บทที่ 7 2/2
สู้ทุกทาง แพ้ทุกทาง
ความเดิมตอนที่แล้ว
“ส่วนใครที่เหนื่อยจากงานก็มาใช้ได้ตลอดเวลาเลยนะครับ”
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นถึงกับร้องเฮขึ้นมาอย่างดีใจ ก่อนจะรีบต่อแถวเรียงคิวเพื่อรอใช้บริการ ทันใดนั้น เมนิลาก็หันมาเห็นเตชินทร์เข้าพอดี เธอจึงกวักมือร้องเรียกเขาทันที
“รีบไปต่อแถวเร็ว เดี๋ยวไม่ทันคนอื่นเขานะ”
ทว่า เตชินทร์กลับไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาเพียงแค่มองเมนิลาหันกลับไปยิ้มขอบคุณชรัญอีกครั้งด้วยแววตาอันเ็ป ก่อนจะตัดสินใจเก็บยานวดราคาไม่ถึงสองร้อยบาทใส่ลงในกระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ ...
------------------------------------------------------------------
ชีวิตของเตชินทร์ในตอนนี้ราวกับถูก์กลั่นแกล้งด้วยการโยนอุปสรรคเข้ามาทดสอบเขาอย่างไม่ปรานี เพราะทันทีที่เขาตัดสินใจจะเริ่มต้นจีบเมนิลาใหม่อีกครั้ง เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับชรัญที่ตามบล็อกความหวังอันริบหรี่นี้ทุกเส้นทาง
และไม่เพียงแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น เพราะหากนับั้แ่วันแรกจนถึงปัจจุบันครั้งล่าสุด เตชินทร์ถูกคู่แข่งสกัดดาวรุ่งไปแล้วเกือบยี่สิบครั้ง แล้วไหนจะความต่างระดับในหลายๆด้านระหว่างเขากับชรัญที่ห่างชั้นกันจนแทบไม่เห็นฝุ่นนี่อีก…
เขาแพ้ั้แ่ยังไม่ทันจะได้เริ่มเสียด้วยซ้ำ!
แต่ความพ่ายแพ้ที่ได้รับซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำให้เตชินทร์เริ่มได้สติขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้เขายอมเงยหน้าขึ้นมองความจริงแล้วพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด รวมทั้งกลับมานั่งทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง ก่อนจะพบว่าที่ผ่านมา เขาเองก็เป็ผู้ชายที่ไม่ได้มีดีอะไรแถมค่อนไปทางแย่เสียด้วยซ้ำ แต่เมนิลาก็ยังเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขา ทั้งๆที่ผู้หญิงอย่างเธอมีโอกาสได้เจอคนที่เพียบพร้อมกว่าเขาอีกตั้งมากมายแท้ๆ ทว่า เตชินทร์กลับย่ามใจและตอบแทนหญิงสาวด้วยการไม่ทะนุถนอมรักษาความรักที่เธอมอบให้
พอถึงคราวที่จะต้องเสียเธอไป เขาก็ดันไม่ยอมปล่อยให้เธอไปมีชีวิตที่ดีกับผู้ชายที่เพอร์เฟกต์กว่าเขาทุกประการเสียอย่างนั้น หากเตชินทร์ยังดันทุรังที่จะรั้งเธอไว้อยู่อย่างนี้อีกต่อไป
เขาก็คงไม่ต่างอะไรกับคนเห็นแก่ตัว…
“เมย์…”
ชรัญเรียกเมนิลาในขณะที่กำลังวุ่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอจึงละสายตาจากงานแล้วหันไปยังคนเรียก ก่อนจะพบว่าเขากำลังถือดอกกุหลาบสีขาวช่อโตอยู่
“ว่าไงคะ”
“พอดีพี่เดินผ่านร้านดอกไม้แล้วเห็นว่ามันสวยดี…เลยซื้อมาฝากน่ะ” พูดจบก็ยื่นให้เธอ
“อุ้ย ไม่เห็นต้องลำบากซื้อมาเลยค่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะ”
เมนิลายิ้มขอบคุณชรัญ ในขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปรับช่อดอกไม้จากเขา โดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครบางคนกำลังมองมาที่พวกเขาทั้งสองอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าและในมือของเขาก็ได้ถือช่อดอกลาเวนเดอร์ขนาดเล็กไว้อยู่
เพราะดอกลาเวนเดอร์มีกลิ่นหอมที่ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เตชินทร์จึงอยากจะซื้อมันมาฝากเธอที่กำลังเครียดกับงาน แต่ก็เป็ไปตามคาด เขาไม่อาจรอดพ้นจากการถูกชรัญตัดหน้าเหมือนอย่างทุกที
และก็เป็ครั้งที่ยี่สิบแล้วที่เขาแพ้ให้กับคู่แข่ง…
บางที มันอาจจะถึงเวลาที่เตชินทร์จะต้องยอมรับความจริงแล้วถอยออกมาสักที เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจโยนช่อดอกไม้ทิ้งลงถังขยะที่ตั้งอยู่ข้างๆ แล้วเดินออกจากออฟฟิศไปพร้อมๆกับหัวใจที่แหลกสลายทันที
เมนิลาได้ยินเสียงเหมือนใครเปิดประตูจึงหันไปมองยังต้นเสียง แต่ก็พบแค่ความว่างเปล่ากับบานประตูที่กวัดแกว่งไปมาเพียงเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วที่เตชินทร์เอาแต่เดินใจลอยไปตามทางเดินจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งโดยไม่ทันได้รู้สึกตัว เขากวาดสายตาไปรอบๆอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปนั่งยังม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ต้นใหญ่
แม้ดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า แต่ในสถานที่แห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเหล่าคนที่มาออกกำลังกายและคนที่มาเพื่อนั่งพักผ่อนหย่อนใจอยู่เต็มไปหมด
นอกจากนี้ยังได้เห็นภาพความอบอุ่นของบรรดาคู่รักที่คอยดูแลเอาใจใส่กันและกันอยู่เป็ระยะอีกด้วย ไม่ว่าจะช่วยผูกเชือกรองเท้าให้กันหรือชะลอความเร็วเพื่อรอคนรักที่วิ่งตามไม่ทัน ทั้งๆที่ต้องทำเวลาในการซ้อมแข่งมินิมาราธอนที่จะถึงนี้ ไหนจะเอาเสื้อคลุมของตัวเองให้อีกฝ่ายสวมใส่ท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลงทุกที แม้กระทั่งกระเป๋าใบเล็กจิ๋วก็ไม่ยอมให้คนรักต้องเมื่อยถือ
และไม่เพียงแค่นั้นยังมีภาพความประทับใจอื่นอีกมากมายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เพียงแต่เตชินทร์กลับเลือกที่จะเบือนสายตาหลบภาพเ่าั้ไปเสียก่อน เพราะยิ่งเขามองนานเท่าไร มันก็ยิ่งตอกย้ำเข้าไปในความรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น
“ไงไอ้หนุ่ม มานั่งซึมเป็หมาหงอยอะไรอยู่ตรงนี้”
เสียงอันคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านข้าง เตชินทร์จึงรีบหันขวับไปมองทันที ก่อนจะพบกับตาเฒ่าจอมเ้าเล่ห์ในลุคพ่อค้าหาบเร่ขายผลไม้ที่กำลังยืนมองเขาด้วยสายตาอันสมเพชเวทนา
หากอารมณ์อยู่ใน่ที่ยังปกติอยู่ ป่านนี้เตชินทร์คงตะบันหน้าตาแก่คนนี้ไปนานแล้วเพราะอยากจะเอาคืนที่ทำให้ชีวิตเขายุ่งเหยิงไปหมด
“เอาแห้วกรอบๆ ไหม”
เตชินทร์ไม่ตอบแต่มองแรงกลับไป
“หรือจะเอาท้อฉ่ำๆ ข้าก็มีนะ”
ชายแก่ยิ้มอย่างยียวนและยังคงแหย่เตชินทร์เล่นต่อไปโดยที่ไม่ได้สนใจคนที่กำลังตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าเหงาทรวง
“หรือจะเอาระกำ กินแล้วชอกช้ำดีนะ”
ถึงแม้จะโดนเขาแหย่แรงแค่ไหน เตชินทร์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบโต้เลยแม้แต่น้อย เขาเอาแต่ก้มหน้าอย่างสลดจนคนล้อกลับเป็ฝ่ายที่เริ่มเลิ่กลั่ก ไปไม่เป็เอาเสียเอง
“โอ๋ๆ ข้าหยอกเล่นนะ”
เขารีบวางสัมภาระแล้วลงไปนั่งข้างๆเพื่อปลอบขวัญคนใจเสีย
ตบหัวแล้วลูบหลังชัดๆ!
“ผมว่าจะพอแล้วว่ะลุง” เตชินทร์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
“เฮ้ย!...เอาจริงดิ”
ตาเฒ่าถามย้ำอย่างใ เตชินทร์จึงพยักหน้าเพื่อยืนยันอีกครั้ง
“ยอมแพ้ง่ายไปเปล่าไอ้หนุ่ม”
“งั้นลุงก็ให้หวยผมสิ ผมจะได้มีเงินไปเปย์เขา”
ตาแก่ที่ได้ยินดังนั้นก็โบกหัวคนร้องขอ ทำเอาเตชินทร์แทบหน้าคว่ำลงไปกับพื้น
“โอ๊ย! ใช้ความรุนแรงนี่หว่า”
“ทีเอ็งยังคิดจะต่อยหน้าข้าเลย ทำร้ายคนแก่ โทษหนักกว่านะ”
คำพูดของเขาทำให้เตชินทร์ชะงัก ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อได้รู้ว่าตาเฒ่าคนนี้สามารถล่วงรู้ความคิดความอ่านของเขาได้ทั้งหมด แต่ก็แปลกใจได้ไม่นานเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ปกติธรรมดา
เตชินทร์ลูบหัวตัวเองเบาๆ ก่อนจะกลับมานั่งดีๆดังเดิม
“ผมตัดสินใจดีแล้วละลุง”
“เดี๋ยวย้อนกลับมาแก้ไข้ไม่ได้อีกแล้วนะ” ชายแก่เตือนเขา
เขาถอนหายใจก่อนจะมองตรงไปยังเบื้องหน้าด้วยใบหน้าที่แน่วแน่ จากนั้นก็หันกลับมามองตาเฒ่าอีกครั้ง
“ปล่อยเขาไปอยู่กับคนดีๆ น่ะดีแล้วลุง”
ชายชรามองลึกไปยังั์ตาของเขาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นส่องประกายออกมา ก่อนจะยักไหล่ตามใจในสิ่งที่เตชินทร์เลือก จากนั้นก็ลุกออกจากม้านั่ง
“แล้วแต่เอ็งละกัน ข้าไม่อยากพูดมากเพราะเดี๋ยวหอนได้ …บรู๊ววว”
เขานิ่งไปสักพัก
“เพราะยังไงเอ็งก็เหลือเวลาอีกตั้งสองเดือน”
พูดจบ ชายชราก็หายไปพร้อมกับลมหนาวที่อยู่ๆก็พัดผ่านเข้ามาอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า…
โปรดติดตามตอนต่อไป
-----------------------------------------------------------
เ้าต้นนุ่น:
อ้าว...ยอมแพ้แล้วเหรอเฮีย เอาจริงดิ!
แต่ก็อย่างว่า ปล่อยให้เจ้เมย์ไปอยู่กับคนที่พร้อมทุกอย่างดีกว่าเนอะ
ความในใจเ้าต้นนุ่น :
คอมเมนต์สักนิดเพื่อเป็กำลังใจให้เ้าต้นนุ่นได้มีแรงปั่นเฮียชินหน่อยนะคะพี่ๆ