ยอดยุทธชุดชมพู

    51.หญิงอัปลักษณ์

    51.หญิงอัปลักษณ์

                   “ไป๋หลง!”เฟยหานตงสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดผวาในฝันไป๋หลงจากไปตลอดการไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยช่วงเวลาที่ไม่มีนางทุกอย่างเคว้งคว้างว่างเปล่า

                   เฟยหานตงมองไปรอบๆตัวกลับไม่พบไป๋หลงที่ควรนอนอยู่ข้างๆ “เกิดอะไรขึ้น!”เฟยหานตงร้องด้วยความตื่นตระหนกที่คนป่วยหายตัวไป

                   “แม่นางไป๋ ถูกท่านย่าหลงพาตัวไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ข้ารับใช้รายงานเมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของรัชทายาทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                   “พาไปไหน!”เสียงของเฟยหานตงตวาดลั่น เต็มไปด้วยความหงุดหงิด

                   “ตุบ”

                   “ตุบ”เสียงข้ารับใช้ทั้งหลายทิ้งตัวคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวโทสะของรัชทายาทที่น้อยครั้งจะแสดงออกมาทว่าทุกครั้งที่แสดงออกมักรุนแรงเสมอ

                   “พาไปสวนร้อยพิษเพื่อรักษาพิษพ่ะย่ะค่ะ”ข้ารับใช้ผู้นั้นรายงานขณะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

                   เฟยหานตงได้ยินแล้วโทสะลุกวูบขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันบดกัน

                   “ใครอนุญาต!”เฟยหานตงตะโกนเสียงดังลั่น“ตูม!”เฟยหานตงทุบโต๊ะจนระเบิดออกเป็นสี่ส่วนเสียงดังสนั่น

                   “ปะ...เป็นความประสงค์ของแม่นางไป๋พ่ะย่ะค่ะ”ข้ารับใช้ผู้นั้นหลับตาแน่นด้วยความหวาดกลัวรีบรายงานด้วยความรวดเร็ว“นางบอกว่าที่นั่นเต็มไปด้วยสมุนไพรเหมาะแก่การปรุงยา หากนางได้ท่านยาหลงช่วยเหลือปรุงยานางต้องอาการดีขึ้นมีเรี่ยวแรงเดินได้ภายในไม่กี่วัน”ข้ารับใช้ผู้เสี่ยงตายกราบทูลตัวสั่นด้วยความกลัว ถึงจะไม่มีใครตายเพราะรัชทายาทระเบิดโทสะ ทว่าต่างล้วนปางตาย!

                   ‘ฮือ...ข้ายังไม่อยากตายหวังว่าคำพูดที่แม่นางไป๋สอนให้พูด จะเป็นยันคุ้มกันภัยชีวิตเหมือนที่แม่นางไป๋กล่าวเถอะ!’ข้ารับใช้คิดด้วยความหวาดผวาเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าคำพูดของแม่นางไป๋จะได้ผล....

                   “อืม”ทว่ารัชทายาทกลับตอบรับเพียงสั้นๆด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบ

                   ข้ารับใช้ทั้งหลายต่างเงยหน้ามองรัชทายาทด้วยความตกตะลึงจนขากรรไกรล่างแทบหลุด... ‘นี่มัน...เป็นไปได้ยังไงโลกใบนี้ยังมีคนที่ทำให้รัชทายาทสงบลงได้ด้วยคำพูดแค่ประโยคสองประโยคอีกหรือ!’ แม้แต่ฮ่องเต้ยังยากที่จะทำให้รัชทายาทสงบลงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!

                   “มัวมองอะไรไม่ปรนนิบัติข้าล้างหน้าอาบน้ำ!”น้ำเสียงเย็นชาของเฟยหานตงเรียกสติของทุกคนคืนกลับมาเหล่าข้ารับใช้รีบกระวีกระวาดทำตามรับสั่งทันที ด้วยกลัวว่ารัชทายาทจะมีโทสะอีกหน!

                   ณ สวนร้อยพิษที่พักของย่าหลงไป๋หลงผู้ถูกเกี้ยวหามมายังสวนร้อยพิษกำลังนอนเอนหลังอยู่บนเตียงโดยมีเสี่ยวไป๋คอยยื่นขนมยื่นน้ำชาให้ดื่มกิน

                   ย่าหลงมองคนตายที่เพิ่งฟื้นคืนชีพขณะเส้นประสาทเต้นตุบๆ ด้วยความตึงเครียด เขาไปฉกตัวไป๋หลงมาในขณะที่รัชทายาทหลับไม่รู้เรื่อง...เกรงว่าหลังจากนี้เขาจะถูกรัชทายาทตามมาถลกหนังหัวหรือไม่....

                   “ท่านดูเครียดๆนะ...”ไป๋หลงถามด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยไม่ทุกข์ร้อนใดๆแน่ละคนที่กำลังจะเดือดร้อนไม่ใช่เธอนี่!

    ใครใช้ให้เจ้าเฉียนหลงผู้นี้เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องราวมากมายกับมังกรเขียวลวี่หลงเล่า...

                   ‘แค่นี้ยังน้อยไปข้ายังมีชุดใหญ่รอให้เจ้าหวาดผวาอีกเพียบ!!’ไป๋หลงเหยียดยิ้มชั่วร้าย‘หลังจากนี้ข้าจะทำให้เจ้าเดือดร้อนยิ่งกว่านี้ คอยดูก็แล้วกันเฉียนหลง!’ไป๋หลงคิดอย่างอาฆาต

                   แม้คนตรงหน้าจะไม่ใช่เฉียนหลงโดยสมบูรณ์ไร้ความทรงจำภพชาติก่อนๆ ไม่รับรู้ถึงเรื่องที่เทพเฉียนหลงทำ ทว่า! เขาก็ยังคงเป็นเฉียนหลงผู้กลับชาติมาเกิดดังนั้นกลั่นแกล้งย่าหลง ก็เหมือนกลั่นแกล้งมังกรแดง เฉียนหลงนั่นละ!

                   ย่าหลงพลันมีลางสังหรณ์ไม่ดีกับรอยยิ้มประหลาดของไป๋หลงที่ชวนให้เสียวสันหลัง...เหตุใดสตรีผู้นี้ตั้งแต่คืนชีพขึ้นมาก็มองเขาด้วยแววตาคล้ายอาฆาตยังมีเรื่องที่เขาไปตามหาวิญญาณของนางในยมโลก เหตุใดเขาจึงจำรายละเอียดต่างๆไม่ได้รู้แต่ว่าพอเขาพบนางมากับเหยียนหลัวหวางผู้ปกครองนรก ทุกอย่างก็ดับวูบไป....

                   ยังมีเหตุใดคนที่เพิ่งคืนชีพหลังนอนเป็นศพมาสามเดือน กลับมีร่างกายแข็งแรงไม่เหมือนคนนอนนิ่งมาสามเดือนดูแล้วคล้ายนางหลับไปตื่นหนึ่ง หากเขาไม่เคยคืนชีพให้คนตายมาก่อนเขาคงคิดว่าอาการของไป๋หลงเป็นเรื่องปกติของคนที่ฟื้นจากความตาย...

                   แล้วนั่น...นางขยับตัวเดินเหิน ราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆต่อบาดแผลที่ทำให้นางถึงตายเลยสักนิด! ทั้งๆที่แผลนี่ยังไม่สมานตัวด้วยซ้ำ!

                   “แผลพวกนี้หรือ...”ไป๋หลงอ่านสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกฝ่ายออก“ข้าไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิดต่อหน้าท่านข้าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่าเจ็บปวดอีกต่อไป”ไป๋หลงว่าพลังบิดตัวไล่ความเมื่อยขบเป็นการยืนยันคำพูดของตน

                   “ปะ...เป็นไปได้อย่างไร!”ย่าหลงร้องด้วยความตื่นตะลึงไม่เคยพบเห็นเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน

                   “ในเมื่อคนตายไปแล้วยังคืนชีพได้....เหตุใดเรื่องอื่นๆบนโลกใบนี้จะเป็นไปไม่ได้เล่า ข้าก็มีความลับของข้าบ้างสิ”ไป๋หลงว่าพลางยิ้มลึกลับก่อนจะกล่าวต่อ“ต่อไปนี้ข้าจะย้ายมาอยู่ที่นี่อ้างว่าเพื่อเรียนวิชาแพทย์กับท่าน”

                   ย่าหลงได้ยินแล้วหน้าซีดนั่นจะยิ่งทำให้รัชทายาทขี้หึงผู้นั้นเขม่นหน้าเขาหนักกว่าเดิมทว่าพอฟังประโยคหลังยิ่งทำให้ย่าหลงแทบจะลมจับ

                   “เพราะข้าร่างกายอ่อนแอถูกพิษ ภายในสามเดือนข้าจะไม่ก้าวออกจากสวนร้อยพิษแม้แต่ก้าวเดียว และไม่อนุญาตให้ใครเข้ามารบกวน แม้แต่เฟยหานตงหรือต่อให้ผู้เสด็จมาเป็นฮ่องเต้อาณาจักรใดก็ตาม”ไป๋หลงกล่าว

                   คราวนี้ย่าหลงแทบจะน้ำตาตก...นี่จะให้เขาล่วงเกินแม้กระทั่งฮ่องเต้หรือ!

                   “บอกไปว่าข้าป่วยต้องการพักผ่อนและเพราะข้าเศร้าโศกจากการเสียโฉม ใบหน้าอัปลักษณ์น่ารังเกียจ จึงไม่ต้องการพบใครหน้าไหนทั้งสิ้น!”ไป๋หลงว่าพลางโยนเมล็ดแตงที่เสี่ยวไป๋แกะให้เข้าปากด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายใจ

                   ย่าหลงเหลือบมองคนที่บอกว่าเศร้าโศกเสียใจนี่หรือคนเศร้าโศก! ดูแล้วนางไม่เดือดร้อนกับใบหน้าเสียโฉมด้วยซ้ำ ยังมีร่างกายอ่อนแออะไรกันเมื่อครู่ยังยกเท้าถีบเสี่ยวไป๋ที่นั่งสัปหงกไม่ยอมแกะเม็ดแตงให้นางอยู่เลย!

                   “ท่านแค่อย่าให้ใครเข้ามารบกวนข้าก็พอข้าต้องใช้เวลาคิดค้นตัวยารักษาแผลอัปลักษณ์นี่”ไป๋หลงขมวดคิ้วทำท่าจริงจังแผลนี้รักษาไม่ง่ายเลยจริงๆ ต่อให้แผลหายก็ยังเหลือแผลเป็นน่าเกลียดอยู่ดี

                   “แผลนี่...”ย่าหลงกล่าวด้วยท่าทางลังเล“ข้ากับหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถจะช่วยหาทางรักษาให้เจ้าเอง”เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะรักษาให้นางกลับมามีใบหน้างดงามเหมือนเดิมได้หรือไม่

                   ไป๋หลงโบกมือ “ไม่เป็นไรๆ”ขณะรับน้ำชามาดื่ม“ข้าหาทางรักษาเองดีกว่า จากน้ำเสียงของท่านท่านยังไม่มั่นใจเลยว่าจะรักษาได้”ไป๋หลงกระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน “อีกอย่างข้าเองก็ไม่ได้เพ้อฝันว่ามันจะกลับมาเป็นปกติได้ นอกจากนี้ข้ายังมีเจ้าเสี่ยวไป๋จอมตะกละคอยหาตัวยาวิเศษให้ข้าได้”ไป๋หลงว่าพลางตบหัวเสี่ยวไป๋เบาๆเป็นการย้ำเตือนถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรของตน

                   ขณะที่เสี่ยวไป๋มองค้อนไป๋หลงประท้วงที่ตนเองถูกตบหัว หนำซ้ำหยุดส่งขนมให้ไป๋หลงดื้อ ทำให้ไป๋หลงหรี่ตามองส่งสัญญาณอันตราย เสี่ยวไป๋จึงได้แต่ปั้นหน้ายิ้มแย้มยืนขนมต่อไปไม่กล้าทำให้คนตรงหน้ามีโทสะหาไม่มันอาจจะถูกถีบอีกหน...ยังมีไป๋หลงผู้นี้มีอาวุธวิเศษพัดหยกของประมุขสวรรค์ในมือ เกิดนางโมโหขึ้นมาให้เป่าเล่อ นกเฟิ่งหวงจับเขาย่างเผาขนขึ้นมาเขาได้ดับอนาถแน่!

                   “ก็จริง”ย่าหลงยอมรับ“ในเมื่อมันเป็นสัตว์เทพอสูร ก็ควรมีประโยชน์บ้างบางทีที่เจ้าไม่เจ็บปวดเพราะบาดแผลคงมาจากพลังเวทของเทพอสูร”เขามองเห็นร่างที่แท้จริงของเสี่ยวไป๋ที่แท้มันก็คือเทพอสูรเผ่าจิ้งจอกเงินนั่นเอง พลังเวทสูงส่ง บาดแผลของไป๋หลงอาจเป็นมันร่ายเวททำให้ไม่เจ็บปวดก็ได้ “ทำไมไม่ให้มันรักษาบาดแผลให้”ย่าหลงถามอย่างสงสัย

                   “ถ้าข้าหายเร็วปานนั้นคงได้มีคนลือกันว่าข้าเป็นมารปีศาจ”ไป๋หลงตอบ “อีกอย่างข้าเองก็ไม่ไว้ใจเจ้าเสี่ยวไป๋นัก แม้เผ่าจิ้งจอกเงินจะมีพลังเวทสูงส่งแต่เจ้าเสี่ยวไป๋ขี้เกียจฝึกวิชา ข้าไม่ไว้ใจให้มันรักษา ด้วยเกรงว่ารักษาแล้วแผลจะน่าเกลียดยิ่งกว่าเดิม!”ไป๋หลงว่าพลางมองเจ้าเสี่ยวไป๋อย่างดูแคลน

                   “หยาบคาย! หยาบคายที่สุด!”เสี่ยวไป๋ร้องโวยวายทันที ยอมรับไม่ได้ที่ถูกดูแคลน

                   “แล้วเจ้ามีปัญญารักษาได้ไหมละ?”ไป๋หลงท้าทาย เวทรักษา เป็นเวทชั้นสูงไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้ง่ายนักหากไม่ฝึกฝนสม่ำเสมอและขยันเรียนรู้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

                   เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วทำหน้าตาบิดเบี้ยวปากบ่นงึมงำ “ก็วิชาเวทรักษา ซับซ้อนจะตาย ไม่ใช่ของง่ายๆที่จะใช้ได้”

                   ขณะที่เสี่ยวไป๋บ่น งึมงำจู่ๆ ลำแสงสีขาวก็พุ่งออกจากแขนเสื้อไป๋หลงกลายเป็นเด็กหญิงหน้าตางดงามน่าเอ็นดูอายุเจ็ดแปดขวบ

                   “เป็นเพราะว่าเจ้าไม่เอาไหนมากกว่าเสี่ยวไป๋!”เด็กหญิงว่าพลางตบหัวเสี่ยวไป๋ทีนึง

                   “โอ้ยยยยย”เสี่ยวไป๋ร้องโหยหวนราวกับถูกเชือด“สตรีใจโฉด! นกอำมหิต!เจ้ารังแกข้า!”เสี่ยวไป๋โวยวายลั่น เหตุใดสตรีใจโฉดเหล่านี้ชอบตบหัวเขานัก!

                   “หนวกหูน่าโวยวายอยู่ได้”เป่าเล่อนกเฟิ่งหวง ว่าพลางทำท่าอุดหู“ก็เจ้ามันไม่เอาไหนจริงๆผ่านไปหลายร้อยปีฝีมือเจ้าก็ไม่ก้าวหน้าสักเท่าไหร่”นกเฟิ่งหวงว่าพลางส่ายหน้าเป่าเล่อเคยพบเสี่ยวไป๋ในวัยเด็กมาก่อน เวลานั้นเสี่ยวไป๋ยังเป็นลูกจิ้งจอกแปลงร่างเป็นคนไม่ได้ไม่ขยันฝึกวิชา วันๆเอาแต่วิ่งเล่น

                   “ข้าแค่ไม่ถนัดเวทรักษาอย่างเดียว...”เสี่ยวไป๋บ่นงึมงำอย่างไม่ยอมรับความจริง

                   “เจ้าคือนกเฟิ่งหวงแห่งเก้าชั้นฟ้าสินะ”ย่าหลงกล่าวขึ้นเขาเห็นตั้งแต่ไป๋หลงเรียกไปพบที่ตำหนักของเฟยหานตง ว่านกเฟิ่งหวงตนนี้คือพัดหยกที่ไป๋หลงสอดไว้ในแขนเสื้อ

                   “พลังหยั่งรู้ที่ขัดต่อกฎฟ้าดินนี่น่าเบื่อจริง”เป่าเล่อบ่นพลางกลอกตามองฟ้า

                   “ขัดต่อกฎฟ้าดิน?”ย่าหลงเอ่ยด้วยความงุนงง

                   “ไม่มีอะไรหรอกนางแค่บ่นไปอย่างนั้น”ไป๋หลงว่าพลางแอบหยิกเป่าเล่อ เจ้านกปากมาก พลางกระซิบด้วยกระแสจิต ‘เจ้าอย่าได้พูดมากบัดนี้เขาคือย่าหลง มนุษย์ผู้หนึ่ง หาใช่เฉียนหลงเทพมังกรแดงไม่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมีเพียงเราที่รับรู้ก็เพียงพอแล้วอย่าให้มนุษย์ผู้หนึ่งล่วงรู้เรื่องราวของเทพเซียนเลย’

                   เป่าเล่อแอบสูดปากร้องด้วยความเจ็บหลังจากถูกหยิก“ใช่ๆข้าพูดเล่น”เป่าเล่อรีบเปลี่ยนคำพูดทันที หาไม่คงถูกหยิกจนเนื้อเขียว...

                   หลังจากวันนั้นมาชีวิตของไป๋หลงมีเพียงแค่ย่าหลง เสี่ยวไป๋ และ เป่าเล่อ ตลอดเวลาสามเดือน เฟยหานตงใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง เพื่อจะเข้ามาในสวนร้อยพิษทว่าย่าหลงกลับปฏิเสธทุกครั้ง แม้แต่ราชโองการจากฮ่องเต้เรียกไป๋หลง ไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังย่าหลงก็ปฏิเสธผู้แทนพระองค์ไป และแน่นอนว่าย่าหลงได้รับความยกย่องจากฮ่องเต้จึงไม่มีใครกล้าล่วงเกิน จะมีก็แต่เฟยหานตงที่ไม่เกรงกลัวย่าหลง

                   ทว่าด้วยคำพูดที่ไป๋หลงทิ้งไว้ทำให้เฟยหานตงไม่กล้า ที่จะก่อเรื่องให้ไป๋หลงรำคาญใจ ยิ่งไป๋หลงอ้างว่า เป็นเพราะใบหน้าเสียโฉมทำให้อารมณ์ไม่คงที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่ต้องการพบใคร ยิ่งทำให้เฟยหานตงไม่กล้าขัดใจไป๋หลง

                   สามเดือนผ่านไปแผลแห้งสนิทกลายเป็นแผลเป็นอย่างที่ทุกคนคาดไว้ แผลนี้เป็นรอยนูนสีแดงพาดตั้งแต่ขมับจรดริมฝีปาก ดูแล้วคล้ายโจรผู้ร้ายไป๋หลงยังแอบพูดติดตลกว่าถ้าแผลนี่พาดผ่านดวงตา เธอคงกลายเป็นโจรตาเดียวปิดแผ่นหนังคาดทับดวงตาไว้ข้างนึง ทว่าไม่มีใครตลกกับคำพูดนี้เพราะรอยแผลเป็นของไป๋หลงน่าเกลียดน่ากลัว ทำลายโฉมงามจนสิ้น

                   ครบกำหนดสามเดือนที่ไป๋หลงต้องการแล้วบัดนี้หน้าสวนร้อยพิษเต็มไปด้วยคนมากมายเฝ้ารอไป๋หลงก้าวออกไป

                   หน้าสวนร้อยพิษคนเหล่านั้นประกอบไปด้วย เฟยหานตง มี่ถง จ้าวสำนักหัวหน้าสำนักแพทย์ ฮุ่ยเทียนหลง ซิ่นเผิง สหายคนล่าสุดของไป๋หลง ศิษย์พี่จวงอี้ซึ่งเป็นศิษย์ของจ้าวสำนัก

                   ไป๋หลงในชุดสีขาวบริสุทธิ์ อุ้มกระต่ายขาวสวมผ้าคลุมหน้าสีขาวบดบังแผลเป็นไปครึ่งหน้าโดยมีแผลเป็นบางส่วนโผล่พ้นออกมาให้เห็น กำลังเดินเคียงข้างย่าหลงผู้เป็นอาจารย์ในชุดขาวท่าทางล่องลอยคล้ายภูตผีก้าวออกจากสวนร้อยพิษยามที่ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันในชุดขาวให้ความรู้สึกคล้ายสิ่งที่จับต้องไม่ได้บนโลก

                   “ฮือ...ฮือ...ไป๋หลงในที่สุดเจ้าก็ออกมา”เสียงร้องไห้ที่ไป๋หลงคุ้นเคยตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ดังขึ้น

                   “ร้องไห้ทำไมข้ายังไม่ตายเสียหน่อย”ไป๋หลงขยับยิ้มภายใต้ผ้าปิดหน้าผืนบาง

                   ฮุ่ยเทียนหลงไม่สนใจคำหยอกเย้าของอีกฝ่ายพุ่งเข้าหาไป๋หลงทำท่าจะเข้าไปกอดให้หายคิดถึง

                   เฟยหานตงทำท่าจะเข้าไปขัดขวางทว่าช้ากว่าไป๋หลง ที่คว้าแส้ข้างเอวออกมา สกัดขาของฮุ่ยเทียนหลงจนสะดุด

                   ขณะที่ทุกคนคิดว่าฮุ่ยเทียนหลงจะล้มหน้าคะมำกลับกลายเป็นว่าเขาใช้วิชาตัวเบา กระโดดตีลังกากลับมายืนได้อย่างงดงาม           

                   “อืม...ใช้ได้ดูเหมือนวิชายุทธ์เจ้าจะก้าวหน้าแล้ว”ไป๋หลงชมเชยขณะตวัดมือไม่กี่ที แส้ก็กลับมาม้วนอยู่ข้างเอว

                   “คนใจร้าย!”ฮุ่ยเทียนหลงบ่นงึมงำ“คนเขาอุตส่าห์คิดถึง กลับลงมือทำร้ายกันได้ลงคอ!”

                   คนถูกประณามกลับยิ้มขัน รอยยิ้มงดงามบัดนี้ถูกบดบังภายใต้ผ้าปิดหน้าสีขาวยากที่ใครจะได้เห็นรอยยิ้มอันงดงามนี้โดยปราศจากผืนผ้าบดบังอีกต่อไป

                   ทุกคนล้วนทำหน้าเศร้าเมื่อนึกถึงว่าต่อจากนี้ชีวิตของไป๋หลงต้องหลบซ่อนภายใต้ผ้าผืนบางเช่นนี้ เพราะมีใบหน้าอัปลักษณ์เป็นที่รังเกียจ

                   “ทำหน้าแบบนั้นกันทำไม”เสียงหงุดหงิดของมี่ถงเด็กน้อยเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนให้หันไปมอง“แค่รอยแผลเป็นแค่นี้ นางไม่ได้พิการ ไม่ได้ตาบอด ไม่ได้ตาย จะทำหน้าเศร้าทำไม คนอื่นจะมองนางยังไงไม่เห็นจะสำคัญคนที่ตัดสินผู้อื่นจากภายนอก ตัดสินด้วยรูปร่างหน้าตายังคู่ควรให้ต้องสนใจลมปากหรือ แค่ขยะเน่าๆเท่านั้นเอง”เด็กหญิงว่าพลางเชิดหน้าอย่างหยิ่งทะนงแน่นอนว่ามี่ถงเองก็ถูกหลายคนมองอย่างดูถูก เพราะมี่ถงเกิดมาไร้พลังยุทธถูกมองเป็นตัวไร้ค่า แม้พวกเขาจะแอบทำลับหลังก็ตาม

                   คนทั้งหลายได้ยินมี่ถงกล่าวล้วนคล้อยตามคำพูดของมี่ถง และชื่นชมที่มี่ถงมีทัศนคติเช่นนี้ด้วยอายุเพียงแปดเก้าขวบมี่ถงก็รู้จักคิดแล้ว

                   “ถูกของมี่ถงรอยแผลเป็นแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ที่ข้าปิดหน้าไม่ใช่เพราะอับอายหรือเสียความมั่นใจในตนเอง แต่เป็นเพราะข้าไม่ชอบให้ใครมาจ้องหน้านานๆไม่อย่างนั้นข้าหงุดหงิดขึ้นมาอาจกระโดดถีบใครสักคนก็ได้”

                   ‘นี่สิถึงจะเป็นไป๋หลงตัวจริง!’ทุกคนแอบคิดในใจ คนอย่างไป๋หลงเหมาะกับการเป็นอันธพาล มากกว่าสาวน้อยอ่อนแอน่าสงสาร...

                   ไป๋หลงถูกคำถามมากมายซักถามจากคนกลุ่มใหญ่นั้นทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ถูกลอบสังหาร เรื่องที่เห็นหน้าคนร้ายหรือไม่หรือสงสัยว่าคนร้ายเป็นใคร ซึ่งไป๋หลงได้เล่าเรื่องในคืนนั้นให้ฟังและบอกว่าส่วนเรื่องผู้ต้องสงสัยก็ชี้ไปหา นิกายทมิฬ  และตนไม่เห็นหน้าคนลงมือ

                   เช้าวันนี้ไป๋หลงเดินไปที่ฝ่ายสำนักฝึกยุทธในชุดสีขาวของสำนักแพทย์โอสถ ท่ามกลางสายตาคนมากมายที่มองมาอย่างสนใจหลายคนซุบซิบนินทาถึงเรื่องที่กำลังเป็นหัวข้อดัง ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาเรื่องของสตรีนามว่าไป๋หลงถูกลอบสังหารบาดเจ็บสาหัสฟื้นขึ้นมาใบหน้าเสียโฉมอัปลักษณ์ จนผู้คนต่างคาดเดาต่างๆนานา ว่ารัชทายาทเฟยหานตงจะต้องรังเกียจหญิงอัปลักษณ์เช่นนาง

                   แต่แล้วรัชทายาทเฟยหานตงกลับเดินข้างสตรีอัปลักษณ์ซ้ำยังคอยแผ่พลังยุทธกดดันคนทั้งหลายที่เผลอจ้องมองไป๋หลง....ดูเหมือนว่ารัชทายาทจะไม่ได้รังเกียจหญิงอัปลักษณ์เสียแล้ว

                   เมื่อทั้งกลุ่มเดินมาหยุดหน้าห้องเรียนชั้นปีหนึ่งก็ทำให้เด็กปีหนึ่งหลายคนที่มาถึงห้องเรียนแล้วหันมาสนใจทันที พร้อมมีเสียงซุบซิบนินทาถึงข่าวลือทั้งหลายในหกเดือนที่ผ่านมา

                   “ไป๋หลงไม่ต้องห่วงถ้าในชั้นเรียนใครกล้าดูถูกเจ้า ข้ากับเทียนหลงจะกระทืบมันเอง”ซิ่นเผิงสหายสนิทคนใหม่ของไป๋หลงกล่าวเขามีรูปร่างหน้าตาธรรมดาไม่โดดเด่น ทว่ามีรัศมีของลูกหลานขุนนางใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าตอแย

                   “ถูกต้อง...พวกข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”ฮุ่ยเทียนหลงรีบกล่าวรับรองทันที

                   เฟยหานตงปรายตามองคนสองคนที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยด้วยแววตาเย็นชา ไม่ใช่สองคนนี้หรือที่เอาแต่ร้องไห้โวยวายวันที่ไป๋หลงเสียชีวิตถึงได้ถูกมี่ถงด่าจนสลด

                   “ใครจะกล้าสร้างความลำบากใจให้ข้าในเมื่อรัชทายาทแห่งอาณาจักรเฟย เสด็จมาส่งข้าถึงหน้าห้องเรียน”ไป๋หลงหันไปหยอกเย้าเฟยหานตงเล่น

                   ทว่าเฟยหานตงไม่หยอกล้อกลับเช่นทุกครั้งเขากลับคว้ามือไป๋หลงมากุม ทำสีหน้าจริงจัง

                   “หากใครกล้าทำให้เจ้าไม่สบายใจเพียงแค่เอ่ยปาก ข้าจะให้มันมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย!”เฟยหานตงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง ที่ดังพอให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินเป็นการเตือนว่าใครกล้ารังแกไป๋หลง เท่ากับเป็นศัตรูกับเขา เฟยหานตง!

                   หลายคนรีบถอนสายตาหันหน้ามองไปทางอื่นทันที ด้วยหวาดกลัวอำนาจของรัชทายาทผู้สูงส่งอาณาจักรที่กุมอำนาจใต้หล้าไว้ ครอบครองพลังวิเศษแห่งเทพมังกร...ซ้ำนิสัยยังถือดีเอาแต่ใจ หากไม่พอใจพร้อมกระทืบคนโดยไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆของสำนัก

                   เรื่องเล่าเกี่ยวกับเฟยหานตงทุกคนล้วนจดจำได้ขึ้นใจผู้ใดสร้างความไม่พอใจให้จะถูกเฟยหานตงลากไปโยนลงในสนามประลองแล้วกระทืบจนกว่าจะพอใจ!

                   “พวกเจ้ามัวยืนมองอะไรกันยังไม่เข้าห้องเรียนอีก!”เสียงตวาดของสตรีดังขึ้นทำให้นักเรียนปีหนึ่ง แตกฮือ รีบวิ่งวุ่นหาที่นั่งในห้องเรียนสุดท้ายเหลือไว้แค่กลุ่มของเฟยหานตง

                   “แล้วพวกเจ้ามัวทำอะไรไม่เข้าห้องเรียน”ซุนเย่ผิงอาจารย์หญิงผู้สอนวิชายุทธให้เด็กปีหนึ่ง ว่าพลางขมวดคิ้วทว่าเมื่อเหลือบมองไป๋หลงในชุดขาวสวมผ้าปิดหน้ารอยยิ้มพลันผุดขึ้นวูบนึงที่มุมปากอย่างพึงพอใจ    

                   ไป๋หลงหรี่ตามองสตรีตรงหน้าอย่างไม่เป็นมิตร...‘เป็นนาง! ซุนเย่ผิงผู้นี้ที่ลอบสังหารเธอในคืนนั้นนอกจากนี้ซุนเย่ผิงยังเป็นคนของนิกายทมิฬที่แฝงตัวอยู่ในสำนักฝึกยุทธมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

                   “พวกเรากำลังจะรีบเข้าไป”ซิ่นเผิงเป็นคนตอบทว่าน้ำเสียงราบเรียบไร้ความเคารพ ทำให้ซุนเย่ผิงขมวดคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์

                   ทว่าเมื่อเหลือบมองไป๋หลงแผนการชั่วร้ายก็ผุดขึ้นในหัวของซุนเย่ผิง!

                   ‘ดีละ เล่นงานสตรีผู้นี้แทนดีกว่าน่าสนุกกว่าเป็นไหนๆ’ซุนเย่ผิงคิดในใจ

                   “ไป๋หลง เจ้าใส่ชุดขาวเข้ามาในเขตของสำนักฝึกยุทธมาเช่นนี้คิดจะอวดว่าตัวเองได้รับการยกเว้นพิเศษให้ใส่ได้ทั้งชุดขาวและชุดดำของทั้งสองสำนักหรือ!”ซุนเย่ผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

                   เด็กปีหนึ่งในห้องเรียนต่างยืดคอมองอย่างสนใจ

                   “ข้าหาได้มีเจตนาเช่นนั้นไม่...”ไป๋หลงตอบด้วยน้ำเสียงเสแสร้งแตกตื่นลนลาน‘ฮึ...คิดจะหาเรื่องข้าหรือ...ได้เลยเพราะข้ามาคิดบัญชีกับเจ้าโดยตรงนั่นแหละซุนเย่ผิง!’

                   “แล้วผ้าคลุมหน้านี่ มันอะไรกัน!”ซุนเย่ผิงตวาด “ระเบียบการแต่งกายของทั้งสองสำนักไม่อนุญาตให้ใส่ผ้าคลุมหน้าในสำนัก!”ซุนเย่ผิงว่าพลางกระชากผ้าคลุมหน้าของไป๋หลงติดมือมา

                   “เฮือก!”เสียงตกใจของเด็กปีหนึ่งที่เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านตั้งแต่ขมับจรดริมฝีปากของไป๋หลงดังขึ้นด้วยความตกใจแผลเป็นนี้ร้ายแรง น่าเกลียดยิ่งกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้ด้วยซ้ำ

                   ไป๋หลงแสร้งทำท่ายกมือขึ้นกุมใบหน้าซีกซ้ายด้วยความตกใจและอับอายที่ถูกเผยใบหน้าอัปลักษณ์ต่อหน้าคนมากมายแม้ไป๋หลงจะใช้

                   “ทะ...ท่านอาจารย์ได้โปรดคืนผ้าคลุมหน้าให้แก่ข้า”ไป๋หลงอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน่าสงสาร

                   “คืนผ้าคลุมให้นาง...”น้ำเสียงเย็นชาออกคำสั่งแฝงความดุดันไม่เป็นมิตรของเฟยหานตงดังขึ้น

                   “ขออภัยรัชทายาท นี่เป็นเรื่องกฎระเบยบไม่ใช่เรื่องที่รัชทายาทจะยุ่งเกี่ยวได้”ซุนเย่ผิงพูดอย่างไม่ไว้หน้าเฟยหานตงทำให้ใครหลายคนอดเสียวสันหลังแทนซุนเย่ผิงไม่ได้...ขณะที่ใครหลายคนแอบยกย่องความใจกล้าของซุนเย่ผิงที่กล้าขัดใจรัชทายาท...ซึ่งมีน้อยคนที่จะกล้าลองดี!

                   เฟยหานตงผู้เย็นชาอยู่เสมอ พลันดวงตาลุกวาบด้วยโทสะแบบที่น้อยครั้งจะได้เห็น

                   ไป๋หลงรีบคว้ามือเฟยหานตงไว้พลางส่ายหน้า เป็นสัญญาณบอกให้เฟยหานตงอย่ามีเรื่อง...

                   “ฮึ!”เฟยหานตงทำเสียงไม่พอใจทว่าก็ยอมทำตามที่ไป๋หลงต้องการ ไม่หาเรื่องซุนเย่ผิง

                   ไป๋หลงกุมมือเฟยหานตงแน่นเมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายสงบลงจึงปล่อยมือ แล้วหันไปกล่าวกับซุนเย่ผิง

                   “ทะ...ท่านอาจารย์จะไม่คืนผ้าคลุมหน้าให้ข้าจริงหรือ”ไป๋หลงถามด้วยแววตาน่าสงสารจวนเจียนน้ำตาจะหยดท่ามกลางความเห็นอกเห็นใจของนักเรียนชั้นปีหนึ่ง ที่มองว่าซุนเย่ผิงทำเกินไป!

                   ขณะที่นักเรียนชั้นปีหนึ่งหลายคนอ้าปากจะช่วยไป๋หลงพูดซุนเย่ผิงก็กล่าวขึ้น

                   “ข้าไม่คืนให้ในเมื่อเจ้าทำตัวผิดระเบียบ คิดจะเรียกร้องความสนใจ!”ซุนเย่ผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเกลียดชังที่ยากจะปิดบัง