
"เ้าค่ะ คุณชาย"
เป็สาวใช้ที่ดูตื่นเต้น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แอคทีฟอยู่เสมอเลยแฮะ แม่คนนี้
"ช่วยเล่าให้ฟังทีสิ่ที่…"
เอ เ้าชายโนวิสใช้สรรพนามแทนตัวว่ายังไงกันนะ ใช้'เรา'ตามพี่สาวดีกว่า
"่ที่เราหลับไปมันเกิดอะไรขึ้น? แล้วเราหายป่วยจากอาการไข้หนักได้อย่างไร?"
คริส สาวใช้ที่อายุเกือบ15ปี ตาลุกวาวเปล่งประกายราวกับนี่เป็โอกาสในการแสดงความสามารถของเธอ
เธอเริ่มเล่าั้แ่ตอนที่ผม(โนวิส)ล้มลงไปตอนเสียงฟ้าผ่า
เธอทำท่าทางประกอบด้วยการตั้งศอกทั้งสองข้างขึ้น …เธอคงหมายถึง ศาลาหินอ่อนนั่นสินะ
จากนั้นก็เล่ารายละเอียดไปตามลำดับทั้งหมดเลยว่า ใครพุ่งเข้ามาหาผมก่อน ใครเรียกมิเลน สาวใช้ที่ใช้เวทย์รักษาได้ ลากยาวมาจนถึงตอนที่เลดี้อลิซาเบธมาทันท่วงทีในยามคับขัน
คริสแสดงท่าเดินอันสูงส่งสง่างามของพี่สาวพร้อมกับบรรยายด้วยความเทิดทูนสุดใจ พอมาคิดดูแล้ว
คริสนี่มีความสามารถในการเล่าเื่ให้น่าตื่นเต้นดีแฮะ แล้วก็เล่ามาถึงไคลแม็กตอนที่เลดี้ใช้ 'จงดูดกลืน' เพื่อดึงมานาส่วนเกินในร่างของผมออกมา
ผมชมเชยเธอในใจไม่ได้จริงๆเพราะแค่ฟังเธอเล่าก็แทบเห็นภาพเหตุการณ์ได้ชัดทั้งหมดแล้ว พอเธอเล่าจบก็มีน้ำตาเล็ดออกมาหน่อยๆ ผมปรบมือให้ดังๆ ยิ้มและชมเชยเธอ
"คริส เธอเล่าได้ดีมากๆ เธอมีพร์เื่นี้เลยนะเนี่ย"
อ้าว อีกแล้วเหรอ …ผมพูดอะไรไปก็สะดุ้งกันหมด พอผมชมเชยอย่างนั้นไป น้ำตาที่เคยแค่ปริ่มที่ขอบตากลับกลายเป็ทะลักไหลลงเหมือนเขื่อนแตก
แต่เอ้ะ ผมชมเธอนะ ไม่ได้ดุด่า ทำไมถึงร้องไห้ออกมาอย่างนั้นล่ะ
"ขอบพระคุณ องค์ชายมากเลยนะเ้าคะ ที่ผ่านมาบ่าวโดนล้อเสมอว่าเป็คนกระโดกกระเดก ไม่เรียบร้อยพูดจาใหญ่โตเกินจริงไปหมด แต่พอได้ยินที่องค์ชายพูดเมื่อครู่นี้ มันก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เ้าค่ะ บ่าวซาบซึ้งใจจริงๆ…"
มันขนาดนั้นเชียวหรือ? ที่นี่ขาดแคลนแห้งแล้งการชมเชยความสามารถคนอื่นขนาดนั้นเลยแฮะ อาจเพราะ้าจะกดพวกเขาให้รู้ฐานะตนเองล่ะมั้ง
แต่ถึงอย่างนั้น สาวใช้ที่มารับใช้เชื้อพระวงศ์เองก็ต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญชนอยู่แล้วสิ อย่างน้อยก็ต้องเป็ลูกสาวคนรองหรือคนท้ายๆของขุนนาง
พวกนี้แปลกคนจริงเชียว หรือที่แปลกคือ คนที่ส่งมาในวังนี้กันแน่นะ?
ส่วนทีด้าก็ยังคงยืนนิ่งสงบ ไม่ไหวติงอยู่ระหว่างประตูกับเตียงนอนของผม สาวใช้ผมน้ำเงินคนนี้เงียบมาก
ถ้าผมไม่เอ่ยถามเธอคนไม่ตอบอะไรไม่พูดอะไรด้วยซ้ำมั้ง ผมเอียงคอมองทีด้าด้วยความฉงนสงสัยเหมือนลูกนกเค้าแมว
เธอก็รับรู้การมองนั้นดีแต่ก็ยังยืนนิ่งต่อไปเหมือนเป็รูปปั้นไม่มีผิด
แล้วมิกเกลก็กลับมาพร้อมกับรถเข็นเลื่อนมีล้อ กับสาวใช้อีกคน
โดยโต๊ะหนังสือที่มี4ขานั้นมีลวดลายสลักไว้ ติดทอง ลงรัก ประดับด้วยอัญมณี เพชร พลอยจนแสบตา
ผมถอนใจเบาๆด้วยความขัดใจ ลวดลายที่มันเยอะเกินไปบนโต๊ะเขียนหนังสือ มันกวนสมาธิน่ะ
แต่ผมไม่อยากทำให้มิกเกลเสียใจที่อุตส่าห์เข็นมาให้ จึงไม่แสดงออกอะไรมากมายนัก ไว้ค่อยขอผ้าคลุมสีขาวมาคลุมปิดดีกว่า
ผมยิ้มเรียกให้เธอเอามันมาวางทับคร่อมลงบนตัวได้เลย
"วางลงมาตรงนี้เลย"
ผมกวักมือชี้ไปที่เหนือตักของตัวเอง แม้จะสั่งจะทำท่ามือแบบนั้นแต่หังหน้าสาวใช้สาวแว่นก็ยังคงลังเลที่วางลงอยู่ดี จนผมต้องย้ำอีกครั้งชัดๆ
"วางลง มิกเกล"
"เ้าค่ะ"
เธอวางโต๊ะหนังสือคร่อมครอบท่อนล่างของผม จะว่าไปโต๊ะมันก็ไม่ได้ใหญ่หรือกว้างมาก หน้ากว้างไม่ถึงสองฟุตด้วยซ้ำ
แต่ผมกลับสามารถกลิ้งไปกลิ้งมาในขอบระยะระหว่างขาโต๊ะทั้งสองฝั่งได้เลย โนวิสนี่ตัวเล็กจริงๆแฮะ
…
ผมกระแอมเล็กน้อยด้วยความอายที่เผลอลืมตัวไปว่าในห้องยังมีสาวใช้อยู่มากมาย พวกเธอคงแอบอมยิ้มที่เห็นนายน้อยของตัวเองยังร่าเริงซุกซนได้
ไม่ใช่นะ! ผมแค่ไม่คุ้นชินกับร่างนี้ต่างหาก!
เอาล่ะ เื่อื่นไว้ทีหลัง ตอนนี้ก็ได้ของทุกอย่างมาครบครันพร้อมแล้ว ให้ทุกคนออกไปให้หมดก่อนลงมือดีกว่า
"ตอนนี้เราอยากอยู่คนเดียวสักพัก ทุกคนออกไปก่อน"
มิกเกลแสดงท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด ผมเข้าใจว่า เธออยากอยู่เฝ้าไข้ดูแลผมต่อ แต่ขอเถอะ เวลาแบบนี้ต้องอยู่ตามลำพังจริงๆ
"มิกเกล…"
ผมเรียกชื่อเธอ ดูเหมือนเธอนะดีใจที่ถูกเรียกชื่อตัว คงคาดหวังว่า ผมจะให้อยู่ต่อสินะ เลยมีสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องขึ้นมาน้อยๆ
"เธอก็ออกไปด้วย"
"ค่ะ…"
น้ำเสียงผิดหวังสิ้นหวังอย่างสุดๆ แต่โทษทีนะ มิกเกล คราวหน้าจะหาทางชดเชยให้นะ
เพราะเื่นี้มันจำเป็ต่ออนาคตผม จำเป็ต่ออนาคตของทุกครั้ง ไม่สิ อนาคตของโลกใบนี้ด้วยซ้ำไป…
…
'ไม่มีใครวางแผนล้มเหลว แต่มีคนมากมายที่ล้มเหลวในการวางแผน' หากเปลี่ยนคำว่า ล้มเหลวเป็ ตาย
'ไม่มีใครวางแผนตาย แต่คนมากมายตายในระหว่างการวางแผน'
การวางแผน ความล้มเหลว ความตาย สามสิ่งที่ดูไม่น่าเข้ากันได้กลับถูกนำมาเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ…
หลังจากผมไล่สาวใช้ทุกคนออกจากห้องแล้วก็ถึงเวลา ที่ผมจะรวบรวมสมาธิ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ผ่อนพ่นลมหายใจออกมาดังๆทางปาก ทำซ้ำนับสิบครั้ง
นี่คือ 'ลมหายใจชำระล้าง' ที่ผมได้เรียนรู้มาจากชีวิตก่อน
การทำแบบนี้นอกจากทำให้ผ่อนคลาย ขับสารพิษในร่างกายแล้ว
และยังช่วยยืนยันด้วยว่า ผมไม่ได้ฝันไป
เพราะในฝัน เราแทบไม่มีทางรู้เลยว่า ตัวเองหายใจอยู่หรือเปล่า และถ้ารู้ว่ากำลังหายใจ เราก็ต้องรู้ตัวว่า กำลังฝัน
หลังจากทำใจให้สงบลงได้ ผมคว้าปากกากระดาษทาบลงบนโต๊ะไม้เพื่อบรรเลงหมึกในปากกา โดยเริ่มเขียนจากตัวตน ณ ปัจจุบันชาติลงไป
( โนวิส อาริอาเทส(Novis Arietes)เ้าชายลำดับที่3แห่งจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์มาติอัส )
พอเขียนเสร็จก็วงกลมวงรอบชื่อเป็จุดเน้น และขีดเขียนรายละเอียดต่างๆเท่าที่จำได้ ทั้ง ทักษะความสามารถ ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ พี่น้องต่างมารดา สาวใช้ ขุนนาง-ดยุค-มาควิส แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ …จุดจบของชีวิตที่เรียกว่า เดธ เอนด์ (Dead End )
ผมขีดๆเขียนๆลงไปจนไม่รู้ว่า เวลาล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหน กระดาษที่ถูกเขียนกระจัดกระจายเต็มโต๊ะไปหมด มีบางแผ่นเช่นกันที่ปลิวหล่นไปอยู่บนเตียงบ้าง บนพื้นบ้าง ผมยังไม่อยากลุกไปหยิบมาตอนนี้ แต่ก็สมองล้าเกินกว่าจะเขียนต่อ
ตอนที่เครียดๆต้องหายใจตามที่ 'เ้านั่น'สอน มันบอกว่ายังไงนะ ชื่อว่า หายใจแบบจันทราหรือเปล่า?ที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายทั้งร่างได้น่ะ
หัวสมองผมล้าเพราะเค้นดึงข้อมูลออกมาทั้งหมดเพื่อเขียนเล่มบทสรุป 'การเอาชีวิตรอดของโนวิส(ฉบับทำมือ)'
ผมเลยผ่อนร่างกายแล้วก็ปล่อยให้ใจได้ฟุ้ง ให้มันคิดอะไรก็ได้ ไปตามเื่ตามราวของมัน แต่ก็ไม่วายจะหลับไปสู่ความคิดที่ว่า
'ทั้งหมดนี้มันเป็เพราะใครกันนะ?'
ไอ้เวรนั่นคนเดียวแท้ๆเลย ในชาติก่อนตอนผมรู้จัก 'เ้านั่น' ผมก็นอนเตียงแบบนี้แหละ