เสียงเคาะเกราะไม้ส่งสัญญาณเตือนภัยดังมาจากหมู่บ้าน คฤหาสน์หลังงามตั้งอยู่เชิงเขา ห่างจากหมู่บ้านพอสมควรแต่ยังได้ยินเสียงนั้น บ่าวรับใช้ที่มีอยู่ไม่กี่คนได้ยินเสียงชัดเจนต่างจับกลุ่มพูดคุยกันคนเหล่านี้เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานก็จริงพื้นเพเป็ชาวบ้านธรรมดาที่ไร้ที่ไปจำใจขายตัวเป็ทาสมิใช่บ่าวรับใช้ที่เดินทางจากเมืองหลวง
เดิมทีเยว่ซินตั้งใจว่าหลังกินมื้อเย็นแล้วจะเจรจากับฉู่ห่าวหรานอย่างเป็เื่เป็ราวเสียทีทว่าเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทำให้เปลี่ยนใจเรียกบ่าวมาสอบถามนางนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยกับพ่อบ้าน
“ขอยืมม้าสักประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปดูในหมู่บ้านหน่อย”
“หา! เอ่อ ...แม่นาง เอ่อ คุณหนูเยว่ซินว่าอะไรนะขอรับ”
“หาอะไรของเ้า” เยว่ซินทำตาดุใส่“เ้าอยู่ที่นี่ดูแลท่านราชครู ข้าไปครู่เดียว”
นางไม่รอฟังคำอนุญาตของใครทั้งสิ้น ยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งเร็วๆ จากไปทันที
“เกิดเื่ใดขึ้น” ฉู่ห่าวหรานเอ่ยถาม หันซูจึงรายงานเท่าที่ทราบ อยู่ที่นี่มาปีเศษไม่ค่อยมีเื่ร้ายใดนัก แรกๆ ชาวบ้านมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างแต่นานไปเมื่อเห็นว่าเขาเป็เพียงอดีตขุนนางตกอับยากจนไร้บารมีจะส่งเสริมผู้ใด จึงค่อยๆ ห่างหายเลิกสนใจไปเอง
“ไม่ทราบขอรับน่าจะเกิดเื่ที่หมู่บ้าน คุณหนูเยว่ซินไปดูแล้วขอรับ”
ฉู่ห่าวหรานยกน้ำชาขึ้นจิบแล้วเอ่ยถาม
“เ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับแม่นางเหอ”
“ตอนอยู่ที่เมืองหลวงเคยได้ยินเื่ของนางมาบ้างแต่บ่าวไม่เคยเห็นใบหน้านางสักครั้ง อันที่จริง คนที่อยากได้ยินแค่เสียงของนางยังต้องจ่ายหลายตำลึงทองผู้ที่จะได้พบหน้านางยิ่งน้อยนัก ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าใช่ตัวจริงหรือไม่”
“หรือฮ่องเต้ส่งผู้อื่นมาแทน” ฉู่ห่าวหรานขมวดคิ้ว
“บ่าวก็คิดเช่นนั้นขอรับ”ใบหน้านางแม้มิได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่ไม่ถึงกับเรียกว่าหญิงงาม ยิ่งลักษณะนิสัยแล้วเขากลับรู้สึกนางไม่มีทางเชี่ยวชาญดีดพิณ ผีผา ชงชาหรือร่ายรำใดๆ ได้เลย
“ข้าไม่มีอำนาจใดในกำมือซ้ำยังอยู่ในภาพร่างกายเช่นนี้ คนผู้นั้นยังไม่คิดจะปล่อยข้าไปอีกหรือ”
“ใต้เท้า”
“ช่างเถอะ” เขาถอนหายใจเบาๆ “ข้าจะเข้าไปพักผ่อนหากนางกลับมาแล้วให้มารายงานข้าทันที”
“ขอรับ”
ผ่านไปราวสองชั่วยามหญิงสาวจึงควบม้ากลับมาพร้อมหมาป่าตัวใหญ่ที่สิ้นใจแล้ว นางะโลงจากหลังม้าพยักหน้ากับบ่าวรับใช้ที่ยืนสัพหงกอยู่หน้าประตูให้จูงม้าไปที่คอกม้านางบิดตัวไปมาแล้วหาวปากกว้าง ทว่าสายตาปะทะกับร่างสูงใหญ่ของพ่อบ้านที่ยืนรออยู่นานแค่ไหนไม่รู้
“เหตุใดยังไม่หลับไม่นอน” เยว่ซินถามน้ำเสียงระรื่น “อย่าบอกว่ารอข้านะ”
“เป็คำสั่งของใต้เท้าขอรับ”
“อ่อ...” นางพยักหน้ารับ“มีฝูงหมาป่าบุกเข้ามาในหมู่บ้าน คงมีคนไปขโมยลูกมันมา พวกมันจึงพากันบุกเข้าหมู่บ้านอย่างไม่กลัวตาย”
“หมาป่า?” เขารู้ว่าแถบนี้มีหมาป่าเคยเจอบ้างแต่ไม่เคยไล่ล่าด้วยตนเอง
“อืม” นางพยักหน้าอีกครั้ง“เ้าไปรายงานท่านราชครูเถอะ ข้าดีใจยิ่งที่เขาเป็ห่วง ข้าปลอดภัยดีเข้านอนได้แล้ว อ้อ!ถึง่นี้อากาศจะร้อนแต่ใกล้รุ่งอากาศกลับเย็น เ้าดูแลท่านราชครูให้ดี”
“ขะ...ขอรับ”
“ไปเถอะๆ” นางโบกมือไล่“ข้าจะไปพักผ่อนเช่นกัน”
หันซูมองหญิงสาวเดินผ่านไปไม่สนใจอะไรเขาอีกเขาถอนหายใจหนักๆ หรือชีวิตเขาไม่ค่อยได้ใกล้ชิดสตรีจึงไม่รู้ว่าโลกนี้มีสตรีแปลกประหลาดเช่นนี้ เขาโคลงศีรษะไปมาแล้วเดินกลับไปรายงานฉู่ห่าวหราน
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าตลอดทั้งคืนเยว่ซินจัดการถลกหนังหมาป่าอย่างประณีตเนื้อก็นำมาตุ๋นเครื่องยาจีน กว่าจะเสร็จฟ้าก็สางแล้วนางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินไปทิ้งตัวนอน เวลาที่นางเข้าสู่ห้วงนิทราคือเวลาเดียวกับที่ฉู่ห่าวหรานตื่นนอนแล้ว
แม้ไม่ต้องตื่นเช้าเข้าวังหลวงแต่เขาก็ตื่นเช้าเป็ปกติ หากไม่เขียนตำราก็อ่านหนังสือสมบัติที่ขนมาจากเมืองหลวงคือหนังสือหลายสิบหีบ
เช้านี้มีโจ๊กธัญญพืช รสชาติที่เปลี่ยนไปทำให้ฉู่ห่าวหรานรู้สึกแปลกพิกลหันซูเห็นสีหน้าของผู้เป็นายแล้วรีบเอ่ยถาม
“ไม่ถูกปากหรือขอรับ”
“ไม่คุ้นลิ้น” เขาตอบข้าวเคี่ยวจนกลายเป็โจ๊กผสานกับธัญพืชได้อย่างพอดีเขารู้ว่าสถานการณ์การเงินของที่นี่ไม่สู้ดีนักอาหารแต่ละมื้อแทบไม่เคยมีเนื้อสัตว์ และในบางวันโจ๊กก็ใสราวน้ำเปล่าทว่าวันนี้กลับมีโจ๊กธัญพืชชามโต แรกทีเดียวเขาคิดว่าตนเองจะกินไม่หมดแต่ไม่รู้ว่าเพราะรสขาติที่ถูกปากหรือเพราะร่างกายไม่ได้กินของดีมานานทำให้กินได้มากกว่าปกติ
“แม่นาง เอ่อคุณหนูเยว่ซินทำไว้ก่อนเข้านอน นางให้แม่ครัวช่วยอุ่นให้ใต้เท้าขอรับ”
“นางทำเองรึ” นางทำให้เขาประหลาดใจอีกแล้วสตรีเชี่ยวชาญเื่ทำอาหารนั้นไม่แปลก แต่เมื่อคืนนางไป ‘ไล่ล่า’หมาป่าแล้วยังกลับมาทำอาหารเช้าให้เขาอีกหรือ?
“นางเข้านอนเมื่อใดกัน”
“ได้ยินว่าตอนนี้นางยังนอนอยู่ขอรับ”
ชายนหนุ่มเริ่มอยากรู้เื่ของนางมากขึ้นทว่าเมื่อรู้ว่านางเพิ่งเข้านอนไปตอนฟ้าสาง เขาไม่คิดรบกวนนาง เอาเถิดชีวิตมีเื่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมากมาย หากจะมีอีกสักเื่สองเื่คงไม่หนักหนาไปกว่านี้
กว่าหญิงสาวจะตื่นก็เที่ยงวันพอดีเมื่อหลับเต็มอิ่มร่างกายก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นมาก็หิวมากโชคดีที่คฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตจนเกินไป ล้างหน้าและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็รีบวิ่งมาที่ห้องครัว
“ท่านป้าลี่จือ” เยว่ซินส่งเสียงเรียกก่อนที่ตัวเองจะยื่นหน้าเข้าไปในห้องครัว
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเ้าคะ”
“เที่ยงแล้วไม่ตื่นได้เหรอ”นางหัวเราะเสียงใสพูดคุยอย่างเป็กันเองราวกับอยู่ที่นี่มานานนับปี “ข้าหิวแล้วพอมีอะไรกินบ้างไหม”
“กินบะหมี่ดีไหมเ้าคะ”
“อะไรก็ได้ ท่านป้าทำมาเลยข้านั่งกินที่นี่แหละ ประเดี๋ยวต้องไปดูหนังหมาป่าที่ตากไว้อีก”
“ฝีมือคุณหนูถลกหนังได้ดีเยี่ยมจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้วก็ข้านะคือ...”
“คือ?”
“คือ...คือเยว่ซินไงล่ะ”
นางหัวเราะร่ากลบเกลื่อนแล้วเดินเลี่ยงไปดูหนังหมาป่าที่ตากไว้ ไม่ได้ทำนานนับปีได้ทำอีกครั้งกลับจดจำได้แม่นยำ ต่อให้ปิดตานางก็ยังคงทำได้ดี หนังหมาป่าผืนนี้นางตั้งใจมอบให้ฉู่ห่าวหราน นางไม่มีสิ่งใดมอบให้เขาเ้าหมาป่าตัวนี้น่าจะให้เป็ของขวัญกับเขาได้ ข้าวของที่ขนมาจากเมืองหลวง แท้จริงเป็เพียงเสื้อผ้าของเหอเยว่ซินแต่เพราะเหอเยว่ซินลอบหลบหนีอยู่ จึงไม่้านำเสื้อผ้างดงามเหล่านี้ไปด้วยสิ่งที่เหอเยว่ซินนำติดตัวไปคือเครื่องประดับมีราคา และตั๋วแลกเงิน
เอาละ ประเดี๋ยวกินอาหารเช้า เอ่อไม่สิ อาหารเที่ยงเสร็จ นางจะได้พบฉู่ห่าวหรานและสารภาพ เอ่อ ไม่ใช่ๆนางไม่ได้ทำอะไรผิดจะไปสารภาพทำไมกัน นางแค่ต้องเจรจาตกลงกับบุรุษผู้นั้น ให้เข้าใจว่า‘เหอเยว่ซิน’ ไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยเหตุผลใด และหวังใจว่าเขาจะเข้าใจไม่เอาเื่เอาราวใดกับนางด้วย เท่านี้ภารกิจของนางก็จะลุล่วงไปด้วยดี เหลือเพียงสิ่งที่พ่อบุญธรรมฝากฝังในให้นางทำ...
บะหมี่หอมกรุ่นทำให้หญิงสาวไม่มีสมองไปคิดเื่อื่นนางรับบะหมี่มากิน พูดคุยเื่ทั่วไปกับคนที่นี่ทำให้นางรู้ว่าบ่าวรับใช้ที่นี่มิได้ติดตามมาจากเมืองหลวงการเดินทางออกจากเมืองหลวงนั้นมีเพียงฉู่ห่าวหรานกับหันซูและตำราสิบกว่าหีบที่ขนมา ส่วนบ่าวรับใช้เพิ่งหาคนมาทำงานเมื่อมาถึงที่นี่แล้วเขาเลือกคนที่ไม่มีที่มาที่ไป ป้าลี่จือเป็หม้ายและไร้บุตร เมื่อสามีตาย บรรดาญาติฝั่งสามีขับไล่ไสส่งนางเพราะนางไม่มีทายาทให้ตระกูล บ่าวชายอีกสองสามคนก็ไม่ต่างกันนัก และหากต้องทำอะไรที่ใช้แรงงานคน พ่อบ้านหันซูจะจ้างคนงานจ่ายค่าแรงเป็รายวัน
หญิงสาวกินอิ่มแล้วนางพูดคุยเื่ของว่างที่ต้องเตรียมส่งไปให้ท่านราชครู
“ความจริงใต้เท้าไม่ให้พวกเราเรียกท่านราชครู นายท่านบอกว่าท่านไม่ใช่ราชครูแล้ว”ต้าต่านบ่าวชายเอ่ยขึ้น
เยว่ซินพยักหน้ารับ“เข้าใจแล้ว”
นางสูดลมหายลึกๆผ่อนออกช้าๆ แล้วตั้งใจเดินหน้าไปพบฉู่ห่าวหราน ทว่าเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีบ่าวชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาตามหานาง
“แย่แล้วขอรับคุณหนูเยว่ซิน”
“มีเื่ใดรึ”ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น
“มีเด็กๆกลุ่มหนึ่งมาะโเรียกหาคุณหนูที่หน้าคฤหาสน์ขอรับ”
“เด็ก?”
“ขอรับพวกเราห้ามไว้ไม่ให้เข้ามา พวกเด็กจะบุกเข้ามาให้ได้ขอรับ”
“ก็แค่เด็กจะตื่นเต้นไปไย”
“แต่นายท่านมิชอบให้ผู้อื่นเข้ามารบกวนไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบ...”
“เข้าใจแล้วๆข้าไปเอง”
เยว่ซินโบกมือห้ามไว้ก่อน นางหมุนตัวแล้ววิ่งไปโดยเร็ว
ทำไมเส้นทางการเดินไปพบหน้าฉู่ห่าวหรานถึงได้ยาวไกลเช่นนี้นะ!