ตอนที่ 5
ร่องรอยบนขนนก
ใบหน้าของเขาขยับไหวในขณะที่นางนิ่งค้างแต่หัวใจกลับเต้นแรงราวกำลังจะพุ่งทะลุออกมาจากอก
‘เปิดปากของเ้าด้วยปากของข้า’
ประโยคที่เพิ่งเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่ายังคงดังก้องอยู่ในหัวของไป๋จางลี่
ริมฝีปากไม่เคยแนบชิดกับบุรุษใด จะมีก็เพียงภาพวาดของเขาเท่านั้นที่พรากเอาจูบแรกของนางไป
และใช่ สาวใช้ผู้นี้เคยปลาบปลื้มท่านเ้าสำนักมาั้แ่อายุสิบห้าปี ผ่านพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่นาน บุรุษที่เป็ประมุขของทุกสำนักก็กระชากเอาหัวใจของนางไปแค่เพียงได้เห็นแผ่นภาพที่พวกแม่สื่อเร่ขายในตลาด เพราะมนตร์ที่ร่ายลงไปในแผ่นกระดาษจึงทำให้นางหลงรักบุรุษในรูปภาพอย่างง่ายดาย ผ่านไปเกือบเจ็ดวันมนตร์สะกดนั้นถึงเสื่อม
…ช่างใสซื่อเสียจริง ไป๋จางลี่เอ๋ย
“เรียนท่านประมุข”
ก่อนทุกสิ่งจะเลยเถิด ก่อนจินตนาการในอดีตจะเปลี่ยนจากรูปภาพมาเป็ริมฝีปากจริงๆ
กั๋วกั๋ว บ่าวรับใช้เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกพลันส่งเสียงะโเข้ามาหาจินเลี่ยงหรงถึงข้างใน
ดวงหน้าหล่อผละออก กลืนน้ำลายลงลำคออึกใหญ่แล้วหุนหันเดินไปยังประตู
“มีสิ่งใด” ไร้ซึ่งเสียงสั่นพร่าอย่างที่เคยเอ่ยใกล้ๆ ใบหน้างามของสาวใช้
“ตู้ิแจ้งว่ามีเื่ด่วนที่ต้องเรียนให้ท่านประมุขทราบตอนนี้เลยขอรับ”
กั๋วกั๋วไม่ได้อยากขัดขวางเวลาของเ้าสำนักตอนที่อยู่ในหอคัมภีร์ เขารู้ดี จินเลี่ยงหรงไม่ค่อยพึงใจในยามที่โดนแทรกกลางขณะสายตากวาดไล่อ่านอักษร หากแต่ ‘ตู้ิ’ ขุนพลข้างกายผู้ซึ่งเป็หนึ่งในคนที่เ้าสำนักโปรดปรานและมอบหมายงานให้ทำอยู่เนืองๆ เขาเดินเข้ามาแจ้งกั๋วกั๋วด้วยใบหน้าและท่าทางร้อนรน คนรับใช้หน้าประตูอย่างเขาจึงจำเป็ต้องกลั้นใจแจ้งแก่ท่านประมุข แม้จะทำให้ขุ่นเคืองใจเพียงใดก็ตาม
“อืม” ตอบสั้นๆ เสียงเรียบๆ
แม้ไม่พึงใจ แต่เหตุผลกลับต่างไปจากสิ่งที่บ่าวรับใช้เข้าใจ
หางตาเหลือบมองสตรีที่เป็สาวใช้ ใบหน้าแดงระเรื่อและแนบฝ่ามือวางบนทรวงอก
“หึ” เสียงขำขันดังในลำคอ จินเลี่ยงหรงแอบได้ยินไป๋จางลี่ถอนหายใจโล่งอกและรีบกอบโกยอากาศเข้าปอด ช่างน่ากลั่นแกล้งให้เสียอาการเหลือเกิน แต่เห็นทีว่าต้องหยุดเอาไว้เพียงเท่านี้ เมื่อเสียงร้อนรนกระวนกระวายของตู้ิเอ่ยดังขึ้นหลังจากนั้น
“เรียนท่านประมุข ที่สระเหมันต์ด้านทิศเหนือตรวจพบร่องรอยวิทยายุทธ์ของสำนักกู้หลงเหลืออยู่ คาดการณ์เวลาที่ถูกปลดปล่อยเพลงกระบี่ น่าจะไม่เกินสองเค่อก่อนหน้าขอรับ”
“แน่ใจหรือไม่” ดวงตาคู่คมเคลื่อนย้ายจากสตรีในห้องออกมาจดจ้องผู้ช่วย
“สิ่งนี้ตกอยู่บนหินก้อนหนึ่งข้างขอบสระ” ตู้ิยื่นหลักฐานที่หลงเหลือร่องรอยไปให้เ้าสำนักตรวจดูด้วยตนเอง
ขนนกสีขาวมีรอยด่างสีน้ำเงิน
“แล้วผู้บุกรุกเล่า จับตัวเขาได้หรือไม่” จินเลี่ยงหรงแน่ใจจากหลักฐานที่ได้ดู สำนักจินถูกคนจากสำนักกู้บุกรุกเข้ามาจริงๆ
ขนนกสีขาวคือวรยุทธ์ขั้นสูงที่จินเลี่ยงหรงใช้มันตรวจตราความเรียบร้อยของสำนัก มันล่องลอยอยู่บนนภา หมุนวนไปมาจากเหนือสู่ใต้ จากตะวันออกสู่ตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดภายใต้แผ่นดินของสำนัก
และหากเมื่อใดที่ขนสีขาวมีสีอื่นเจือปน แดงคือถัง เขียวคือเว่ย เหลืองคือจ้าว และน้ำเงินคือกู้
นั่นหมายถึงคนจากสำนักดังกล่าวข้างต้นนั้น บุกรุกเข้ามาแล้วใช้วรยุทธ์ประจำสำนักของตนกระทำการบางสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งบางสิ่ง ที่เก็บซ่อนอยู่ในดินแดนจิน
ในเมื่อขนนกนี้ตกอยู่ข้างสระเหมันต์ เช่นนั้นก็หมายความว่าไข่มุกเหมันต์ที่จินเลี่ยงหรงเก็บเอาไว้ใต้สระ คือเป้าหมายของการบุกรุกในครั้งนี้
…แต่แล้วเหตุใดคนสำนักกู้ถึงรู้ว่าเขาเก็บไข่มุกไว้ที่สระเหมันต์
ดวงตาคมตวัดกลับมามองสตรีที่กำลังนั่งคัดตำรา แม้ท่าทางของนางจะไม่มีพิรุธ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็เช่นนั้นเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ได้ทำให้จินเลี่ยงหรงประจักษ์
เขาเห็นกับตาว่านางสนทนาอยู่กับนก
แต่เค้นถามให้สารภาพออกมาอย่างไรนางก็เฉไฉและปิดปากเงียบจนถึงที่สุด
“ท่านประมุขโปรดชี้แนะ ตู้ิต้องจัดการเยี่ยงไรขอรับ”
“เรียกตู้เฮ่ากลับมา อีกหนึ่งเค่อข้าจะตามไปที่สระเหมันต์”
เอ่ยจบประตูก็เลื่อนปิดดังเดิม เท้าหนักก้าวเดินกลับเข้ามาในหอคัมภีร์ หย่อนกายลงนั่งและจ้องดวงหน้าของสตรีที่นั่งคัดตำราอยู่อีกฝั่งของโต๊ะหวางฮวาหลี
“มือเขียนอักษร แต่ใบหูกลับยื่นออกไปฟังบทสนทนา ข้าเอ่ยถูกต้องหรือไม่”
ภายใต้น้ำเสียงราบเรียบที่เอ่ยถาม ไม่รู้ว่าภายในจิตใจกำลังนึกคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
ไป๋จางลี่เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งเพื่อสยบความไม่มั่นคงของจิตใจ
“คัดตำราเ้าค่ะ ข้ากำลังทำตามคำสั่งของท่านประมุขอย่างเคร่งครัด”
“หึ หนึ่งคือเกลียดคนี้เี สองคือเกลียดคนโกหก คนสองประเภทที่ข้าชังน้ำหน้าและไม่คิดอภัย แต่เ้าว่าคนใดที่ข้าเกลียดมากกว่ากัน”
“ข้าไม่เข้าใจคำถามเ้าค่ะ” ไป๋จางลี่ยังคงก้มหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นมองสบตากับเ้าสำนัก
“ระหว่างคนี้เีกับคนโกหก เ้าว่าข้าไม่ชอบคนประเภทใดมากกว่ากัน”
“ข้าไม่อาจทราบได้เ้าค่ะ”
“อ้อ สงสัยข้าจะถามตรงประเด็นเกินไป เช่นนั้นจะถามใหม่และเ้าต้องตอบมาตามความจริง”
“เ้าค่ะ”
ปลายคางถูกดันให้เงยขึ้นด้วยนิ้วชี้ข้างขวา จินเลี่ยงหรง้ามองดวงหน้าของสตรีตรงหน้าขณะฟังนางเอ่ยตอบคำถามของเขา
“เมื่อครู่… เ้าพูดคุยอยู่กับผู้ใด”
“ไม่มีเ้าค่ะ”
“หึ”
์เบื้องบน ปฐีเบื้องล่าง ช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ ข้ากลัวสายตาวาวโรจน์ของบุรุษตรงหน้ายิ่งนัก ไป๋จางลี่อ้อนวอนในใจ
เสียงเค้นต่ำในลำคอเมื่อครู่ เป็ดังเข็มปลายแหลมทิ่มแทงลงมาบนจุดสงบนิ่ง เืในกายของนางคล้ายหยุดไหลเวียนไปชั่วขณะ แม้หัวใจที่เคยเต้นสั่นในยามมองหน้าหล่อเหลาก็พลันช้าลง
“ไป๋จางลี่ ข้าให้โอกาสเ้าอีกที ตอบคำถามข้าด้วยสัจจะที่เ้ามีเป็หนสุดท้าย” น้ำเสียงราบเรียบทว่าเยือกเย็น “เ้าเอ่ยบอกผู้ใดว่าไข่มุกเหมันต์เก็บอยู่ใต้สระเหมันต์ของสำนักจิน!”
ใบหน้าของคนถูกถามซีดเผือดไร้สีเื
นางไม่อาจปฏิเสธว่าตนเองไม่รู้ที่ซ่อนของไข่มุก เนื่องเพราะไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้าก่อนที่จะได้นั่งคัดตำรา จินเลี่ยงหรงเป็คนเล่าให้นางฟังด้วยตนเองว่าเขาเก็บของบรรณาการทั้งสามอย่างเอาไว้ที่ใด
“ต้องไตร่ตรองนานถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
หลายอึดใจที่ไป๋จางลี่เงียบงัน สายตาคมยังมองจ้องจับผิด
อยู่ๆ ก็เหมือนร่างกายตกลงไปในห้วงทะเลทุกข์ แล้วก็มีมือสีดำมืดมาจับตรึงตัวของนางไม่ให้โผล่พ้นขึ้นสู่ผิวน้ำได้
“ไม่มีเ้าค่ะ ข้าไม่ได้เอ่ยบอกผู้ใดเลย”
“สตรีไร้สัจจะ”
“เป็ความจริงเ้าค่ะ ข้าเป็เพียงสาวใช้ที่ไร้วรยุทธ์ ไม่มีความเก่งกล้าอันใดที่จะใช้ปกป้องตนเองหลังจากพูดปดโกหกท่านประมุขได้เลย”
“สตรีเช่นเ้า ข้าเกลียดยิ่งกว่าคนสองประเภทที่เอ่ยเมื่อครู่เสียอีก”
มือหนาเอื้อมคว้าข้อมือน้อย รั้งร่างบางที่นั่งอยู่อีกฝั่งข้ามโต๊ะหวางฮวาหลีมาอีกฝั่ง แล้วลากรั้งให้เดินตามแผ่นหลังออกจากหอคัมภีร์
“ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือเ้าคะ” ไม่ใช่ไม่ยื้อ แต่นางยื้อจนสุดความสามารถเรี่ยวแรงที่มีก็ไม่อาจต่อต้านแรงของท่านประมุขผู้มีวรยุทธ์เป็เลิศในยุทธภพได้
ร่างกายเบาหวิวลอยละลิ่วขึ้นสู่อากาศ เป็ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ไป๋จางลี่มีโอกาสเหาะขึ้นสูงได้เพียงนี้
สัญชาตญาณและการกระทำรวมเป็หนึ่ง แขนโอบรอบลำคอของบุรุษโมโหร้ายเอาไว้แน่น ถึงแม้จะเกรงกลัวเขาแต่นางก็กลัวว่าตนเองจะตกลงสู่พื้นดินเสียมากกว่า
“ท่านเ้าสำนัก ข้ากลัวเ้าค่ะ”
ลมแรงพัดตีหน้าและเส้นผมให้ยุ่งเหยิง บุรุษผู้นี้รีบร้อนพานางไปที่ใด นางได้แต่ถามเขาซ้ำๆ ในใจเพราะแม้จะเอ่ยออกไปจินเลี่ยงหรงก็ไม่เอ่ยตอบคำถามของนางอยู่ดี