การทดสอบรับศิษย์ใหม่ของสำนักยุทธขั้นสูงที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวนั้น ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงคึกคักมากกว่าปกติ
สำนักยุทธใหญ่ทั้งหลายล้วนเต็มไปด้วยหนุ่มสาวจากหลากหลายถิ่นในอาณาจักร โดยเฉพาะห้ามหาสำนักแห่งเมืองหลวงอันเลื่องลือที่มีคนอัดแน่นกระเบียดกระเสียด
ปากประตูสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ
แถวยาวราวกับัต่อจากตำแหน่งหน้าประตูไปจนจะถึงถนนใหญ่อยู่แล้ว
แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้น ใบหน้าของทุกผู้ทุกนามก็ยังแย้มยิ้มวาดหวังและตื่นเต้นเพราะผู้มารายงานตัวยังที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็ศิษย์ที่ผ่านการทดสอบแล้วทั้งสิ้น
ขอแค่ดำเนินการลงทะเบียนเสร็จสิ้นก็จะได้เป็ศิษย์ของสำนักยุทธวายุจักรพรรดิอย่างเป็ทางการแล้ว
หน้าประตูไม้สักอันโอฬารขรึมขลังเ้าหน้าที่ทะเบียนหลายคนนั่งอยู่ข้างโต๊ะตัวยาวเพื่อดำเนินการลงทะเบียนให้แก่ศิษย์ใหม่
เนื้อหาที่ต้องลงทะเบียนค่อนข้างง่ายดายมาก เพียงชื่อ นามสกุลและบ้านเกิดจากนั้นก็ใช้ตราประทับจากสำนักวายุจักรพรรดิเพื่อเข้ายืนยันตัวตนแล้วค่อยรับการต้อนรับและอื่นๆ จากบุคคลภายใน
บรรยากาศตอนนี้คึกคักได้ที่ ในบรรดาอัจฉริยะก็มีบิดามารดา และครอบครัวมาเป็เพื่อนไม่ขาดสายเช่นกัน
“เข้าร่วมการทดสอบมาสองปี ในที่สุดก็ได้เข้าสำนักวายุจักรพรรดิแล้ว”
“ไม่ง่ายดายเลย! สำนักวายุจักรพรรดิมาตรฐานต่ำที่สุดคือต้องบุกเบิกชีพจรปราณสายที่หกมิหนำซ้ำยังห้ามใช้ยาช่วยอีกต่างหาก ข้าสละไปมากมายเหลือเกินเพื่อให้ได้เข้าสำนักนี้ในที่สุดมันได้สมใจอยากเสียทีโว้ย”
“ฮ่าๆ ลำพังเ้าน่ะหรือ เข้าวายุจักรพรรดิก็อันดับรั้งท้ายเช่นนี้ข้าว่าเ้าไปหาสำนักที่มันธรรมดาหน่อยดีกว่ากระมัง”
“ไปบ้านเ้าเซ่ ไอ้โง่เท่านั้นแหละถึงจะยอมทิ้งวายุจักรพรรดิ หนึ่งในมหาสำนักทั้งห้าได้ลง”
...
ทุกคนเข้าแถวพลางพูดคุยกัน
ขณะเดียวกันกับที่หลงชิงหยางพาฉู่เหินมาถึงที่แห่งนี้มองเห็นแถวยาวเหยียดเบื้องหน้าแล้วก็อดส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายไม่ได้
“คนตั้งมากมาย มีหวังได้ต่อไปยันเย็น” หลงชิงหยางมองท้องฟ้าแล้วเอ่ยปาก
ฉู่เหินอึ้งไป แล้วจึงว่า“เมื่อครั้งพี่ใหญ่กับพี่หญิงรองมาเมื่อปีก่อนคงลำบากกว่านี้กระมัง!”
“ใช่แล้ว!” หลงชิงหยางพยักหน้า“ยามนั้นข้าไปสำนักยุทธมหาหัสดี เข้าร่วมการทดสอบหลายรอบหลังทดสอบเสร็จแล้วยังต้องรอประกาศอีก ตอนนั้นใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ น่าดูเลย”
แม้หลงชิงหยางในเพลานั้นจะเป็บุคคลฟ้าประทานที่มีชื่อเสียงในเมืองหลินเหยียนคนหนึ่งก็ตามที
แต่หลังมาถึงนครหลวง ในบรรดาปีศาจเหนืุ์มากมาย ‘รัศมี’ ของหลงชิงหยางก็หม่นหมองลงทันตาอัจฉริยะหนุ่มสาวมากมายที่มาเข้าร่วมการสอบต่างก็แย่งชิงตำแหน่งอันมีไม่มาก
ความรู้สึกเช่นนั้นเป็อย่างไร มีแต่หลงชิงหยางเท่านั้นที่จะรู้ได้
ที่โชคดีก็คือหลงชิงหยางและหลงเสวียนซวงสามารถเข้าสำนักยุทธขั้นสูงที่ใจตนปรารถนาได้หนึ่งปีที่ผ่านมาทั้งสองเติบใหญ่กว่าเมื่อก่อนมากนัก
จุดนี้ ฉู่เหินเองก็ััถึงได้
ทั้งสองคุยไปพลางเข้าแถวไปพลาง คนเบื้องหน้าน้อยลงทีละนิด คนเื้ัก็เพิ่มขึ้นไม่หยุดเช่นกัน
“ชิง ชิงหยาง...”
ทันใดนั้น ร่างหอบเหนื่อยก็วิ่งเข้ามาหาคนทั้งสอง
“ชิง ชิงหยาง เ้าอยู่ที่นี่นี่เอง หาตัวเจอเสียที”
ชายหนุ่มหายใจแทบไม่ทัน เหงื่อไหลท่วมใบหน้า
หลงชิงหยางขมวดคิ้วคู่สวย หัวเราะออกมา “สวีชวน เ้าจะรีบไปไหนกันนี่?มา แนะนำเสียหน่อย นี่น้องชายข้า ฉู่เหิน น้องสาม นี่สหายพี่เองสวีชวน...”
“พี่สวีชวน!” ฉู่เหินทักทายตามมารยาท
“สวัสดี ข้าได้ยินชิงหยางพูดถึงเ้า” สวีชวนฉีกยิ้มเป็มิตรอย่างยิ่งจากนั้นจึงว่ากับหลงชิงหยาง “ชิงหยาง อาจารย์เยว่ซานให้ข้ามาบอกเ้าว่าอีกครึ่งชั่วยามให้เ้าเดินทางไปที่ ‘เทือกเขาสระ์’
“อะไรนะ? ไม่ใช่ว่าอีกสามวันค่อยเดินทางหรอกหรือ?”
“เพิ่งเปลี่ยนกำหนดการใหม่เมื่อเที่ยงนี่เอง เ้ารีบไปเถอะ!”
“แต่ว่า...”
หลงชิงหยางขมวดคิ้ว เขามองฉู่เหินข้างกายแวบหนึ่ง ท่าทางใคร่ครวญ “สวีชวนเ้าไปบอกกับอาจารย์เยว่ซานทีว่าวันนี้ข้าไปไม่ได้”
“ไปไม่ได้? นี่เ้าล้อกันเล่นหรือเปล่า? ชิงหยางการเดินทางไปเทือกเขาสระ์ครั้งนี้สำคัญกับเ้ามากแค่ไหนเ้าก็รู้หากทางสะดวกเ้ายังมีหวังจะวิวัฒน์จากกายยุทธเป็กายสัประยุทธ์ได้ด้วย”
ผู้พูดไม่เจตนา แต่ผู้ฟังมีใจคิดไปเอง
ฉู่เหินฟังเบาะแสบางอย่างได้จากบทสนทนาของคนทั้งสอง
เห็นทีหลงชิงหยางจะมีภารกิจติดตัว อีกทั้งภารกิจครั้งนี้ยังสำคัญต่อเขาอย่างยิ่งอีกด้วยฉู่เหินจึงเปิดบทด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่ ท่านรีบไปทำธุระของพี่ก่อนเถิด! ข้าคนเดียวรับมือไหว”
“น้องสามเ้าไม่รู้หรอกว่าไปเทือกเขาสระ์คราวนี้พี่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนกว่าจะได้กลับมาหากไม่ฝากฝังเ้าให้ดีเสียก่อน พี่ก็ยังวางใจไม่ได้”
“มีอะไรวางใจไม่ได้กันพี่ท่านปีก่อนยามท่านมานครหลวงกับพี่หญิงรองก็รุ่นราวคราวเดียวกันกับข้ามิใช่หรือ?”
“แต่เ้าไม่เคยออกจากบ้านมาไกล ท่านพ่อกำชับให้พี่ดูแลเ้าให้ดี...”
“ไม่เป็ไร ธุระท่านเร่งด่วนกว่า ลุงจ้านไม่ถือโทษโกรธพี่ท่านแน่”ไม่รอให้หลงชิงหยางเอ่ยจบ ฉู่เหินก็ตัดบทแล้วว่าต่อ “ท่านมีเวลาไม่มากรีบไปเตรียมตัวก่อนเถิด!”
กระทั่งฉู่เหินยังบอกเช่นนี้แล้ว หลงชิงหยางไม่ดึงดันอีกต่อไปเขาตอบเป็เชิงขอโทษ “น้องสาม พี่ใหญ่ผิดไปแล้ว รอพี่กลับมาพี่จะพาเ้าไปเที่ยวเล่นให้สนุก อีกอย่าง อีกหนึ่งเดือนเสวียนซวงเลิกเก็บตัวแล้วถึงเวลานั้นก็ไปหานางที่สำนักจันทร์สกาวเสียล่ะ...”
“ได้เลย พี่ใหญ่ ไม่ได้เจอกันมาหนึ่งปี ท่านพูดเก่งขึ้นเรื่อยๆ นะ”ฉู่เหินหัวเราะ
“เฮอะๆ นิดหน่อยน่า เช่นนั้นพี่ไปก่อนนะ”
“ขอรับ!”
“ฉู่เหินน้องชาย รอพวกพี่กลับมาจากเทือกเขาสระ์ก่อน พี่จะชดเชยที่มา ‘ขัดจังหวะ’ วันนี้ให้” สวีชวนว่าอย่างกระดาก
“พี่ใหญ่สวีชวนคิดมากไปแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน”
...
หลังกำชับง่ายๆ สองสามประโยคหลงชิงหยางกับสวีชวนสองหน่อก็ปรี่ไปทางสำนักมหาหัสดี
ฉู่เหินมองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่อาจพูดได้ว่าเวลาหนึ่งปีมานี้หลงชิงหยางเปลี่ยนไปมากแต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เปลี่ยนคือการที่เขาดูแลตนเฉกเช่นพี่ชายทำต่อน้องชาย
‘หนึ่งเดือนให้หลังไปหาหลงเสวียนซวงที่สำนักจันทร์สกาว’
ฉู่เหินไม่รู้ว่าหากหลงชิงหยางไม่อยู่ด้วยเช่นนี้หลงเสวียนซวงจะมีท่าทีอันใดต่อตน ั้แ่เล็กจนโต พี่หญิงรองผู้นี้ก็ไม่เคยยินดียินร้ายอะไรเลย
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้วแต่แถวที่ต่อตรงปากประตูสำนักวายุจักรพรรดิก็ไม่ได้สั้นลงเลย
ห้วงเวลานี้ ในที่สุดก็ถึงตาของฉู่เหินเสียที
“ชื่อแส้? มาจากไหน?”
ชายวัยกลางคนไว้หนวดเล็กๆ สองข้างหาวหวอดอย่างเกียจคร้านหลังโต๊ะตัวยาวเบื้องหน้าของหู่เฉินซักถามไม่ยี่หระ
“เมืองหลินเหยียน ฉู่เหิน!”
“โอ๊ะ?” ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วหางตารีเล็กมีแววประหลาดวูบไหวแล้วหายไป เขาพลิกรายชื่อในมือทีหนึ่งก็เหล่มองฉู่เหิน“ในนี้ไม่มีข้อมูลของเ้า”
‘ไม่มีข้อมูลของเ้า!’
เพียงได้ยินคำนั้น ฉู่เหินก็อึ้งงันไป “ขออภัยแต่ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าอย่างไรหรือ? หึ...” ชายกลางคนแค่นหัวเราะแล้วตอบไม่แยแส“ไม่มีข้อมูลของเ้า เ้าก็ไม่ได้รับคัดเลือกจากสำนักวายุจักรพรรดิพวกเราอย่างไรเล่า”
“ท่านว่าอะไรนะ?”
ฉู่เหินคาดไม่ถึงยิ่งกว่าเดิม เขาหยิบตราประทับสลักอักษร ‘วายุจักรพรรดิ’ เปล่งประกายสีทองอำไพออกมา“นี่คือหลักฐานความเป็ศิษย์ที่อาจารย์ลี่กู้ให้ข้ามา พวกท่านยืนยันดูสิ”
ไม่ทันให้ฉู่เหินได้เอ่ยจบ อีกฝ่ายก็แย่งเอาตราประทับไปทันที
“พวกเราใช้สมุดรายชื่อนี้เป็หลักเนื่องด้วยพวกเราไม่รู้ว่าเ้าได้ตราประทับนี้มาจากไหน ในตอนนี้ พวกเราจึงต้องขอยึดกลับมาไว้ก่อน...”
ถ้อยคำของชายวัยกลางคนดูถูกไม่ปิดบัง
คนอื่นรอบด้านต่างก็ส่งสายตาเคลือบแคลงมาให้ฉู่เหิน
ฉู่เหินขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้โกรธเคืองอันใด“ตราประทับนี้อาจารย์ลี่กู้มอบให้ข้า ข้าอยากพบอาจารย์ลี่กู้”
“อาจารย์ลี่กู้ยังรับสมัครศิษย์อยู่ที่ ‘เมืองเฟิงอวี่’” ชายวัยกลางคนหัวเราะเยียบเย็น
สำนักวายุจักรพรรดิยังดำเนินการรับสมัครไปทั่วแคว้นแดนดินเพื่อจะรับสมัครศิษย์อัจฉริยะคุณสมบัติโดดเด่นให้มากขึ้น เมืองหลินเหยียนเป็เพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้น
ไม่มีชื่อของเขาในสมุดรายชื่อ
ลี่กู้ยังไม่กลับมา
“ท่านดูผิดไปหรือเปล่า? รบกวนท่านช่วยตรวจดูรายชื่อให้ละเอียดอีกสักครั้ง”
ว่าจบก็ยื่นมือจะไปหยิบรายชื่อบนโต๊ะมาตรวจดู กระนั้นเสียงปึ้งก็ดังขึ้นชายวัยกลางคนตบโต๊ะอย่างแรง ตวาดเสียงกร้าว
“เด็กเหลือขอนี่ ข้าขอแนะให้เ้าอย่ามาทำพวกข้าเสียเวลาที่นี่เลยจะดีกว่ายามนี้ข้ายังสงสัยว่าเ้าพยายามปลอมแปลงตราประทับสำนักเพื่อเข้าสำนักของเราก่อนเราจะสืบหาความผิดเ้าได้ รีบไปจากที่นี่เสีย”
ถ้อยคำระคายหูเสียดแทงใบหน้าของฉู่เหินราวกับเหล็กดาบ
บรรดาผู้คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังต่างก็เริ่มด่าทอด้วยความไม่พอใจ
“แม่โว้ย มีเื่อะไรกันวะ? รีบไสหัวไปเซ่! ไอ้ย้อมแมวเอ๊ย”
“อย่ามาทำพวกข้าเสียเวลา! ฟ้าใกล้มืดเต็มที พวกเรายังต้องรอลงทะเบียนอีกนะ!”
“ยืนเซ่ออะไรอยู่เล่า? ขืนยังไม่ไปอีกจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
...
ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ ฉู่เหินในสายตาของทุกคนตอนนี้ก็เหมือนเช่นพวกไร้ความรู้ความสามารถที่ใช้วิธีหลอกลวงเพื่อปะปนเข้าสำนักวายุจักรพรรดิไปแล้ว
ต่อให้เป็ตราประทับสำนักวายุจักรพรรดิจริงกว่าครึ่งคงเพราะฉู่เหินได้มาโดยมิชอบเป็แน่
ฉู่เหินทั้งกลุ้มทั้งโกรธเคือง ใคร่ครวญเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเคร่ง“เช่นนั้นข้าขอรายงานตัวเข้าร่วมการทดสอบสำนักวายุจักรพรรดิเดี๋ยวนี้เลย”
“ฮึ การทดสอบครั้งสุดท้ายมันจบไปั้แ่เมื่อสายวันนี้แล้ว” ชายวัยกลางคนเริ่มเผยสีหน้าดูแคลนขึ้นเรื่อยๆ“ข้าจะย้ำอีกครั้ง ไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น ฮึ...”
สิ้นเสียงหัวเราะเหยียดหยาม องครักษ์ของสำนักวายุจักรพรรดิหลายนายก็พุ่งออกมาจากประตูใหญ่ของสำนักรังสีพลานุภาพโหมกระหน่ำถาโถมข่มทับฉู่เหิน
เห็นสถานการณ์เป็เช่นนั้นแล้ว คนโดยรอบก็เริ่มแสดงอาการซ้ำเติม
“เฮ้ยๆ เข้าแถวมาทั้งบ่าย ในที่สุดก็มี ‘ละคร’ ให้ดูสักทีว่ะ”
ศิษย์หนุ่มสวมเสื้อตัวยาวหรูหราก้าวออกมาจากในแถวสองสามก้าวชี้ท้ายทอยฉู่เหินอย่างดูถูก“ข้าเพิ่งเคยเห็นคนใช้วิธีโง่เง่าพรรค์นี้ปะปนเข้าสำนักวายุจักรพรรดิเป็ครั้งแรกฮึ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง สำนักวายุจักรพรรดิไม่ใช่สถานที่ที่ไก่อ่อนที่ไหนก็เข้าได้”
“ฮ่าๆๆๆ...”
ทุกคนหัวเราะกันเกรียวกราว
พลันนั้น ฉู่เหินหันหลังกลับ แววตาเยือกเย็นมองลงที่ศิษย์หนุ่มชุดหรูดวงตาล้ำลึกเปล่งแสงสีม่วงรำไร รัศมีคมกริบไร้ตัวตนทะลุทะลวงออกไป
วินาทีที่ศิษย์หนุ่มชุดหรูสบสายตานั้นของฉู่เหิน ั์ตาก็เบิกกว้างหัวใจเต้นเร็วไม่เป็ส่ำ รอยยิ้มบนหน้าแข็งค้าง หน้ากลับซีดขาวราวกระดาษ
ปึ้ง!
เพียงพริบตา คนหนุ่มชุดหรูก็คุกเข่าลงทั้งสองข้างเข่าอ่อนไร้เรี่ยวแรงลงเบื้องหน้าของฉู่เหิน ร่างอันกำยำสูงใหญ่ตัวสั่นงันงกเหมือนกระต่ายใกลัวก็มิปาน
อะไรกันนี่?
เพียงภาพนั้นปรากฏขึ้น ทุกคนก็เบิกตากว้าง ต่างคนต่างตกตะลึง
จากนั้น ฉู่เหินก็เหยียดมุมปากเป็ยิ้มเ็าและเสียดสียกนิ้วชี้ร่างศิษย์หนุ่มที่คุกเข่าลงไปกองกับพื้น ะโเสียงต่ำ“ขยะพรรค์นี้ก็เข้าสำนักวายุจักรพรรดิได้ด้วยงั้นหรือ? สวะพรรค์นี้ยังถูกรับเลือกเห็นทีสำนักวายุจักรพรรดิ หนึ่งในห้ามหาสำนักมันก็ไม่เท่าไรนี่...”
“เ้าว่าอะไรนะ?” เหล่าคนจากสำนักวายุจักรพรรดิหน้าเคร่ง
“ฮึ!”
ฉู่เหินหัวเราะเสียงเย็น เปลี่ยนประเด็นมาชี้หน้าชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบลงทะเบียน“สำนักวายุจักรพรรดิ ข้าไม่เข้าก็ได้!”
ฉับพลัน ฉู่เหินหันกายเดินจากไปไม่ไยดีท่ามกลางสายตาตกตะลึงแผ่นหลังอันทรหดอดทนสำแดงความทระนงของบุรุษหนุ่มอย่างหมดจด
มิใช่ฉู่เหินละทิ้งวายุจักรพรรดิ แต่วายุจักรพรรดิละทิ้งฉู่เหินก่อน
เห็นแผ่นหลังของฉู่เหินค่อยๆ เลือนลับไปในม่านรัตติกาลแล้ว ชายวัยกลางคนผู้รับผิดชอบลงทะเบียนหน้าดำคล้ำเขียวพวกที่หัวเราะเยาะเย้ยก่อนหน้านี้หุบปากสนิทเหลือแต่เพียงเสียงพึมพำตัวคนเดียวเท่านั้น
“เฮ้ย เมื่อครู่เป็ไรไป ทำไมจู่ๆ ถึงคุกเข่าเสียเล่า?”
ศิษย์คนหนึ่งถามชายหนุ่มอาภรณ์หรูหราด้วยไม่เข้าใจ รายหลังกำหมัดแน่นชำเลืองมองทิศที่ฉู่เหินลับตาไป เอ่ยตอบอย่างพรั่นพรึงไม่หาย “ข้า ข้าไม่รู้แววตาเขามัน มันช่าง น่ากลัวเหลือเกิน...”
ต่างคนต่างสบตากันไปมา ขณะเดียวกันก็แอบสงสัยว่าเขาผู้นั้นเป็ใครกันแน่?
...
ยามราตรี!
ล่วงเข้าเวลาดึกสงัดแล้ว แต่นครหลวงกลับยังประโคมดนตรีเต้นรำโคมแดงสุราเขียว
ความเจริญรุ่งเรืองที่ไร้ที่สิ้นสุด คงนานไม่เสื่อมสลายนครหลวงแห่งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์คือนครที่ไม่เคยหลับใหลจริงแท้
ห้องเงียบของร้านเหล้าอันประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาดนตรีบรรเลงพร้อมนางรำร่ายรำ
บุรุษหนุ่มอ่อนเยาว์หล่อเหลาถือจอกหยกสุราชั้นเลิศไว้ที่ปลายมือมือกกกอดนารีสวมใส่อาภรณ์ยั่วยวน มุมปากยกเป็ยิ้มปลดปล่อยแสนอิสระ
ตำแหน่งตรงอกของอาภรณ์ไหมหรูหรานั้นปักเป็ภาพ ‘สุริยันร้อนแรง’ สีแดง
ภาพนั้นช่างล่องลอยและกำแหงดุจเดียวกับกรงจักรทองกางใบมีดแหลมคม
“นายน้อย ตามที่ท่านบัญชาไอ้เด็กนั่นถูกสำนักวายุจักรพรรดิปฏิเสธแล้วขอรับ” ชายวัยกลางคนอายุราวๆ สามสิบคุกเข่าลงรายงานเสียงทุ่มต่ำดุจหินกลิ้ง
“จริงหรือ? เหอะๆ”
บุรุษชุดไหมคลี่ยิ้มบาง ส่งจอกหยกแนบข้างปากนารียั่วยวนในอ้อมแขนนวลนางจริตกิริยาอ้อล้อ ยิ้มละมุนยามดื่มสุรานั้นลงไป
“นายน้อย ให้ข้าส่งคนไปกำจัดเขาคืนนี้เลยไหมขอรับ?”
“ไม่ต้อง!”
บุรุษชุดไหมวางมือบนเรียวขานวลของนางไม่คลาย ว่าต่ออย่างสนุกสนาน“กว่าจะหาเื่น่าสนใจเจอสักเื่ใช่จะง่ายดาย ไยต้องรีบให้จบเร็วนักเล่า?ข้าอยากให้มันอับจนหนทางในเมืองหลวง รอจนมันทั้งเสียใจทั้งชิงชังคับแค้นจนอกแตก แล้วค่อยร้องไห้ฟูมฟาย คุกเข่าร้องขอชีวิตเสียก่อน...”
คนหนุ่มยิ้มได้ใจ “ฮึๆ น่าสนใจไม่ใช่เล่นกระมัง?”
ชายวัยกลางคนผู้คุกเข่ากับพื้นหางตากระตุก“ผู้ใต้บังคับบัญชารู้แล้วว่าควรทำเช่นไร”
“ฮึๆ รีบไปเสีย! อย่ามารบกวนความสนุกของนายน้อยผู้นี้”สองมือชายชุดไหมลูบไล้ไปทั่วร่างอิสตรีแสนซุกซน
ชายกลางคนลอบส่ายหน้า “ผู้ใต้บังคับบัญชาขอตัว!”
ยามเขาเดินไปถึงหน้าประตูก็หันกลับมาทิ้งท้าย “นายน้อยยังมีอีกเื่ที่ลืมบอกท่าน คุณหนูเย่โยวมาถึงนครหลวงวันนี้แล้ว...”
…………………..