ภารกิจพลิกฟื้นโรงน้ำชาเป็นคาเฟ่สุดปัง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 52 เตรียมแผนรับมือ

            ภายในห้องขังของกรมอาญามืดมิดและเหน็บหนาว ห้องขังแบ่งออกเป็นสองฝั่งสำหรับแยกขังชายหญิง 

            “เถ้าแก่เนี้ยไม่ต้องกังวลนะขอรับ พวกเราอยู่กันหลายคนไม่มีอะไรน่ากลัว” เป่าจงปลอบใจเจ้านาย

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านทนอยู่ที่นี่อีกไม่กี่วันนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าเถ้าแก่จะต้องหาวิธีมาช่วยพวกเราออกไปได้แน่” จูเอ๋อพูดเสริม

            “ข้าเชื่อว่าท่านพี่ต้องหาวิธีมาช่วยพวกเราออกไปได้อย่างแน่นอน อาศัยช่วงนี้ที่ยังไม่มีใครมารบกวน พวกเจ้านอนพักผ่อนเอาแรงสักหน่อย เพราะข้าไม่รู้ว่าคืนนี้จะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหรือเปล่า” จูจื้อโหยวพูดเสียงเครียด

            ลูกจ้างในร้านเชื่อฟังจูจื้อโหยวเป็นอย่างดี อีกทั้งพวกเขาถูกจับตัวมาตั้งแต่ช่วงเช้า จนป่านนี้เป็นเวลาบ่ายเข้าไปแล้ว บางคนยังไม่มีอาหารตกถึงท้องตั้งแต่มื้อเช้าด้วยซ้ำ พอได้ยินเจ้านายบอกให้นอนพัก พวกเขาจึงล้มตัวลงนอนและหลับลงอย่างรวดเร็ว ที่พวกเขาหลับนอกจากเพราะอาการอ่อนเพลียแล้ว ยังเป็นเพราะพวกเขาต้องการให้ตนเองลืมความหิวไปด้วย

            ‘หงหลิน เจ้ายังอยู่ใช่ไหม’ จูจื้อโหยวหลับตาคุยกับหงหลิน

            ‘ยังอยู่ขอรับ’

            ‘เจ้าพอจะรู้ไหมว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นฝีมือของใคร’

            ‘วันที่เกิดเรื่องเป็นช่วงที่มีการอัปเกรดระบบพอดีขอรับ ข้าจึงไม่รู้ข้อมูล ณ ช่วงเวลานั้น’

            ก่อนหน้านี้ไม่นาน ระบบสารพัดนึกรุ่น E2000 ก็คือรุ่นของหงหลินที่ยังใช้งานได้อยู่ถูกอัปเกรดขึ้นเป็นรุ่น E2024 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด เนื่องจากเป็นการอัปเกรดขึ้นไปถึงยี่สิบรุ่น หงหลินจึงต้องปิดระบบของตัวเองแล้วใช้เวลาอัปเกรดนานถึงครึ่งเดือน ทำให้หงหลินเพิ่งกลับมาใช้งานได้เพียงไม่กี่วันนี้เอง

            ‘นั่นสินะ แล้วตอนนี้เจ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติหรือยัง’

            ‘ใช้งานได้แล้วขอรับ เพียงแต่ค่าพลังงานของข้าเหลือเพียงนิดเดียว ต้องรอให้เจ้านายทำภารกิจตามคำสั่งของระบบไปอีกสักพักค่าพลังงานถึงจะกลับมาเต็มเหมือนเดิม’

            จูจื้อโหยวทำท่าคิดและรู้สึกเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ‘ค่าพลังงานของเจ้ามีน้อย เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่าจะใช้งานเจ้าอย่างไรให้คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด’

            ‘เจ้านายขอรับ ข้าตรวจจับพลังงานชั่วร้ายได้ คิดว่าพลังงานนั้นอยู่ในระยะใกล้นี้เอง’

            ‘หงหลิน ข้าอยากได้ยาแก้พิษร้อยชนิดให้กับทุกคนที่อยู่ในห้องขังเพื่อเตรียมแผนรับมือไว้ก่อน เจ้าพอจะหาซื้อมาให้ข้าได้ไหม’

            ‘ยาแก้พิษร้อยชนิดหรือขอรับ นั่นเป็นยาที่มีอยู่จริงในยุคโบราณ ราคาของยาค่อนข้างสูง อีกทั้งคนในห้องขังก็มีถึงสามสิบคน หากข้าซื้อยาแก้พิษมาตามจำนวนที่ท่านบอก ค่าพลังงานของข้าก็จะหมดพอดี ระบบของข้าก็จะปิดไป และต้องรอจนกว่าเจ้านายจะทำภารกิจเพิ่มพลังงานให้ข้า ข้าถึงจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ระหว่างที่ระบบปิดไป ข้าจะไม่สามารถช่วยเหลือเจ้านายได้อีกนะขอรับ เจ้านายโปรดทบทวนเรื่องนี้ให้ดีก่อนนะขอรับ’

            ‘หงหลิน ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้ากังวล แต่ข้าจะปล่อยให้ลูกจ้างของข้าเป็นอันตรายไปไม่ได้ และข้าก็เชื่อว่าท่านพี่จะมาช่วยข้าได้ในที่สุด เจ้าสั่งซื้อยามาตามที่ข้าบอกเถอะ แพงเท่าไหร่ก็ต้องซื้อมาให้ครบ เงินในช่องเก็บสมบัติยังมีพอใช่ไหม’

            ‘เงินในช่องสมบัติยังมีมากมาย สามารถซื้อยามาได้อย่างแน่นอนขอรับ เจ้านายรอสักครู่ ข้าจะซื้อยามาเดี๋ยวนี้’

            หงหลินเปิดเพลงคลาสสิกเบาสบายให้เจ้านายฟังเพื่อคลายความเครียดในระหว่างที่นั่งรอ ไม่นานหงหลินก็กลับมาอีกครั้ง

            ‘ข้าซื้อยาแก้พิษร้อยชนิดมาได้สามสิบห้าเม็ด ยาแก้กำหนัดสองเม็ด และสเปรย์เสียสติมาให้เจ้านายอีกหนึ่งกระป๋องขอรับ’

            ‘ทำไมเจ้าซื้อยามาเยอะขนาดนี้ล่ะ’ จูจื้อโหยวสงสัย

            ‘ข้าไม่แน่ใจขอรับ แค่รู้สึกว่าต้องซื้อยาพวกนี้มาให้เจ้านายได้พกไว้ติดตัว เจ้านายขอรับ ระบบกำลังจะปิดแล้ว เจ้านายโปรดดูแลตัวเองให้ดี หงหลินยังอยากรับใช้เจ้านายต่อไปนะขอรับ’ หงหลินรีบบอกเจ้านายด้วยน้ำเสียงร้อนรน เป็นเพราะระบบที่ถูกอัปเกรดใหม่นี้เพิ่มฟังก์ชันความรู้สึกเข้าไปด้วย ทำให้หงหลินมีกระบวนการคิดและการพูดจาคล้ายกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก

            ‘ขอบใจนะหงหลิน แล้วเจอกัน’

            หลังจากนั้นสัญญาณการปิดระบบของหงหลินก็ดังขึ้น ก่อนที่เสียงต่างๆ จะเงียบลง จูจื้อโหยวลืมตาขึ้นก็เห็นยาเม็ดและสเปรย์วางอยู่ในมือ นางเลือกยาแก้พิษร้อยชนิดส่วนเกินห้าเม็ดออกมาใส่ถุงรวมไว้กับยาแก้กำหนัดและสเปรย์เสียสติ ก่อนจะซ่อนมันไว้ในเสื้ออย่างดี เมื่อสำรวจตัวเองเรียบร้อย นางจึงปลุกทุกคนให้ตื่น

            “ป้าเป่า จูเอ๋อ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวเริ่มปลุกคนใกล้ตัว

            เป่าซื่อกับจูเอ๋อตื่นขึ้นมาทันที 

            “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะเถ้าแก่เนี้ย” เป่าซื่อร้องขึ้น เป็นเพราะเสียงของนางค่อนข้างดัง จึงปลุกให้ลูกจ้างคนอื่นตื่นขึ้นมาด้วย

            “เถ้าแก่เนี้ยเป็นอะไรหรือขอรับท่านแม่” เป่าจงรีบเดินมาหยุดชิดขอบลูกกรงกั้นระหว่างห้องขังทั้งสองทันที

            “ข้าไม่เป็นอะไรทุกคนไม่ต้องตกใจ เพียงแต่เห็นว่าใกล้ค่ำแล้วก็เลยปลุกทุกคนให้ตื่นเท่านั้น” จูจื้อโหยวหยิบห่อยาออกมาจากแขนเสื้อ “ก่อนหน้านี้ข้าไม่อยากให้ทุกคนตกใจกลัวจึงบอกให้พวกเจ้านอนเอาแรงไว้ก่อน แต่เห็นว่าเวลานี้ใกล้จะได้เวลาทานอาหารเย็นแล้ว คิดว่าอีกไม่นานจะต้องมีคนนำอาหารมาให้เรากินอย่างแน่นอน”

            “เราจะกินอาหารพวกนั้นได้จริงหรือขอรับ ข้าเคยได้ยินมาว่าอุบายของห้องขังนั้นมีมากมาย หากไม่ทรมานจนรับสารภาพ ก็ต้องฆ่าปิดปากเพื่อโยนความผิด พอคนตายไปแล้วก็แก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นคนผิด” เป่าจงพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ตัวข้าไม่เป็นไรหรอกขอรับ แต่ข้าเป็นห่วงท่านแม่กับท่านมากกว่า”

            “ขอบคุณพี่จงที่ยังคิดถึงข้า แต่ก่อนที่เราจะถูกจับมาที่นี่ ข้าแอบเอายาแก้พิษร้อยชนิดติดตัวมาด้วย ข้าจะแจกให้พวกเจ้าคนละหนึ่งเม็ด หลังจากกินเข้าไปแล้วพวกเจ้าก็จะไม่เป็นอะไร และอาหารที่พวกเขาให้มาเราก็สามารถกินเข้าไปได้ ข้าขอย้ำกับทุกคนว่าพวกเจ้าต้องกินอาหารที่เขานำมาให้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะสงสัยเอาได้”

            จูจื้อโหยวส่งยาให้ลูกจ้างทุกคน รวมถึงตัวนางก็ถือเอาไว้ด้วยหนึ่งเม็ด จากนั้นนางก็กลืนยาลงไปให้ทุกคนเห็น นางรู้ว่าการที่ลูกจ้างถูกจับมาไว้ในห้องขังย่อมต้องเกิดความระแวง นางจึงเลือกที่จะกินยาต่อหน้าทุกคนเพื่อให้ทุกคนสบายใจ ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่นางคิด พอลูกจ้างเห็นว่าเจ้านายกลืนยาชนิดเดียวกันลงไปแล้วเจ้านายยังนั่งอยู่อย่างปกติดี ลูกจ้างที่เหลือจึงกลืนยาเม็ดในมืออย่างไม่ลังเลอีกต่อไป

            “ไม่ใช่ว่าเราไม่เชื่อใจเถ้าแก่เนี้ยนะขอรับ เพียงแต่ข้ายังมีคนที่บ้านให้ต้องดูแล ข้าจึง...” ลูกจ้างคนหนึ่งพยายามอธิบาย

            “ข้าเข้าใจเรื่องนี้ดี พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป แต่ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกพวกเจ้าให้ชัดเจน หลังจากที่พวกเจ้ากินอาหารเข้าไปแล้วให้เหลือบางส่วนเอาไว้หรือแอบเก็บบางส่วนเอาไว้ก็ได้ จากนั้นให้พวกเจ้าล้มตัวลงนอนทำเป็นหลับ และถ้าพวกเจ้าเห็นว่ามีใครมาพาข้าออกไปก็ไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้เขาพาข้าออกไปได้เลย ตัวข้าออกไปข้างนอกย่อมไม่มีอันตราย เพราะองครักษ์ของบิดาบุญธรรมคอยอารักขาข้าอยู่ ส่วนพวกเจ้าก็นอนรอจนกว่ารองเจ้ากรมอาญาฟู่จะมาปลุก จากนั้นพวกเจ้าก็ค่อยลุกแล้วเอาอาหารที่เหลืออยู่ให้รองเจ้ากรมอาญาฟู่ไปตรวจสอบ”

            “พวกเราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรขอรับเถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะไม่ยอมให้ใครมาพาท่านไปเป็นอันขาด พวกเราอยู่กันหลายคนย่อมช่วยเหลือกันได้” เป่าจงปฏิเสธคนแรก

            “ข้ารู้ว่าพี่จงเป็นห่วงข้า แต่ข้าถูกพวกเขาจับไปคนเดียวองครักษ์จะช่วยเหลือข้าได้ง่ายกว่าที่ต้องพาพวกท่านออกไปด้วย”

            เป่าจงคิดตามก็เข้าใจ หากพวกเขาตามเจ้านายออกไปย่อมต้องเป็นภาระให้เจ้านายอย่างไม่ต้องสงสัย “เช่นนั้นเถ้าแก่เนี้ยต้องระวังตัวนะขอรับ”

            องครักษ์เงาสี่คนปรากฏตัวขึ้นภายในห้องขังทันที เป่าจงและลูกจ้างคนอื่นเห็นอย่างนั้นก็เบาใจ จากนั้นไม่นานก็มีคนนำอาหารเข้ามาให้พวกเขาจริงๆ และยังยืนเฝ้าดูให้ทุกคนกินอาหารลงไปอย่างเรียบร้อย ลูกจ้างทั้งหมดจึงเริ่มทำตามแผนที่จูจื้อโหยวบอกไว้ทันที เมื่อกินอาหารไปได้จนเกือบหมด พวกเขาก็แอบเอาอาหารบางส่วนใส่ไว้ในแขนเสื้อ ก่อนที่แต่ละคนจะล้มตัวนอนคล้ายว่าหมดสติไป แม้แต่จูจื้อโหยวเองก็ล้มตัวนอนลงไปด้วยเช่นกัน  

            คนยกอาหารเดินไปสำรวจและลองปลุกคนในห้องขังทั้งหมดทีละคนเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนหลับไปแล้วจริงๆ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนอย่างราบรื่น เขาก็ออกไปเสียงบุรุษสวมชุดสีดำเข้ามาอุ้มจูจื้อโหยวออกไป

            กว่าจะมีคนเข้ามาเห็นว่านักโทษในห้องขังนอนหมดสติอยู่ก็เป็นเวลาเกือบยามซวี[1] เข้าไปแล้ว เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนเวรพอดีเจ้าหน้าที่เฝ้าห้องขังทุกกลุ่มจึงต้องถูกกักบริเวณไว้รอการสอบสวน

            ____________________

            [1] ยามซวี คือช่วงเวลา 19.00 – 20.59 น.

    คล้ายกับเรื่องภารกิจพลิกฟื้นโรงน้ำชาเป็นคาเฟ่สุดปัง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน