เ้าอวี่เพิ่งแต่งภรรยาได้ไม่กี่วัน ลูกยังไม่ทันตั้งท้องเสียด้วยซ้ำจำเป็ต้องใช้เตียงเดี่ยวด้วยหรือ? ต่อให้รีบอยากมีลูกเพียงใด ก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนถึงขนาดนี้ เมื่อเผชิญกับความห่วงใยของสือซาน หลินอวี่นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปยังไหดินเผาและสิ่งของต่าง ๆ ที่วางอยู่ในห้องโถง
"เมื่อเช้าสือชิงจู้ยังคิดจะมาขโมยของ การเพิ่มเตียงอีกหลัง ไม่ว่าจะมีคนนอนหรือไม่อย่างน้อยก็ช่วยข่มขวัญพวกหัวขโมยได้บ้าง"
หลินอวี่คิดข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลได้เพียงเท่านี้ เขาไม่สามารถบอกสือซานได้ว่าตนอยากเข้าหอกับเจียวเหนียง และเห็นว่าหยางเวยยังเด็กเกินไป ไม่เหมาะที่จะอยู่ในห้องด้วย จึงตั้งใจหาเตียงเดี่ยวมาให้หยางเวยแยกห้องนอน
ในแคว้นต้าฉาง การที่ภรรยาอายุสิบห้าสิบหกปีได้เป็มารดานั้นเป็เื่ปกติยิ่ง แต่ยามนี้เขายังไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกในใจตนเองได้
"เ้าพูดมีเหตุผล คืนนี้ข้าจะจูงเ้าเหลืองมาไว้ที่นี่ด้วย"
สือซานรีบเรียกเพื่อนบ้านหลายคน ช่วยกันรวบรวมแผ่นไม้ที่แข็งแรงจากแต่ละบ้าน นำมาต่อจนได้เตียงเดี่ยวกว้างสามฉื่อ ซึ่งหลินอวี่ลองนอนลงไปแล้วพบว่าขนาดพอดีตัวพอดี เขาลองพลิกตัวโดยไม่มีเสียงดัง ยืนยันว่าปลอดภัยไร้ที่ติ เขาตั้งใจจะเลี้ยงมื้อค่ำเพื่อขอบคุณสือซานและคนอื่น ๆ แต่ทุกคนต่างโบกมือปฏิเสธ
"เ้าอวี่ เ้าพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้เช้ายังต้องเคี่ยวน้ำตาลต่อ"
"วันนี้ภรรยาข้าได้รับค่าจ้างจากเ้า นางจึงไปซื้อเนื้อครึ่งจินจากคนฆ่าสัตว์หมู่บ้านข้าง ๆ พวกเราจะกลับไปกินที่บ้าน"
ในเมื่อเป็เช่นนี้ หลินอวี่จึงไม่รั้งไว้ เขาส่งทุกคนออกไปถึงหน้าประตู เมื่อกลับเข้ามา เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยได้ขุดผักป่ามาหนึ่งตะกร้า และยังเก็บยอดชะอมอ่อน ๆ มากำใหญ่ หลินอวี่เหลือบมองเฉินเจียวเหนียงที่ใบหน้าแดงระเรื่อ หัวใจของเขาพลันเต้นรัวขึ้นมาหลายจังหวะ
"ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเ้าเตรียมผักเถิด ข้าจะผัดผักทำกับข้าวเอง จะได้รีบกินรีบนอน"
หยางเวยเมื่อได้ยินว่าเขาจะเข้าครัวต่อ ก็ยิ้มจนตาเรียวโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว ทว่าเมื่อนางเข้าห้องไปเห็นเตียงเล็กที่เพิ่งตั้งขึ้นมา นางก็พลันหงอยลงทันทีราวกับมะเขือยาวต้องน้ำค้างแข็งรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
ขณะเด็ดผัก นางกระซิบกระซาบกับเฉินเจียวเหนียงว่า "พี่เจียวเหนียง พี่หลินเขาป่วยหรือเปล่าเ้าคะ?"
"เสี่ยวเวย เ้าจะเอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นไม่ได้นะ"
สามีกว่าจะหายจากอาการเลอะเลือนได้นั้นยากลำบาก หากป่วยขึ้นมาอีก เสาหลักของบ้านคงพังทลายลงแน่ หยางเวยเห็นว่าเฉินเจียวเหนียงเข้าใจผิด จึงต้องขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหู
"พี่ชายหลินตั้งเตียงเดี่ยวไว้ในห้องโถงโดยเฉพาะเลยนะเ้าคะ!"
อะไรนะ?
"จำคืนแรกที่เรามาถึงได้หรือไม่เ้าคะ เขายังนอนบนเก้าอี้เลย พี่เจียวเหนียง พี่หลินเขา... เื่นั้นมีปัญหาหรือเปล่าเ้าคะ?"
"แควก!" เฉินเจียวเหนียงเผลอลงแรงที่มือ จนยอดชะอมอ่อนถูกฉีกขาดกระจุย นางมองไปยังหลินอวี่ที่กำลังฮัมเพลงหั่นผักด้วยความตกตะลึง พลางกวาดสายตามองสำรวจร่างกายของเขาั้แ่หัวจรดเท้า
แม้สามีจะผอมบาง แต่เรี่ยวแรงไม่น้อยเลย หลายวันนี้กินอิ่มนอนหลับ ต่อให้ทำงานทั้งวันก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยสักคำ ดูไม่ออกเลยว่าเื่นั้นจะไม่ไหว
แต่สิ่งที่เสี่ยวเวยคาดเดาก็มีส่วนถูก ยามนี้มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ และจ่ายภาษีเรียบร้อยแล้ว ชีวิตไม่มีภาระหนักหนา นางนึกว่าคืนนี้จะได้ร่วมห้องกับสามี ไม่คิดเลยว่าจู่ ๆ จะมีเตียงเดี่ยวโผล่มาเพิ่ม
"พี่เจียวเหนียง ให้ข้าลองทดสอบพี่ชายหลินดูหรือไม่เ้าคะ?" หยางเวยตื่นเต้นจนถูมือไปมา นางไม่เข้าใจเื่กามารมณ์ระหว่างชายหญิง เพียงแค่อยากเห็นร่างกายของพี่หลินให้ชัด ๆ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะนางรู้สึกเสมอว่าท่าทีที่พี่หลินปฏิบัติต่อนาง กับที่ปฏิบัติต่อพี่เจียวเหนียงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
"เสี่ยวเวย เ้าอย่าซน" เฉินเจียวเหนียงรีบคว้ามือน้อย ๆ ของนางไว้ แล้วยัดผักป่าใส่มือ
"เ้ายังเด็ก ไม่ต้องรีบร้อน บางทีอาจเป็เพราะหลายปีมานี้สามีลำบาก ร่างกายจึงยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ รออีกหน่อยเถิด"
นางเหมือนกำลังบอกหยางเวย และเหมือนกำลังบอกตัวเองด้วย ใช่ จะรีบร้อนไม่ได้ ต่อให้สามีไม่ไหวจริง ๆ ชาตินี้นางยอมเป็หม้ายในนาม ก็จะไม่มีวันทรยศต่อสามีเด็ดขาด
"แต่พี่เจียวเหนียง ท่านไม่เด็กแล้วนะเ้าคะ"
สายตาของหยางเวยหยุดอยู่ที่หน้าอกอวบอิ่มของเฉินเจียวเหนียง พลางรู้สึกสงสารแทน
"บ้านเรามีเงินแล้ว หากพี่ชายหลินป่วยต้องรีบรักษา ข้ายังรอให้ท่านคลอดลูกตัวน้อย ๆ นุ่มนิ่มอยู่เลยนะเ้าคะ"
"ร้ายนักนะเสี่ยวเวย เ้าคอยดูข้าอยู่ตรงนี้สินะ"
เฉินเจียวเหนียงที่ถูกล้อเลียนกะทันหันค้อนขวับให้นางทีหนึ่ง แล้วยื่นมือไปจี้เอวหยางเวยให้จั๊กจี้ ทั้งสองหยอกล้อกันจนเกิดเสียงหัวเราะดังระรัว หลินอวี่ชะโงกหน้ามาดูด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสภาพเสื้อผ้าที่ดูไม่เรียบร้อยของทั้งสอง เขาก็ยิ่งหั่นผักเร็วขึ้น เขาไม่เคยปรารถนาให้ฟ้ามืดเร็วเท่าครั้งนี้มาก่อน จะได้รีบอุ้มภรรยาขึ้นเตียงนอนเสียที
หลังมื้อค่ำ หลินอวี่ปูที่นอนบนเตียงเดี่ยวด้วยตนเอง หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เห็นหยางเวยจองพื้นที่กลางเตียงไว้แต่เนิ่น ๆ ในอ้อมกอดกอดหมอนสีชมพูที่นางเลือกเอง พลางมองเขาด้วยสายตามีเลศนัยพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้า
หลินอวี่รู้สึกยินดีในใจ เสี่ยวเวยช่างตาถึงจริง ๆ เขาผายมือไปยังเตียงเดี่ยวด้านนอก และบอกตรง ๆ
"เสี่ยวเวย ข้าปูเตียงให้เ้าเรียบร้อยแล้ว ฟ้าใกล้จะมืดสนิทแล้ว ล้างหน้าล้างตาแล้วไปพักผ่อนเถิด"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางเวยพลันชะงักค้าง นางใช้นิ้วชี้ที่ปลายจมูกโด่งของตนเอง ถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู
"เตียงเดี่ยวด้านนอกนั่น ให้ข้านอนหรือเ้าคะ?"
"ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็ใครล่ะ? คงไม่ใช่ให้ข้ากับเจียวเหนียงนอนหรอกใช่หรือไม่?"
หลินอวี่รู้ว่านางเป็คนพูดจาตรง ๆ จึงไม่อ้อมค้อม
เฉินเจียวเหนียงที่นั่งเย็บปลอกแขนอยู่ริมเตียงเข้าใจเื่ราวทั้งหมด มือของนางสั่นเล็กน้อยจนเกือบถูกเข็มทิ่ม นางพยายามทำใจให้สงบเพื่อเย็บเส้นด้ายรอบสุดท้ายให้เสร็จ แต่ในใจกลับเหมือนมีลูกกวางตัวน้อย ๆ ะโโลดเต้นจนควบคุมไม่ได้ จึงต้องวางเข็มและด้ายไว้ด้านข้าง แล้วเอ่ยขอร้องหยางเวยที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ด้วยความขัดเขิน
"เสี่ยวเวย คืนนี้รบกวนเ้าช่วยเฝ้าน้ำตาลด้านนอกด้วยนะ"
"แต่พวกเรากั้นด้วยประตูเพียงบานเดียว หากมีขโมยเข้ามาจากตรงนี้ก็มองเห็นได้เหมือนกันนะเ้าคะ"
หยางเวยเมื่อรู้ว่าไม่ใช่เพราะหลินอวี่ป่วยจึงนอนเตียงเดี่ยว แต่เป็เตียงสำหรับนาง นางจึงไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้ในทันที นางไม่อยากนอนคนเดียว นางอยากนอนกับพี่หลิน... ไม่สิ นางชอบนอนกับพี่เจียวเหนียงที่สุดต่างหาก
พี่เจียวเหนียงทั้งหอมทั้งนุ่ม นุ่มยิ่งกว่าผ้าห่มหนา ๆ เสียอีก ดังนั้นวันนี้จึงรีบขึ้นเตียงจองที่ตรงกลาง เพราะคืนนี้นางอยากกอดพี่เจียวเหนียงนอน อย่างไรเสียพี่หลินก็ไม่กอดนางอยู่แล้ว
ใครจะไปคิดว่าคนที่ต้องนอนเตียงเดี่ยวกลับเป็นาง! หลินอวี่ในตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าหยางเวยไม่ได้คิดเื่ชู้สาวเลยแม้แต่น้อย เขาจึงรีบตัดบทและเบี่ยงประเด็นทันที
"เสี่ยวเวย พี่ซานผูกเ้าเหลืองไว้ที่หน้าประตู มีหมาเฝ้าบ้าน สิ่งที่ข้าอยากให้เ้าระวังไม่ใช่ขโมย แต่เป็แมวป่าที่ชอบแอบมากินเนื้อหมู เอาแบบนี้ คืนนี้เ้านอนข้างนอก คืนพรุ่งนี้ข้านอนข้างนอก ตกลงหรือไม่?" พูดจบเขาก็จับมือหยางเวยดึงตัวขึ้นมา พาไปที่ซี่โครงหมูตากแห้ง
"พรุ่งนี้ข้าจะทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานให้เ้า เ้าต้องเฝ้าให้ดี อย่าให้แมวป่าขโมยไปได้"
'ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน?'
แม้หยางเวยจะไม่เคยทาน แต่เพียงแค่ฟังชื่ออาหารจานนี้ นางก็จินตนาการได้เลยว่ามันต้องอร่อยมากแน่ ๆ ระหว่างพี่เจียวเหนียงกับซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน นางลังเลเพียงชั่วครู่ ก็สะบัดมือหลุดจากหลินอวี่ นางกลับไปที่เตียงใหญ่หอบผ้าห่มของตนเอง ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่ลืมตกลงกับหลินอวี่
"พี่หลิน ตกลงตามนี้นะเ้าคะ คืนนี้ท่านนอนกับพี่เจียวเหนียง คืนพรุ่งนี้เปลี่ยนเป็ข้า"
"ตกลงตามนั้น"
หลินอวี่คิดในใจ ยายตัวตะกละเอ๋ย ข้าจะไม่เตรียมอาหารจานใหม่ให้เ้าในคืนพรุ่งนี้ได้อย่างไรกัน?
รอจนหยางเวยล้มตัวลงนอนบนเตียงเดี่ยวและดับไฟ เขาจึงปิดประตูห้อง ลงกลอนไม้ และเลื่อนโต๊ะที่วางตะเกียงน้ำมันมาไว้ข้างเตียง ยามนี้ เฉินเจียวเหนียงนั่งอยู่ริมเตียงด้วยท่าทางประหม่ากระสับกระส่าย นางกุมมือไว้ด้านหน้าก้มหน้าลงขาซ้ายที่ห้อยอยู่ข้างเตียงขยับขึ้นลงเบา ๆ ใบหน้าแดงซ่าน ลมหายใจถี่รัว เมื่ออยู่ใกล้ จึงเห็นหน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง และมีเหงื่อซึมบาง ๆ
มองโฉมงามใต้แสงตะเกียง ยิ่งมองก็ยิ่งงดงาม ชาติก่อนเป็โสดมาสามสิบปี แลกมาด้วยคู่ครองที่สวยราวกับดอกไม้ จากนี้ไปจะเคียงคู่ชั่วชีวิต ร่วมชะตากรรมด้วยกัน ความรู้สึกนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก แต่ในยามนี้ความปรารถนาลึก ๆ ได้เข้าครอบงำอารมณ์อื่นจนหมดสิ้น
"เจียวเหนียง..." เสียงลมหายใจของหลินอวี่เริ่มหนักหน่วงขึ้นเช่นกัน มือหนึ่งเขาถือตะเกียงน้ำมัน อีกมือหนึ่งโอบรอบเอวบางของเฉินเจียวเหนียง และฝืนใช้สติที่เหลืออยู่เอ่ยถาม "ดับไฟหรือไม่?"