อวี้โฉวกุยไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ จึงรีบใช้สิทธิพิเศษขององครักษ์เทพยุทธ์ เข้าวังขอเข้าเฝ้าฝ่าาเป็การด่วน
ยามเข้าไปสีหน้าแสนวิตก กระทั่งยามออกมาจากวังหลวงอีกครั้ง สีหน้าเขาก็ผ่อนคลายลงมาก
หากเป็ผู้อื่น เมื่อวางหินก้อนใหญ่ในใจลงได้แล้วก็น่าจะะโโลดเต้น ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่อวี้โฉวกุยกลับยังคงมีสีหน้ามืดมน เดินออกมาจากวังอย่างเชื่องช้าด้วยฝีเท้าแ่เบา ท่าทางไม่แตกต่างอะไรจากปกติเลยสักนิด
อย่างมากที่สุด เขาก็มองไปทางดวงอาทิตย์สนธยาบนฟ้าฝั่งประจิมที่คล้อยตกมาอยู่เหนือกำแพงเมืองแล้ว พลางเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ
“อืม ต้องเร่งหาตัวแทนแล้วสิ”
เดิมที่ทำศึกากับจักรวรรดิมาร เมืองตงหัวในฐานะเมืองหลวงของแคว้นตงหัวมีข้อห้ามมากมาย ไม่อนุญาตให้ไพร่ฟ้าประชาชนทำการรื่นเริงบนท้องถนนได้ตามใจ
ทว่าวันหนึ่งใน่ต้นเดือนสาม ซึ่งก็คือวันถัดมาจากวันที่อวี้โฉวกุยเข้าวังไปขอคำชี้แนะ จู่ ๆ ราชสำนักก็มีบัญชาละเว้นข้อห้ามในเมืองตงหัว อนุญาตให้ไพร่ฟ้าประชาชนเฉลิมฉลองกันได้ครึ่งเดือนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
พลันที่ข้อห้ามอันบังคับใช้เนิ่นนานถูกละเว้น ความคึกคักภายในเมืองตงหัวก็พอจะจินตนาการได้ ไม่ว่าจะรถขบวนแห่ เชิดสิงโต เทศกาลโคมไฟ งานวัด ปาหี่ มหรสพ ความบันเทิงรื่นเริงทุกรูปแบบ ส่งเสียงดังต่อเนื่องั้แ่เช้าจดค่ำ
ยกเว้นแต่บริเวณโดยรอบวังหลวงและค่ายทหาร แทบจะทุกตรอกซอกซอยภายในเมืองตงหัวก็มีแต่เสียงอึกทึกครึกโครมและสรวลเสเฮฮา นับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา
ทว่าออกจะประหลาดอยู่บ้างที่คำสั่งละเว้นข้อห้ามเช่นนี้ กลับบังคับใช้เพียงแค่ภายในเมืองตงหัวเท่านั้น
เมื่อเป็เช่นนี้ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศในแคว้นตงหัวต่างหลั่งไหลมาที่เมืองหลวง ทำให้เมืองหลวงตงหัวที่เดิมทีก็ครึกครื้นมากอยู่แล้ว คึกคักขึ้นไปเกินกว่าสิบเท่า
แน่นอน แทบจะไม่มีผู้ใดรู้ว่า นับแต่บรรดาผู้เยี่ยมเยือนจากแดนไกลเข้าประตูเมืองมา ได้มีสายตามากมายหลายคู่ลอบจับจ้องพวกเขาอย่างละเอียดและรวดเร็ว
วันนี้ เด็กหนุ่มอายุสักยี่สิบปีผู้หนึ่งก็มากับฝูงชน เข้าสู่ประตูเมืองทิศประจิมของเมืองตงหัว
เด็กหนุ่มผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่งโดดเด่น ทว่าการแต่งกายกลับค่อนข้างมอซอ
เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายตัวสั้น แต่เดิมน่าจะเป็สีน้ำเงินเข้ม แต่ไม่รู้ว่าผ่านการซักมากี่มากน้อย ตอนนี้จึงกลายเป็สีฟ้าอ่อน บางจุดแทบจะกลายเป็สีเทาขาวแล้ว
บนตัวเสื้อถูกปะชุนอยู่สองสามจุด แต่โชคดีที่ส่วนมากอยู่ในรอยตะเข็บจึงมองไม่ออก อีกทั้งยามที่เด็กหนุ่มก้าวเดินยังตั้งใจทำท่างอแขน ปิดบังรอยฝีเข็มปะชุนเป็อย่างดี เลี่ยงไม่ให้ขายหน้าผู้คนในเมืองหลวง
เพียงแต่รอยปะชุนยังพอปกปิดได้ แต่รองเท้าฟางที่เขาสวมอยู่นั้น กลับเปิดเผยสถานะการเงินที่แท้จริงของเ้าของอย่างเสียไม่ได้
ถ้าหากมองแต่การแต่งกาย ย่อมต้องคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็คนยากจนธรรมดาผู้หนึ่ง แต่ถ้าหากมีคนที่เคยพบเห็นความสง่างามของคุณชายชุดขาวที่ไปทำลับ ๆ ล่อ ๆ ในส่วนลึกของมหาสมุทรมาแล้ว ยามนี้ได้มาเห็นรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มยากจนก็คงต้องตกตะลึงพรึงเพริด หลุดปากร้องออกมาว่า “เ้าไม่ได้กระโจนลงท้องมหาสมุทรแล้วหรอกรึ เหตุใดยามนี้ถึงมาที่เมืองตงหัวได้เล่า?!”
นั่นเป็เพราะเด็กหนุ่มยากจนที่ไหลตามฝูงชนเข้าเมืองมาผู้นี้ มีหน้าตาคล้ายคุณชายชุดขาวที่สง่างามเหนือผู้คนแทบจะพิมพ์เดียวกัน!
ในโลกใบนี้ อันที่จริงก็มีผู้คนมากมายที่หน้าตาคล้ายคลึงกัน ทว่าถ้าพูดกันอย่างจริงจังแล้ว ก็มีเพียงแฝดแท้เท่านั้น ถึงจะมีหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนได้ ถ้าหากเป็คนสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเืแม้แต่น้อย ย่อมเป็ไปไม่ได้ที่มีรูปโฉมเฉกเช่นเดียวกัน
แต่เวลานี้ช่างประหลาดนัก คนยากจนผู้หนึ่งที่แม้แต่รองเท้าผ้าก็ยังไม่มีปัญญาสวม กลับมีหน้าตาแทบจะโขลกกันมากับคุณชายชุดขาว ลูกหลานเชื้อสายราชวงศ์ที่สูงศักดิ์
แน่นอนว่านี่เป็เพียงภาพประทับแรกเห็นเท่านั้น
หากพิจารณาโดยละเอียดก็จะพบว่า กลิ่นอายของเด็กหนุ่มหล่อเหลาผู้นี้แตกต่างกับคุณชายชุดขาวผู้นั้นอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่เขายกแขนยกเท้า ช่างดูเปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างที่สุด ไม่ได้สูงส่งสง่างามเช่นคุณชายชุดขาวผู้นั้นเลยสักนิด ความแตกต่างเช่นนี้ ก็คล้ายกับหากบอกว่าคุณชายชุดขาวคือไฟ เช่นนั้นเขาก็คือน้ำ คุณชายชุดขาวเป็นกหลวนเหอ*ที่งามสง่าโดดเด่น เขาก็เป็พยัคฆ์ที่วิ่งควบในแดนไพร คุณชายชุดขาวคือเทพบุตรรูปงามแต่กำเนิด เขาก็ราวกับดอกไม้ไฟในโลกมนุษย์**
เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาปานพยัคฆ์ในพงไพร ดอกไม้ไฟในโลกมนุษย์ผู้นี้ มีนามว่า “อวิ๋นฟานไห่”
คงไม่ต้องบอกว่า อวิ๋นฟานไห่ที่รูปโฉมคล้ายคลึงโดยบังเอิญ ยังมีประวัติความเป็มาอีกหลายอย่าง
เห็นเขาอายุยังน้อยแบบนี้ ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ห่างจากเมืองตงหัวไปสามร้อยกว่าลี้ มีหัวหน้ากองโจรูเาชื่อดังกลุ่มหนึ่ง... ใช่แล้ว เด็กหนุ่มที่สวมชุดซอมซ่อผู้นี้ ก็คือหัวหน้ากองโจรูเาคนนั้น!
อวิ๋นฟานไห่ เป็หัวหน้ากองโจรของเขาเฟยอวิ๋น มีลูกสมุนในบัญชาการห้าร้อยคน เป็โจรป่าแห่งเขาเฟยอวิ๋นที่มีชื่อเสียงโด่งดังในท้องถิ่น
ในฐานะหัวหน้ากองโจร อวิ๋นฟานไห่ย่อมมีพลังใจสูงล้ำ เพราะอย่างนั้นพอเข้าเมืองตงหัว เขาก็ซุกมืออยู่ในสาบเสื้อตัวเก่า คิดอย่างฮึกเหิมลำพอง “ข้าอวิ๋นฟานไห่ถึงอย่างไรก็เป็หัวหน้าใหญ่ของกองโจรเขาเฟยอวิ๋น มีลูกสมุนชายฉกรรจ์ตั้งห้าร้อยคน นึกอยากจะทำมาหากินในเมืองตงหัวที่ละเว้นข้อห้ามแล้ว ก็ไม่ใช่เื่ง่ายหรอกรึ?”
เขาวาดฝันไว้อย่างสวยงาม แต่โชคร้ายที่ไม่นานเขาก็ได้ค้นพบว่า “ใจสูงกว่าฟ้า แต่ชีวิตเปราะบางกว่ากระดาษ” อาจจะหมายถึงการเดินทางมาเมืองตงหัวของเขาในครั้งนี้
อวิ๋นฟานไห่เดิมทีคิดจะอาศัยวรยุทธ์ของตนมาสำแดงทักษะเตะต่อยในเมืองตงหัว ไม่นึกว่าไม่นานเขาก็พบว่า กำลังวังชาของตนนั้นยังสู้เหล่านักแสดงกายกรรมตามถนนในเมืองตงหัวไม่ได้เลย
ตัวเขาที่เป็วรยุทธ์ อาจต่อสู้กับหอกดาบของจริงในวงล้อมทหารได้ หรืออาจประลองกับพยัคฆ์ ล่าสัตว์หาเนื้อในสันเขาป่าลึกได้
แต่แล้วเขาก็พบว่า พอมาถึงท้องถนนของเมืองตงหัว ความสามารถของตนไม่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นได้เลย หากจะพูดถึงในแง่ฝีมือฆ่าคน ไม่รู้ว่าเขาชำนาญกว่าบรรดานักแสดงบนท้องถนนสักกี่เท่า แต่ถ้าพูดถึงพลังในการแสดงและัับนเวที เขาก็ถูกนักแสดงเร่พวกนั้นทิ้งห่างไม่รู้กี่สายถนน
ไม่เพียงเท่านี้ ตามหลักกลไกตลาด เมื่อเมืองตงหัวละเว้นข้อห้ามแล้ว หัวหน้าโจรป่าอย่างเขายังโผล่เข้ามาในเมืองได้ ก็หมายความว่าทุกผู้คนจากทั่วทุกหัวระแหงก็เข้ามาได้เช่นกัน
ฉะนั้น จำนวนผู้คนที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองตงหัวจึงเพิ่มขึ้นอย่างที่สุด คนต่างถิ่นหลั่งไหลเข้าเมือง ทำให้ตำแหน่งงานลดน้อยลงฉับพลัน แรงกดดันในการแย่งกันหางานก็ยิ่งสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่ค่าแรงก็ถูกกดจนต่ำสุดขีด
ไม่นานอวิ๋นฟานไห่ก็ได้ตระหนักถึงความโหดร้ายของกลไกตลาดอย่างลึกซึ้ง
--------------------
เชิงอรรถ
*นกวิเศษในตำนานเช่นเดียวกับหงส์และนกกระเรียน
**ในทางเต๋า หมายถึง เื่วุ่นวาย กิเลสทางโลก