บทที่22สนทนาภายใต้ดอกไม้ไฟ
เสียงปึงปังดังสะท้อนสะท้านไปทั่วแผ่นฟ้าปลุกอวิ๋นเซ่อให้ลืมตาตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์แห่งการหลับไหลสิ่งแรกที่ปรากฏสู่คลองจักษุสายตาของมันก็คือแสงระยิบระยับหลากสีบนท้องฟ้า เมื่อขลับเข้ากับท้องนภาที่มืดมิดช่างเป็ภาพทิวทัศน์อันงดงามตระการตายิ่ง
“ยามเฮ่ยอานที่มืดมิดนี้ตรงกับวันเฉลิมฉลองการสถาปนาราชวงศ์หลิงพอดีจึงดูคึกคักไม่น้อย”
เสียงของบุรุษชรากล่าวขึ้น ส่งให้อวิ๋นเซ่อต้องรีบพยุงกายลุกขึ้นมาจากการนอนแผ่หลาเมื่อเห็นว่าบุรุษชราเร่ร่อนผู้นี้ยังมิไปไหนคนก็คลายใจลง พร้อมรีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าหาท่าน
“ผู้าุโ ข้าหลับไปนานเท่าไหร่”
บุรุษชราที่ยืนเงยหน้ามองพลุไฟหลากสีอันประดับประดาเต็มท้องฟ้ามิได้ละสายตามาจากแผ่นนภาเบื้องบน แต่ปากคนก็กล่าววาจาตอบคำถามของอวิ๋นเซ่อ
“สามวัน”
“ข้าสลบไปถึงสามวัน"
อวิ๋นเซ่อทวนคำออกมาด้วยความแปลกใจ เพียงความเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้กลับทำให้มันมิได้สติถึงสามวันได้ทว่าผู้ที่แปลกใจมากกว่ากลับเป็บุรุษชราเร่ร่อน เพราะทุกผู้ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้มีพร์ในด้านพลังลมปราณหากประสบกับสิ่งพิสดารที่มันใช้ออกต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงเจ็ดวันจึงจะฟื้นตื่นขึ้นมาจากการสลบไสลได้บุรุษหนุ่มผู้นี้ตนตรวจสอบอย่างที่ถ้วนแล้ว มันมีเพียงเส้นชีพจรลมปราณและมีพลังลมปราณไหลเวียนอยู่อย่างธรรมดาสามัญเท่านั้นมิได้มากมายหรือมีความพิเศษแตกต่างแต่อย่างใด แต่เหตุไฉนร่างกายแลจิตใจของมันถึงได้ทรหดและกล้าแข็งถึงเพียงนั้น
บุรุษชราแม้ท่าทางภายนอกจะสงบนิ่ง แต่ในจิตใจของมันกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกมิถูกหรือโชคชะตาได้ผลักเด็กหนุ่มที่แสนจะธรรมดาแต่มิธรรมดาผู้นี้มาให้แก่มัน มันเคยตั้งใจไว้ว่าตลอด่ชีวิตที่เหลือนี้มันจะไม่ทำการรับศิษย์อีกพอได้นึกย้อนไปยังวันที่ตนกำลังจะเดินผ่านโรงเตี๊ยมแห่งนั้น นิมิตบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัวสมองอย่างกระทันหันมันมองเห็นสิ่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายรูปวงกลม ข้างในประกอบไว้ด้วยไฟลาวาสีแดงฉานอันร้อนระอุแผดเผาทั้งให้พลังชีวิตมากกว่าเพลิงปราณ บุรุษชรามิรู้ว่านิมิตที่จู่โจมห้วงสมองของมันคือสิ่งใดทว่ามันเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นเหนือโรงเตี๊ยม มันจึงตัดสินใจเข้าไป และจึงได้พบเจอกับบุรุษอันแสนธรรมดาแต่ไม่สามัญผู้นี้
“เ้าฟื้นก็ดีแล้ว ดูนี่สิข้าได้ไปขอสุราอาหารมาจากงานเลี้ยงของบ้านต่างๆมามากมาย มิจำเป็ต้องใช้เงินแม้เพียงครึ่งเสี้ยว"
จนถึงตอนนี้อวิ๋นเซ่อค่อยได้สังเกตบริเวณโดยรอบที่แห่งนี้กลับเป็ชะง่อนหินขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากหน้าผาสูงชันกลางป่ารกชัฏ หาใช่โรงเตี๊ยมหรือบ้านเรือนอย่างที่คาดคิดไม่ดูท่าบุรุษชราเร่ร่อนผู้นี้คงมิได้สนใจในทรัพย์สินเงินทอง หรือความสะดวกสบายแม้เพียงนิด
“ที่จริงท่านจะไปที่โรงเตี๊ยมพักผ่อนดื่มกินอย่างสุขสบายยังได้ข้าพอมีเงินเลี้ยงตอบแทนท่านอยู่”
บุรุษชราละสายตาจากแผ่นฟ้ามาที่อวิ๋นเซ่อ“เพ้ย คนอย่างข้าเพราะชอบเร่ร่อน จึงหลีกหนีความสุขสบาย แล้วยังจะกลับไปหาความสุขสบายที่แสนจะวุ่นวายอยู่หรือเ้าดูนี่ ที่นี่มีอิสระเพียงไหน อยู่อย่างนี้อยากกินก็กิน อยากนอนก็นอน ไปมาดั่งใจนึกมิต้องมีพิธีรีตรองให้มากความ"
อวิ๋นเซ่อพยักหน้าคล้อยตาม“ก็จริงอย่างที่ท่านกล่าว….. ว่าแต่สนทนามาพักใหญ่แล้วข้ายังมิรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของท่านเลยข้ามีนามว่าอวิ๋นเซ่อ ส่วนท่านเล่า"
“ข้ามิเคยถูกเรียกขานชื่อมาเนิ่นนาน จนข้าเองก็ลืมชื่อตนไปเสียแล้วเอาเป็ว่าเรียกข้า เฒ่าเร่ร่อน เหมือนคนอื่นๆ ก็แล้วกัน”
อวิ๋นเซ่อพินิจมองบุรุษชราอย่างเป็จริงเป็จังพบท่านใส่ชุดสีดำเก่าซีดด้านใน ส่วนด้านนอกสวบทับไว้ด้วยชุดคลุมเทาซีดเหลืองดูซ่อมซ่อใบหน้าที่เหี่ยวย่นซ่อนไว้ด้วยความคมคาย หนวดเคราคิ้วล้วนขาวโพลนดั่งไหมเงินทุกเส้นภายใต้ความซ่อมซ่อไร้สง่าราศีจากภายนอก แต่ั์ตาของบุรุษชราคู่นั้นที่อวิ๋นเซ่อยังคงมองเห็นล้วนกระจ่างใสลึกล้ำยากหยั่งถึงเช่นเคย
“เฒ่าเร่ร่อน ก็เหมาะกับท่านดี”
“มาเถอะมากินอาหารกัน เดี๋ยวมันจะเย็นชืดไปเสียก่อนโชคดีนะที่ข้าขอมาเยอะ ทันเ้าฟื้นขึ้นมาพอดี”
เฒ่าเร่ร่อนเดินลงมานั่งยังบริเวณที่อาหารเรียงรายอยู่ตามติดด้วยอวิ๋นเซ่อที่ลงไปนั่งยังฝั่งตรงข้ามกับท่าน เป็ชายหนุ่มที่หยิบไหสุราขึ้นมาสุราในไหล้วนโหร่งเหรงร่อยหรอ แสดงว่าเฒ่าเร่ร่อนคงไปขอเศษเขามา อวิ๋นเซ่อหยิบไหสุราดังกล่าวขึ้นมาเทใส่ชามด้วยรอยยิ้มอันผ่อนคลายจากก้นบึ้งของจิตใจที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้นบนใบหน้าของมันการใช้ชีวิตเช่นนี้ก็ว่านับว่าประเสริฐอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องโกรธแค้นไม่ต้องฆ่าสังหาร แต่ทั้งหมดคงเป็ได้แค่เพียงในความคิด
รินสุราใส่ชามเสร็จ อวิ๋นเซ่อก็ยื่นคารวะให้แก่เฒ่าเร่ร่อนด้วยสำนึกขอบคุณที่ช่วยเหลือมันจากเงื้อมมือของฟู่หวินวันนั้นเฒ่าเร่ร่อนรับชามขึ้นมา ก่อนที่จะกระดกดื่มคนได้กล่าววาจาขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“แววตาของเ้าในตอนนี้นับว่าประเสริฐมิน้อยเ้าเห็นหรือไม่ การใช้ชีวิตอย่างไม่ยึดติดนั้นมันดีถึงเพียงไหน”
แล้วค่อยกรอกสุราลงคอไปรวดเดียวหมด“อ๊า เป็สุราที่ดี แต่เสียดายที่เ้าของมันก่อนหน้าคงกระดกไหดื่ม คราบมันของอาหารจึงผสมติดมาด้วย"
“ฮ่าฮ่าฮ่า” คำกล่าวของเฒ่าเร่ร่อนสร้างความขบขันให้กับอวิ๋นเซ่อมิน้อยและรวมถึงตัวมันเองด้วยทั้งสองจึงต่างพากันหัวเราะอย่างสนุกเฮฮาแข่งกับเสียงพลุไฟที่ดังปึงปังบนท้องฟ้า ยามเฮ่ยอานที่มืดมิดแลคละเคล้าไปด้วยดอกไม้ไฟในวันนี้ช่างเป็่เวลาที่ผ่อนคลายแลสนุกสนานยิ่งหนึ่งชราและหนึ่งเยาว์วัยจึงต่างสนทนาพร้อมดื่มกินสุราอาหารกันอย่างออกรสออกชาติ สนทนากันมาถึงตอนนี้อวิ๋นเซ่อจึงนึกประโยคคำกล่าวของเฒ่าเร่ร่อนเมื่อตอนอยู่โรงเตี๊ยมขึ้นมาได้ชายหนุ่มเลยกล่าวถาม
“ผู้าุโ เหตุใดท่านจึงคิดว่าข้าไม่เหมาะสมที่จะเป็มือปราบ”
“การเป็มือปราบต้องถือตนอยู่บนพื้นฐานความเที่ยงธรรมไม่เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่งไม่ยึดถืออารมณ์และเหตุผลของตนเองเป็หลัก คำกล่าวเหล่านี้เป็สิ่งพื้นฐานที่มือปราบต้องมีแลยึดถืออย่างเคร่งคัด….. ส่วนเ้านั้นข้าเห็นแต่ความอาฆาตแค้นในแววตาแม้เ้าจะพยายามปิดแต่ก็มิอาจปิดมันมิด เ้าคงคิดจะใช้เส้นทางการเป็มือปราบเพื่อสะสางเื่ราวส่วนตน…..ข้าเร่ร่อนไปมาเคยเห็นการสอบก็หลายครั้ง คนเช่นเ้าถูกท่านราชครูปัดตกมานักต่อนัก”
อวิ๋นเซ่อนิ่งเงียบคล้ายครุ่นคิด เป็เฒ่าเร่ร่อนที่กล่าวสืบต่อ
“เ้ามีนามว่าอวิ๋นเซ่อ มาจากเขตเหนือบูรพาทำให้คนเข้าใจว่าเ้ามาจากตระกูลอวิ๋นสายหลัก แต่ตระกูลอวิ๋นสายหลักมิได้มีเื่บาดหมางกับผู้ใดเช่นนั้นมิน่าจะเพาะบ่มบุคคลที่มีความแค้นฝังลึกไปถึงั์ตาอย่างเ้าได้ แท้จริงแล้วเ้าคงจะมาจากเขตทุรกันดารอย่างเขตห้าขุนเขาเป็เพียงไม่กี่คนที่หลงเหลือจากการถูกฆ่าล้างตระกูลอวิ๋นสายรองใช่หรือไม่”
ประกายตาจากที่เคยสงบสุขก่อนหน้าของอวิ๋นเซ่อพลันแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบจิตสังหารแห่งความโกรธแค้นก็ฉายชัดออกมาโดยที่มิปิดบังอีกต่อไป
“ผิดนักหรือที่ข้ามีความแค้น ผิดนักหรือที่ข้า้าแก้แค้นและผิดนักหรือที่ข้า้าสังหารเหล่าคนชั่วช้าเพื่อทวงคืนความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์!”
“ผิดไม่ผิดมันขึ้นอยู่ที่มุมมอง แต่ความแค้นของเ้าอย่างไรก็มิอาจนำพาเ้าสู่การเป็มือปราบได้"
“แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็จะลอง หากยังไม่หมดหวังคนอย่างข้าก็ไม่มีวันท้อถอย"
เฒ่าเร่ร่อนส่ายศีรษะ“เด็กเอ๋ย ความแค้นของเ้าจะนำพาซึ่งหายนะมาสู่คนรอบข้างของเ้าไปด้วย”หยุดเล็กน้อย ก่อนมืออันเหี่ยวย่นจะล้วงของสิ่งหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือทารกขึ้นมาพร้อมยื่นให้แก่อวิ๋นเช่อของสิ่งนี้ถูกห่อคลุมด้วยผ้าสีดำอย่างดีทำให้มิรู้ว่าข้างในเป็สิ่งใด อวิ๋นเซ่อรับเอาไว้อย่างงุนงงเป็เฒ่าเร่ร่อนที่กล่าวสืบต่อ
“โชคชะตาส่งเสริมให้พวกเรามีวาสนาต่อกันแล้วเช่นนั้นมากับข้าเถอะ ข้าสามารถมอบพลังและเส้นทางชีวิตอันสงบสุขอย่างแท้จริงแก่เ้าได้”
อวิ๋นเซ่อปรากฏสีหน้าลังเล แต่ก็เกิดขึ้นเพียงชั่วสิบลมหายใจเข้าออกก่อนที่ชายหนุ่มจะยื่นของที่เฒ่าเร่ร่อนมอบให้คืนกลับไป
“ข้าขอบพระคุณในความเมตตาของผู้าุโเป็อย่างสูงแต่ข้าได้เลือกหนทางเดินของตนไว้แล้ว และมิอาจเปลี่ยนใจได้”
เฒ่าเร่ร่อนส่ายศีรษะไม่รับเอาของสิ่งนั้นคืน“เ้าเก็บไว้กับตัวเถอะ หากวันหนึ่งวันใดเ้าเกิดเปลี่ยนใจหรือสอบเป็มือปราบมิได้เพียงแค่แก้ห่อผ้านี้เอาของที่อยู่ด้านในออกมา ข้าก็จะมารับเ้าไปเป็ศิษย์ในทันที"
อวิ๋นเซ่อรู้สึกสำนึกขอบคุณในความเมตตาของเฒ่าเร่ร่อนผู้นี้ยิ่งหากมันไม่มีเส้นทางที่ต้องแก้แค้น ป่านนี้มันคงติดตามเฒ่าเร่ร่อนผู้นี้ไปฝึกวิชา ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขและช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากตามจิตปณิธานอีกเสี้ยวหนึ่งไปแล้ว แต่ความแค้นนั่นมันมิอาจปล่อยวางได้เลยจริงๆ
“ขอบพระคุณผู้าุโ”
เฒ่าเร่ร่อนหยิบตะเกียบที่วางอยู่บนพื้นศิลาขึ้นมาก่อนคีบไก่สับชิ้นหนึ่งมาจ่อไว้ใกล้ปาก
“ไก่ชิ้นนี้เ้าว่ามันมาจากอาหารชนิดใด"
อยู่ๆ เฒ่าเร่ร่อนก็เปลี่ยนหัวเื่ จนอวิ๋นเซ่อแทบปรับอารมณ์ไม่ทันแต่คนก็กล่าวตอบ
“ย่อมเป็ไก่ย่าง"
เฒ่าเร่ร่อนผงกศีรษะ
“ถูกต้อง”
แล้วส่งไก่สับชิ้นนั้นเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยก่อนกลืนลงคอไป
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว“….?”
เฒ่าเร่ร่อนจึงกล่าวสืบต่อ
“ไก่ย่าง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบให้กินเป็ตัวหรือมาในรูปแบบสับละเอียด อย่างไรมันก็คือไก่ย่างที่มีรสชาติเช่นเดียวกันอยู่วันยังค่ำเปรียบดั่งวิถีการดำเนินชีวิตของคนก็เช่นกัน มีให้เลือกก้าวเดินหลายวิถี ผลลัพธ์สุดท้ายก็ออกมาเป็เช่นเดียวกันได้….เ้าแค้น เ้าก็มิจำเป็ต้องแก้แค้นด้วยการฆ่าฟัน หรือหากบังเอิญเ้าได้เป็มือปราบจริงๆก็สามารถแก้แค้นมันด้วยวิธีทางกฏหมายบ้านเมืองผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่าง เปรียบดั่งไก่สับที่ข้ากินเมื่อครู่ฉันใดฉันนั้น”
เห็นเป็เพียงเฒ่าเร่ร่อน แต่คำกล่าวของมันที่ยกอ้างขึ้นมาก็เปรียบดั่งคำปราชญ์ที่บาดลึกจิตใจคนได้ อวิ๋นเซ่อนิ่งคิดไตร่ตรอง แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เห็นพล้องมิได้โต้เถียงแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยากที่จะทำจิตใจให้ปล่อยวางจริงๆ หากดำเนินการตามกฎหมาย จึงถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวใดเกิดขึ้นกับคนร้ายแม้แต่ร่องรอยผู้ต้องสงสัยก็ยังไม่มีข่าวปรากฏ กฎหมายมีระยะเวลาแห่งอายุความของมันหากสืบหาข้อเท็จจริงจนคดีหมดอายุความแล้วยังไม่พบหรือพบหลังจากนั้น แล้วกฎหมายจะเอาผิดกับพวกมันได้จริงหรือแล้วมันจะช่วยตนแก้แค้นทวงความยุติธรรมได้จริงหรือ สุดท้ายแล้วหนทางแห่งการล้างแค้นก็ยังเป็หนทางที่ดีที่สุดสำหรับมัน
เฒ่าเร่ร่อนเห็นแววตาของชายหนุ่มก็รับรู้ได้ว่ามันยังตัดสินใจที่จะเลือกหนทางเดิมคนจึงทอดถอนใจขึ้นอีกครั้ง พร้อมยกชามสุราขึ้นกระดกดื่ม เมื่อสุราไหสุดท้ายหมดลง เฒ่าเร่ร่อนก็ลุกขึ้นอวิ๋นเซ่อรีบกล่าวถาม
“ท่านจะไปไหน"
“เดินทางเร่ร่อนไปทั่วแผ่นดินใหญ่"
“ท่านจะไปแล้ว….. แล้วท่านจะกลับมาหรือไม่"
“ถึงข้าจะเร่ร่อน แต่อย่างไรเมืองหลวงแห่งนี้ก็เป็ถิ่นกำเนิดของข้าซักวันข้าจะต้องกลับมา หรือถ้าหากเ้าเปิดของสิ่งนั้น ข้าก็จะกลับมาเร็วหน่อย"
อวิ๋นเซ่อมีสีหน้ายุ่งยาก เฒ่าเร่ร่อนคล้ายล่วงรู้จิตใจมันจึงกล่าวขึ้น“เ้ามิต้องห่วง ที่นี่นอกจากข้ากับเ้าแล้ว ใครจะมาก็มาไม่ถึง เ้าอาศัยไปกลับที่นี่ได้รับรองว่าปลอดภัย"
อวิ๋นเซ่อคารวะเฒ่าเร่ร่อนจนแทบจรดพื้นด้วยความสำนึกขอบคุณแต่ก่อนจากเฒ่าเร่ร่อนได้เคลื่อนกายเข้าหาอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็ว พร้อมจรดนิ้วชี้ขวาทาบลงยังหน้าผากของชายหนุ่มทันใด
ร่างของอวิ๋นเซ่อสะท้านขึ้น หัวสมองมีแต่ความขาวโพลนว่างเปล่าก่อนความเ็ปจะก่อเกิดแลแล่นแปลบไปทั่วดวงจิตความนึกคิด จากนั้นค่อยแผ่ลามไปทั่วสรรพางค์กายของมันอย่างรวดเร็ว
“ท่านจะทำอะไร!"
“นี่คือสิ่งที่ข้าจะมอบให้ก่อนจาก เผื่อช่วยให้เ้าเปลี่ยนใจได้เร็วยิ่งขึ้น”
กล่าวจบแสงสีขาวก็สว่างวาบในห้วงมโนจิตของอวิ๋นเซ่อครั้งนี้ทั้งร้อนแรงแลแผดเผายากทานทนได้ สุดท้ายก็ส่งให้ชายหนุ่มสิ้นสติลงไปอีกครั้งภายใต้ดอกไม้ไฟที่กำลังเบ่งบานเต็มผืนฟ้า