“เสด็จเพคะ ท่านชายเสด็จกลับมาถึงแล้วเพคะ” สาย บ่าวนางหนึ่งในตำหนักใหญ่วิ่งมาหยุดที่หน้าประตูห้อเสวยก่อนจะทูลแจ้งเ้าของวังที่กำลังร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารเย็นพร้อมเพรียงกันกับวงศาคณาญาติในครอบครัว หลังจากที่แจ้งไปได้ไม่นาน ท่านชายที่เอ่ยถึงก็ทรงดำเนินตามกันเข้ามาติด ๆ ถึงสององค์
“อ้าวชาย กลับมาถึงถูกเวลาพอดี นั่งลงสิ จะได้ทานข้าวเย็นพร้อมกัน” ผู้เป็พระบิดาทรงละพระพักตร์จากเครื่องเสวยตรงหน้าไปยังพระโอรสทั้งสองด้วยแววพระเนตรที่บ่งบอกถึงความยินดี
พระเ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เ้าดุษฎีศรีวิจิตร กรมหมื่นพิสิฐสุนทร เป็อิสริยยศที่ทรงกรมของท่าน แต่คนในวังวิจิตราลัยมักจะเรียกพระนามอย่างลำลองว่าเสด็จในกรม ซึ่งเป็ฐานันดรศักดิ์ของท่าน ทรงเป็เ้าของวังหลังนี้และตำหนักหรือเรือนน้อยใหญ่ในเขตบริเวณวังนี้ที่แบ่งสันปันส่วนให้แก่หม่อมทั้งสามส่วนพระองค์
โดยปรกติแล้ว ทรงเป็คนมีพระอารมณ์ขัน ไม่ทรงกริ้วให้ผู้ใดโดยง่าย คนในวังแห่งนี้อาศัยอยู่ด้วยความผาสุขและปราศจากความครั่นคร้าม ด้วยพระกรุณาและพระเมตตา เข้าถึงพระองค์ง่าย ถึงไม่ทำให้เป็ที่หวาดหวั่น
“เกล้ากระหม่อม” ท่านชายเดียวทรงตอบรับ ทรงยิ้มแย้มและสุภาพกริยาต่อพระบิดาอย่างในทุกครั้ง จากนั้นจึงทรงดำเนินไปประทับบนเก้าอี้ที่ว่างข้างเคียงกันกับอนุชาอย่างท่านชายปิ๋ว
ค่ำนี้ที่ห้องเสวยพระกระยาหารอยู่กันแทบครบหน้าครบตาดี เสียแต่ว่าเ้าพี่องค์โตไม่ทรงอยู่ร่วมด้วย มิฉะนั้นคงถือว่าเป็วันรวมพระญาติไปแล้ว เพราะเสด็จพระองค์ชายทรงให้กำเนิดพระโอรสถึงแปดองค์ แต่ก็ทรงมอบความรักและความสำคัญให้เท่า ๆ กันเสมอมา แต่ที่หม่อมนิ่มเห็นเหมือนจะเอนเอียงไปมากก็ทางท่านชายเดียวนี่เอง เนื่องด้วยกำพร้าแม่
ท่านชายเดียวทรงมีเชษฐาและอนุชาร่วมพระบิดาเดียวกันอยู่เจ็ดองค์ แต่ละองค์ก็มีพระลักษณะและพระอุปนิสัยที่ต่างกันออกไป โดยห้าองค์แรกนั้น ประสูติแต่หม่อมนิ่ม ซึ่งเป็ภรรยาเอก ได้แก่ท่านชายใหญ่ ท่านชายโต ท่านชายกลาง ท่านชายรอง และท่านชายเล็ก แต่เคราะห์ร้ายที่ท่านชายโตสิ้นชีพิตักษัยไปั้แ่เมื่อทรงเยาว์
ส่วนหม่อมคนที่สองของเสด็จในกรมนั้น เธอถูกเรียกขานว่าหม่อมสร้อย เป็หม่อมรองลงมาจากหม่อมเอก เธอมีบุญญาวาสดีได้พบพระองค์ชายเมื่อครั้งที่ท่านเสด็จไปชมมโหรีที่โรงละครแถววังวรวรรณ จึงเป็จุดเปลี่ยนชีวิต จากนางละครผันมาเป็ภริยาเ้า โดยให้ประสูติท่านชายอยู่สององค์ คือท่านชายต้อย องค์ที่หก และท่านชายปิ๋ว องค์สุดท้าย
องค์ที่เจ็ดนั้นคือท่านชายเดียว ประสูติแต่หม่อมเอมม่า ซึ่งเป็หญิงสามัญชาวต่างชาติ เมิ่อครั้งที่พระองค์ชายไปศึกษาต่อที่เมืองนอก จึงได้พบเจอเธอ ก็ทรงมีพระทัยหลงใหลในครั้งแรก เมื่อหนที่สองได้ตามเสด็จพระพุทธเ้าหลวงประพาสยุโรป ก็ได้พบเธออีกครั้ง ทรงเห็นว่าพรหมลิขิตบันดาลให้ จึงทูลขอพระราชทานอนุญาตรับเธอมาเป็หม่อมอีกคน เมื่อให้ประสูติท่านชายเดียวแล้ว ไม่กี่วันต่อมาเธอก็สิ้นบุญไป เป็ที่เศร้าโศกเสียพระทัยแก่พระองค์ชายอย่างยิ่งหาที่เปรียบไม่ได้
แต่นั้นมา ท่านชายเดียวจึงเป็องค์เดียวที่ไม่มีพี่น้องร่วมอุทร องค์เดียวที่เป็พระโอรสเืผสม องค์เดียวที่กำพร้าแม่ องค์เดียวที่เสด็จพ่อประทานความรักให้มากที่สุด นั่นจึงทำให้พระนามลำลองของหม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวโยงไปถึงคำว่า ‘เดียว’ ด้วยประการนี้
ซึ่งท่านชายมักจะทรงตรัสขำ ๆ กับองค์เองว่า ชาตินี้คงต้องอยู่คนเดียวอย่างชื่อเป็แน่ เพราะทรงทราบดีในสิ่งที่ทรงเป็… ว่าผิดแผกกับท่านชายทั้งเจ็ด
ถึงจะเป็โอรสที่ประสูติแต่คนละหม่อมกัน ทว่าก็มีเืเนื้อเชื้อไขของพระองค์ชายเท่า ๆ กัน ดังนั้น ท่านจึงประทานพระนามให้แก่ท่านชายทั้งแปดด้วยร่ายที่ทรงโปรดจากเื่นิราศนรินทร์คำโคลงตามลำดับ ดังว่า หม่อมเ้าศรีสิทธิ์พิศาลภพ หม่อมเ้าเลอหล้าลบล่ม์ หม่อมเ้าจรรโลงโลกกว่ากว้าง หม่อมเ้าแผนแผ่นผ้างเมืองเมรุ หม่อมเ้าศรีอยุธเยนทร์แย้มฟ้า หม่อมเ้าแจกแสงจ้าเจิดจันทร์ หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าว และหม่อมเ้าขุนหาญห้าวแหนบาท
เมื่อฟังดูยาวไป ทุกองค์จึงมีพระนามลำลองเป็ของตนเอง ซึ่งท่านชายเดียวก็ไม่โปรดนักชื่อยาวนี้ บางทีเป็พี่น้องกันเองก็ยังทรงจำไม่ได้
“สาย ตักข้าวให้ท่านชาย” หม่อมนิ่ม หรือที่ใคร ๆ มักจะเรียกหล่อนว่า ‘หม่อมเอก’ ตามตำแห่งนั้นเอ่ยขึ้นกับบ่าว ก่อนที่เธอจะหันไปทางท่านชายเดียว แล้วพูดด้วยเสียงเรียบนิ่งว่า “ แหม ท่านชายเสด็จกลับมาเร็วนักนะเพคะ หม่อมฉันก็นึกว่าจะไปนาน ๆ เสียอีก”
วาจาของเธอดูคล้ายจะกระแนะกระแหน ไม่มีเค้าโครงของความเป็ห่วง อย่างไรเสีย คนที่ถูกพูดด้วยก็รู้สึกชินเสียแล้ว เพราะโดนมาั้แ่ทรงเยาว์จนโต
“ฉันแค่ไปส่งคณะฑูตที่ปีนัง ไม่ไกลมากนะ จึงได้กลับมาเร็วน่ะหม่อม” ท่านชายเดียวตรัสด้วยเล็กน้อย ทรงหันไปสนหทัยให้อาหารแทน ด้วยไม่ประสงค์สนทนากับหม่อมเธอนัก ถือเป็การเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกค่อนแคะเอาได้
“หม่อมแม่ฉันก็ถามตามประสาคนเป็ห่วงแหละหนาชายเดียว” ถึงกระนั้นท่านชายรองก็ทรงอุตส่าห์แก้ต่างให้มารดา เพราะไม่อยากให้อนุชาเข้าหทัยผิด คิดว่าเป็การพูดเสียดสี
“กระหม่อม” ทรงตอบเชษฐา และทรงหันไปตรัสกับผู้ถามอีกรอบ “อย่างนั้นฉันก็ต้องขอบใจหม่อมด้วย ที่เป็ห่วง”
“เพคะ” หม่อมเอกกล่าวรับนิ่ง ๆ เหมือนใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของหล่อน
“เอาล่ะ ๆ รีบกินเสียเถิด ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นเอา” เสด็จพระองค์ชายทรงเป็ห่วง เกรงพระทัยว่าหากถกเถียงกันไปมากกว่านี้ จะบานปลายเอาได้ จึงทรงเปรยขึ้นกลางคัน ต่อด้วยตรัสถามพระโอรสองค์ที่สอง “ว่าแต่ชายกลาง ชายใหญ่ได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับมาวันไหน”
“ชายไม่ทราบเกล้ากระหม่อม ไว้วันพรุ่งนี้ หากพบพี่ชายใหญ่ที่กระทรวง ชายจะถามและเร่งให้กลับวังโดยด่วนเกล้ากระหม่อม” ท่ายชายกลางทูลเสด็จท่านด้วยพระอารมณ์สวรล เพราะทรงทราบว่าพี่ชายใหญ่ทรงติดลูกและเมียที่วังนั้นมาก เพราะไม่ได้ย้ายมาอยู่ที่วังนี้ นาน ๆ ทีจึงจะได้แวะเวียนมาเยี่ยม
“อ้อ อย่างนั้นรึ แล้วงานที่กระทรวงเป็อย่างไร ่นี้ได้ข่าวว่าวุ่นนักไม่ใช่รึชาย”
“ก็พอการเกล้ากระหม่อม” คราวนี้ท่านชายรองทูลบ้าง
ท่านชายใหญ่ กลาง และรอง ทั้งสามองค์นี้ทรงรับราชการอยู่ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกัน กำลังรุ่งเรืองเป็ที่ยิ่ง ด้วยพระราชกุล พระชาติกำเนิด การศึกษาและความพระปรีชาแล้ว ทำให้เสด็จพ่อทรงไร้ห่วง เพราะดูท่าแล้วน่าจะก้าวหน้าไปอีกนาน
ส่วนท่านชายทั้งสองของหม่อมสร้อยนั้นก็ทรงกรมอยู่ที่กระทรวงพระคลังด้วยกัน จะมีก็แต่ท่านชายเดียวที่ทรงอยู่กระทรวงการต่างประเทศเพียงองค์เดียว ผิดกับพี่น้อง
แต่ก็จะเหลืออยู่องค์หนึ่ง คือท่านชายเล็ก โอรสคนสุดท้องของหม่อมเอก ที่แม้จะเจริญชันษาพร้อมกันกับท่านชายเดียว แต่ก็ไม่ได้ทรงอยู่กระทรวงใด ๆ เพราะไม่ประสงค์ทรงงาน ทุกครั้งที่เสด็จพระองค์ชายทรงตำหนิ หม่อมเอกก็จะคอยประคบประหงมเสมอ จนท่านว่าตามใจจวนจะเสียคน
“แล้วชายเดียวเล่า”
“่นี้ชายไม่มีสิ่งใดยากลำบากเกล้ากระหม่อม เสด็จพ่อไม่ต้องทรงกังวลพระทัย”
ในทุก ๆ ครั้ง ที่ทุกคนในวังอยู่พร้อมหน้ากัน ท่านก็จะรับสั่งถามไถ่สาระทุกข์สุขดิบของพระปิโยรสทุกองค์เช่นนี้ ทรงแย้มพระโอษฐ์และตรัสต่อว่า “วันมะรืนนี้ เป็วันเกิดของชายเดียวและชายเล็ก พ่อจึงอยากจะนิมนต์พระมาฉันเพลที่วัง และตอนเย็นก็จะให้สังสรรค์กัน ชายคิดเห็นอย่างไร”
“จริงหรือเกล้ากระหม่อม” ท่านชายเล็กทรงทวนอีกครั้งเสียงดังก้องด้วยพระอาการตื่นเต้น ดูเปรมหทัยขึ้นมาก จนคล้ายเสียมารยาท
หม่อมเอกเสริมขึ้นอีกว่า “ดีเลยเพคะ ในงานคงจะมีแเื่มากมาย ชายเล็กจะได้มีโอกาสถูกตาถูกใจหม่อมเ้าหญิงองค์ใดบ้าง”
เสด็จพระองค์ชายทรงเสพระเนตรทอดมองสองแม่ลูก ก็ให้ทรงส่ายพระเศียรเสมือนว่าระอิดระอา เพราะทรงทราบพระอุปนิสัยของพระโอรสดี ว่าไม่เอาถ่านแค่ไหน คบหากับหญิงใด ไม่สิ้นพรรษาก็เปลี่ยน
จึงทรงเลี่ยงไปตรัสกับองค์อื่นเสีย “ครบยี่สิบห้าปีครานี้ ถือว่าเบญเพส ชายต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี รู้หรือไม่ชายเดียว ว่าแต่ อยากได้อะไรหรือไม่ พ่อจะหาให้”
“ชายไม่้าอะไรมากหรอกเกล้ากระหม่อม แต่หากเสด็จพ่อจะทรงพระกรุณา ชายขอเรียนดนตรีไทยได้หรือไม่เกล้ากระหม่อม” เพราะทรงรู้ว่าทูลขอสิ่งใด ก็จะได้ตามประสงค์แน่ เพราะเสด็จท่านทรงตามหทัยหากเห็นดีด้วย ตัวท่านชายเองก็เคยทรงแต่ดนตรีชาติตะวันตก ดนตรีไทยนั้นทรงเคยฟัง แต่ไม่ทรงมีโอกาสจับ พอชันษาครบยี่สิบห้าปี เห็นว่าไม่แก่เกินเรียน จึงทรงอยากลองดูสักตั้ง
เสด็จพระองค์ชายโคลงพระเศียรรับ ทรงพระวินิจฉัยแล้วว่าเหมาะสม เพราะพระโอรสเป็ลูกครึ่ง หากฝักใฝ่ในวิทยาของบ้านเมือง ก็ทรงไม่เห็นเสียหาย ดีเสียด้วยซ้ำ ที่มีคนอยากอนุรักษ์ไว้
“ไว้พ่อจะหาครูที่มีฝีมือมาสอนให้ชายนะลูก”
“ชายมีคนรู้จักที่ชำนาญด้านดนตรี วันงาน ชายจะเชิญมาเข้าเฝ้านะเกล้ากระหม่อม” ท่านชายปิ๋วทรงออกความคิดเห็น
“ดีเลยชายปิ๋ว”
“แล้วชายเล็กล่ะเพคะ เสด็จจะประทานอะไรให้” หม่อมเอกร้อนรน เมื่อไม่เห็นรับสั่งถามถึงฝ่ายของหล่อนบ้างเลย จะอย่างไรเสีย หล่อนก็ไม่ยอมให้ลูกหม่อมปลายแถวได้ดีเกินหน้าเกินตาลูกของหล่อน
“ก็ให้เรียนดนตรีพร้อมกับชายเดียวนี่เสียสิ แม่นิ่ม ฉันก็ไม่เห็นว่าชายเล็กจะมีกิจมีการใดทำอยู่แล้ว อยู่วังว่าง ๆ ก็ศึกษาไปเถิด เื่ดี ๆ น่ะ”
อารมณ์ของหล่อนตอนนี้บ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างมาก แต่ก็ทำได้เพียงซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มที่ฉาบทับบนใบหน้า หล่อนยอมรับว่าเจ็บใจจริง และเข้าใจว่าเสด็จพระองค์ชายไม่ทรงเห็นหัวหล่อนกับลูกอย่างที่เคย เมื่อมีหม่อมต่างชาตินางนั้นเข้ามา
“เสด็จพ่อ” ท่านชายเล็กทรงร้องงอแง ทั้งที่ไม่ใช่วิสัยของคนเจริญวัยยี่สิบห้าปีแล้ว “ชายอยากได้สูทตัวใหม่ ไม่ได้อยากเรียนดนตรีกับชายเดียวเสียหน่อยนะเกล้ากระหม่อม”
พระองค์ชายตรัสด้วยห้วน ๆ เน้นเสียงว่า “แต่พ่อให้เรียนดนตรี”
“แต่ว่าชาย…”
“มิฉะนั้น ชายก็เรียนให้จบ แล้วรับราชการในกระทรวงใดก็ได้ แล้วพ่อจะไม่บังคับ”
“เสด็จพ่อ…” จะทรงกระจองอแงหนักกว่าเดิม ที่ทรงเป็อย่างนี้ก็เพราะหม่อมเอกตามหทัยมาโดยตลอด ขอสิ่งใดไม่เคยขัด ดุสักคำก็ไม่มี
ท่านชายกลางทรงทนไม่ได้ที่เห็นอนุชาทำตัวเป็เด็กไม่รู้จักโต จึงตรัสตำหนิว่า “พอเถอะชายเล็ก อายุอานามไม่ใช่เด็กสามขวบแล้ว เสด็จพ่อรับสั่งอย่างไรก็ทำตามเสีย อย่าเอาแต่ใจ คนเขาจะพลานรำคาญเอา”
คราวนี้ท่านชายเล็กทรงยอมหยุด แต่คงความบูดบึ้งประดับไว้บนพักตร์ เพราะทรงน้อยหทัยตามประสา จากนั้นทรงรวบช้อนและขอตัวออกไป แม้จะเสวยยังไม่พร่องจานเลยก็ตาม
“ชายขอตัว”
หม่อมเอกเห็นกิริยาไม่งาม จึงแก้ต่างให้ “เกล้ากระหม่อมฉันขอประทานอภัยแทนชายเล็กด้วยนะเพคะ ชายเล็กไม่เคยถูกขัดใจ จึงเป็อย่างที่เห็น ขอเสด็จอย่าทรงถือสาเลยเพคะ”
“ก็เพราะหล่อนเลี้ยงลูกย่างนั้นน่ะสิ แม่นิ่ม แล้วเป็อย่างไรล่ะ กลายเป็ไม้แก่ดัดยากก็คราวนี้” ทรงบริภาษในความผิดของหล่อน ที่เลี้ยงลูกจนเสียคน แต่โชคยังช่วย ที่ท่านชายทั้งสามผู้พี่ไม่มีพระนิสัยใจคออย่างนี้
“อ้อ ชายเดียว คืนวันงานมะรืนนี้ พ่อเชิญหญิงอ้อมาด้วย ชายไม่ค่อยไปหาน้องเท่าใดนัก หวังว่าคืนนั้น ชายจะอยู่กับน้องในงานนะ”
ท่านชายเดียวทรงอยากปฏิเสธเหลือเกิน แต่สุดความสามารถก็ทำได้เพียงรับปากไปก่อนเท่านั้น “เอ่อ… คือ เกล้ากระหม่อม”