่ที่ฉันกำลังหลงใหลคลั่งไคล้นายนัชฉันใช้เงินจำนวนมากไปกับการซื้อของและตามไปสนับสนุนเขาจนไม่มีเวลาช่วยงานแม่แม่ต้องทำงานหนักขึ้นและเริ่มบ่นเื่การใช้เงินของฉัน
ฉันโกหกแม่ว่าไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนทั้งเสาร์และอาทิตย์ ทั้งที่จริงฉันไปตามเฝ้านัชทุกอีเว้นท์ที่เขาไป
ฉันเลือกที่จะโกหกเพื่อให้ได้เงินไปตามผู้ชายโดยไม่ได้สนใจเลยว่าสภาพการเงินที่บ้านจะเป็อย่างไรพ่อทิ้งเราไปั้แ่ฉันยังเด็ก มีเพียงแม่ที่เลี้ยงดูฉันเพียงลำพังั้แ่เด็กจนโตฉันช่วยแม่ทำงานมาตลอดจนรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้ใช้ชีวิตวัยเด็กแบบคนอื่นเขาเลย ไม่เคยได้ไปเที่ยวเล่นไม่เคยได้มีแฟนหรือทำตามใจตัวเอง วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาถักตุ๊กตาและทำงาน จนมาถึงจุดที่ฉันเริ่มเบื่อหน่ายและอยากจะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเอง้าบ้างฉันจึงตัดสินใจก้าวออกไป
จนกระทั่งใกล้วันเกิดของนัช งานแฟนมีตติ้งจะมีขึ้นในผับแห่งหนึ่งฉันโทรไปถามเขาว่าอยากได้ของขวัญอะไรเป็พิเศษไหม แต่นัชกลับบอกว่า
"แค่เห็นชามา...นัชก็ดีใจแล้ว...ไม่อยากได้อะไรมากกว่านั้นหรอก"
คำพูดนั้นทำเอาใจฉันเต้นระรัวด้วยความดีใจจนแทบเนื้อเต้นแต่ลึกๆ แล้วฉันก็ยังอยากซื้อของขวัญที่มีค่าให้เขาอยู่ดี แต่เงินในกระเป๋าเวลานี้กลับไม่พอซื้อของดีๆให้เขาได้เลย เวลาเหลืออีกแค่เดือนเดียวก่อนจะถึงวันงาน ฉันจะหาทางโกหกเอาเงินก้อนใหญ่จากแม่ยังไงดีนะสุดท้ายความหน้ามืดตามัวก็ทำให้ฉันตัดสินใจ "ขโมย"
เริ่มจากเงินเล็กๆ น้อยๆ ที่แม่ชอบวางไว้บนโต๊ะ แอบหยิบฉวยไปทีละนิดและเริ่มเอาของใช้ต่างๆ ไปแอบขาย จนกระทั่งเหลือเวลาอีกแค่สองวันมันเหมือนเดดไลน์ที่บีบคั้นหัวใจ ฉันเลยตัดสินใจแอบเอาทองที่แม่เก็บสะสมไว้ไปขายโดยเลือกชิ้นที่เล็กที่สุด เป็สร้อยข้อมือทองคำน้ำหนักประมาณหนึ่งบาท รวมๆแล้วได้เงินสดมากว่าสามหมื่นบาท ฉันเอาเงินนั้นไปซื้อนาฬิกา
แบรนด์ดังให้เขา แม้ว่ามันจะไม่ได้หรูหราอลังการอะไรนักแต่สำหรับเด็กผู้หญิงที่ไม่มีเงินอย่างฉัน มันคือเงินมหาศาล
ในวันงาน ฉันลงทุนแต่งหน้าเป็ครั้งแรกในชีวิตจากปกติที่เคยทาแค่แป้งฝุ่นกับลิปมันแต่วันนั้นจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผมแบบไม่มีกัก มีแฟนคลับมาร่วมไม่มากนัก ประมาณสามสิบถึงสี่สิบคนเพราะจำกัดเฉพาะคนอายุเกินสิบแปดปีขึ้นไปเนื่องจากมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่าบัตรเข้าร่วมงานสูงถึงคนละห้าพันบาทรวมอาหารและเครื่องดื่มในงานนั้นฉันบังเอิญเจออุ้มด้วย เธอไม่พูดไม่มองหน้าฉันเลยสักนิดแต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรเธอ บรรยากาศในงานค่อนข้างเป็กันเอง ทุกคนได้ใกล้ชิดกับนัชแต่ที่แปลก..วันนั้นเขากลับไม่ค่อยสนใจฉันเหมือนเคยจากที่เคยส่งยิ้มให้อย่างอบอุ่น กลับกลายเป็ว่าเขาเดินไปทักทายคนอื่นเสียหมด
ผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆต่างก็พกของขวัญราคาแพงหรูหรามาให้เขากันทั้งนั้น ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนมเสื้อผ้าแบรนด์ดัง มูลค่าหลักแสนอัพทั้งสิ้นเมื่อเทียบกับนาฬิกาที่ฉันตั้งใจซื้อให้มันทำให้ฉันรู้สึกอายจนไม่กล้าหยิบของขวัญชิ้นนั้นออกมาให้เขาเลยด้วยซ้ำและในเสี้ยววินาทีนั้น เหมือนกับตาฝาดไป ฉันเห็นคนคล้าย "วี"อยู่ในงานด้วย แต่พอเพ่งมองหาอีกที เธอก็หายไปเสียแล้ว
งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงสี่ทุ่มโดยที่ฉันแทบไม่ได้คุยอะไรกับนัชเลย พองานเลิกฉันเดินออกมาด้านนอกยืนมองกล่องของขวัญที่ไม่ได้มอบให้แล้วนึกตัดพ้อในใจว่าคงต้องเก็บไว้ให้โอกาสหน้าแทนจู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น....นัชโทรเข้ามา
"ชา...อยู่ไหนเหรอ"
"อยู่ด้านนอกแล้วค่ะกำลังจะกลับบ้าน"
"รอก่อนนะเดี๋ยวฉันวิ่งออกไปหา"
ฉันยืนรอเขาอยู่นานจนเกือบถอดใจคิดว่าเขาคงไม่มาแล้วเพราะแฟนคลับคนอื่นๆ ทยอยกลับกันหมดจนลานจอดรถเริ่มเงียบ แต่แล้วก็เห็นเงาสูงวิ่งกระหืดกระหอบออกมายืนอยู่ตรงหน้า
"ขอโทษที่ออกมาช้านะต้องแอบผู้จัดการออกมาน่ะ"
"แล้วจะไม่เป็ไรเหรอเดี๋ยวก็โดนดุเอาหรอก"
ยังไม่ทันขาดคำนัชก็คว้าแขนฉันแล้วออกวิ่งทันทีฉันได้แต่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเขาไปโดยไม่รู้เลยว่าเขาจะพาไปไหน
เราไปหยุดตรงที่ลานจอดรถมืดๆ ก่อนเขาจะเปิดประตูรถแล้วดันตัวฉันให้เข้าไปข้างในท่ามกลางบรรยากาศสองต่อสองครั้งแรกหัวใจฉันเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นบรรยากาศที่เป็ใจ นัชผลักฉันให้นอนราบลงกับเบาะหลังรถก่อนจะขึ้นคร่อมทับแล้วก้มลงจูบฉันอย่างเร่าร้อนในวินาทีนั้นความรู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นไปบน์ชั้นเจ็ดฉันยกมือขึ้นโอบกอดแผ่นหลังเขาแน่น มือของเขาเริ่มลูบไล้ขยับเข้าใกล้ฉันเรื่อยๆ...เรื่อยๆ...
แต่แล้วความฝันอันหวานฉ่ำก็ต้องพังครืนลงมา เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดันดังขึ้นขัดจังหวะนัชชะงักรีบผละออกแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายทันทีด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
"ครับ...เดี๋ยวผมรีบกลับเข้าไปครับ"
"ใครเหรอ?"ฉันถามด้วยความสงสัยที่ทั้งยังหายใจหอบอยู่
"ผู้จัดการโทรตามแล้วนัชต้องรีบกลับเข้าไปข้างใน"
ฉันก้มลงหยิบกล่องของขวัญที่หล่นอยู่ตรงซอกเบาะรถขึ้นมาและยื่นให้เขา
"แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะนัช"
เขาก้มมองกล่องของขวัญในมือแวบหนึ่งก่อนจะส่งยิ้มให้
"ขอบใจนะ...าาวดี..."
ฉันเดินตัวลอยกลับมาถึงบ้านหลังเที่ยงคืนกว่าและต้องใสุดขีดเมื่อเห็นแม่ยังคงนั่งรออยู่หน้าบ้านสีหน้าของแม่ดูเศร้าและเคร่งเครียดจนฉันััได้ทันทีว่าความลับคงแตกเสียแล้ว
"ชา...ไปทำอะไรมา บอกความจริงแม่มาซิ"
"ก็...ไปงานมหาลัยมาไงคะ ที่บอกไปแล้ว"
"แม่โทรไปเช็กที่มหาวิทยาลัยมาแล้วเขาบอกว่า่นี้ไม่มีจัดกิจกรรมอะไรทั้งนั้น!"
"มันเป็กิจกรรมของชมรมค่ะแม่เขาจัดงานกันข้างนอกมหาวิทยาลัย"
"แล้วชาเอาทองของแม่ไปทำอะไร!"
"ไม่ได้เอาไปสักหน่อยจะไปกล้าเอาของแม่ได้ยังไง"
ฉันเลือกที่จะโกหกคำโตออกไปทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าแม่รู้ความจริงหมดแล้วแต่ความกลัวทำให้ฉันยังคงดึงดันปฏิเสธเสียงแข็งจนกระทั่งสถานการณ์มันบีบคั้นจนไปต่อไม่ไหว ฉันจึงะเิอารมณ์ใส่
"ถ้าแม่คิดว่าชาเป็คนเอาไปนักก็ถือว่าชาเป็คนเอาไปก็แล้วกัน! งั้นก็แจ้งตำรวจมาจับชาเลยสิถ้าไม่เชื่อใจลูกตัวเองขนาดนี้!"
พูดจบฉันก็สะบัดหน้าเดินหนีเข้าห้องนอนทันทีปิดประตูเสียงดังใส่แม่ทั้งที่ตัวเองเป็คนผิด จากนั้นก็ยกโทรศัพท์ขึ้นโทรหานัชเพื่อระบายเื่ที่ทะเลาะกับแม่อย่างหนักให้เขาฟังเพราะในวินาทีนั้นฉันเหลือเพียงเขาเป็ที่ยึดเหนี่ยวเดียว เสียงของเขาปลอบโยนฉันจนรู้สึกสงบขึ้นได้ภายในไม่กี่นาที
แต่เื่ราวไม่ได้จบลงแค่นั้น เช้าวันรุ่งขึ้นแม่ยื่นคำขาดว่าจะงดเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพราะเห็นว่าฉันไม่ได้ตั้งใจเรียนแถมยังเหลวไหลและบอกว่าจะเดินทางไปที่ชมรมเพื่อสอบถามความจริงให้รู้เื่แน่นอนว่าฉันจะปล่อยให้แม่ไปไม่ได้เด็ดขาดเพราะฉันไม่ได้เข้าชมรมไหนเลยสักแห่งเมื่อถูกแม่เค้นถามหนักเข้าจนมุมในที่สุดฉันก็จำต้องยอมจำนนสารภาพความจริงทั้งหมดออกไป
แม่โกรธจัดจนตัวสั่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเสียใจ และไม่ยอมพูดกับฉันั้แ่วันนั้นฉันรู้สึกผิด เศร้า และเสียใจ อยากมีใครสักคนรับฟังปัญหา จึงรีบโทรหานัชแต่ปรากฏว่าเขาไม่ยอมรับสายฉันเลยสักครั้ง ด้วยความร้อนรนและเคว้งคว้างฉันเลยลองเปิดเข้าไปดูในกลุ่มแฟนคลับเพื่อเช็กตารางงานของเขาและตัดสินใจตามไปที่กองถ่ายรายการแห่งหนึ่งที่เขามีคิวต้องไปทำงาน
ฉันแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เหมือนกับแฟนคนอื่นๆที่ไปติดตามดู แต่สิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าทำเอาฉันช็อกจนแทบสิ้นสติภาพของนัชที่กำลังนั่งกะหนุงกะหนิงจับมืออยู่กับ "วี" มันบาดตาบาดใจฉันเป็อย่างมาก
“พวกเขาสองคนคบกันั้แ่เมื่อไหร่? ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย!”
ฉันยืนสูดลมหายใจตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่ ฉันรอจนถึง่พักกอง สตาฟกำลังแยกย้ายไปพักรับประทานอาหารส่วนนัชนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ตามลำพัง ดูเป็จังหวะที่ดี ฉันเลยคิดจะเดินเข้าไปหาแต่ยังไม่ทันได้แตะตัวเขาด้วยซ้ำ จู่ๆก็มีมือปริศนาพุ่งมาดึงแขนฉันกระชากถอยหลังออกไปเสียก่อน
"เธอมาทำอะไรที่นี่!"
เสียงของวีดังขึ้นตรงหน้า
"วี.....เธอมาอยู่นี่ได้ยังไง?"
"กะแล้วว่าเขาคงไม่ได้บอกเธอสินะแต่ถึงไม่บอก วันนี้ฉันก็จะพูดให้เธอตาสว่างและเลิกโง่สักที...ฉันกับนัชเราคบกันมาั้แ่สมัยเรียน ม.ปลายแล้วพ่อของฉันเป็โปรดิวเซอร์ใหญ่ในค่ายที่นัชสังกัดอยู่"
สมองฉันตื้ออื้ออึงไปหมดหูดับตาลายจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง แต่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับนาฬิกาข้อมือเรือนหรูที่วีใส่อยู่
”ทำไมนาฬิกาเรือนนั้นที่ฉันซื้อให้วันเกิดให้นัชมันถึงมาอยู่บนข้อมือของเธอได้ล่ะ?”
"อันนี้...นัชเป็คนให้ฉันเองแหละ"
วีลอยหน้าลอยตาพูดขึ้นแบบนั้น
“งั้นเหรอ...พวกเธอคบกันจริงๆสินะ...ทำไมถึงไม่บอกฉันล่ะ”
"ก็เพราะยัยมัณฑนาตัวแสบนั่นไงล่ะคอยตามตื๊อนัชไม่เลิก ใครก็ตามที่เข้าใกล้นัชมันตามไปราวีตบตีเรียบ นัชเบื่อมันตายแต่ไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกลัวมันคลั่งไล่ทำร้ายคนอื่น"
ถึงเธอจะพูดแบบนั้นแต่ภาพที่ฉันเคยเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด...ที่ฉันเห็นนั้นคือ...ภาพที่ผู้ชายคนนั้นยืนกอดกับมัณฑนาอยู่หลังโรงอาหารอย่างกับเป็คนรักกันมากว่า
"ถ้าอย่างนั้น...เธอโกรธฉันเื่อะไร?ทั้งที่เธอก็ได้นัชเป็แฟนไปแล้ว”
วีหัวเราะเยาะเย้ย
"ก็เพราะว่าเขาใช้เธอมาประชดฉันตอนที่เราทะเลาะกันน่ะสิจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่าชอบเธอทั้งที่รู้ว่าเธอเป็เพื่อนฉันแถมเธอยังดีใจออกนอกหน้ากับคำโกหกนั้นอีก”
เธอเริ่มขยับเข้ามาใกล้และพูดเบาลง
“นิ...ฉันเห็นเธอมาคอนเสิร์ตของนัชบ่อยๆั้แ่เขาเริ่มเดบิวต์แรกๆ แล้วล่ะ ฉันแอบมองดูอยู่ตลอด รู้ไหมว่าฉันเบื่อ...เบื่อเหลือเกินกับแฟนเซอร์วิสบ้าๆ ของเขาที่ต้องคอยทำเป็ตีสนิททำตัวเหมือนรักแฟนคลับทุกคนเพื่อแลกกับการเปย์เงินสนับสนุนแต่ก็นะ... หลอกคนโง่ๆ มันง่าย โดยเฉพาะคนโง่อย่างเธอนั่นแหละ!"
หลังจากนั้น วีก็พรั่งพรูถ้อยคำเชือดเฉือนและขุดคุ้ยเื่ราวเก่าๆออกมาอีกมากมาย แต่ฉันกลับยืนนิ่งค้างเป็หินโดยไม่ได้ยินเสียงอะไรหลุดลอดเข้าหูอีกราวกับโลกทั้งใบดับวูบลงในพริบตา ขาทั้งสองข้างก้าวเดินหันหลังกลับออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุดมือไม้สั่นจนควบคุมไม่ได้ ไร้ซึ่งจุดหมายปลายทางในหัว
ฉันคิดถึงแม่ อยากจะกลับบ้านใจจะขาด แต่ก็ละอายใจเกินกว่าจะสู้หน้ากลัวว่าแม่จะเกลียดและโกรธเื่ที่ฉันขโมยเงินขโมยทองไป ในความเคว้งคว้างฉันตัดสินใจขึ้นรถเมล์สายหนึ่งนั่งไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ โดยไม่คิดที่จะลง พอสุดสายก็ขึ้นคันใหม่วนเวียนนั่งรถเมล์ไปกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนั้นตลอดทั้งวันจนถึงเที่ยวสุดท้าย
เที่ยงคืนกว่าฉันยังคงนั่งขดตัวอยู่ตรงเก้าอี้ม้านั่งแถวอู่รถด้วยความหมดอาลัยตายอยาก จู่ๆก็มีรถกู้ภัยขับเข้ามาจอดเทียบด้านหน้า เ้าหน้าที่เปิดประตูลงมาแล้วถามขึ้นด้วยความห่วงใยว่า
“น้อยเป็อะไรรึเปล่า”ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใครก่อนจะตอบสั้นๆ ว่า
"อยากกลับบ้านค่ะ..."
เ้าหน้าที่ใจดีจึงขับรถพาฉันมาส่งถึงหน้าบ้านโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงอะไรทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ ก็เห็นแม่ยืนรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจแม่พุ่งเข้ามาสวมกอดฉันไว้แน่น
"ชา...ทำไมไม่รับโทรศัพท์แม่เลยลูก เป็อะไรมากไหม...แม่ขอโทษนะที่พูดจารุนแรงใส่เมื่อวาน ชาอย่าโกรธแม่เลยนะ"
ยิ่งได้ยินเสียงแม่ คำพูดขอโทษ ฉันยิ่งเจ็บหัวใจมากขึ้นฉันคุกเข่าลงกอดแม่ร้องไห้
"แม่คะ...ชาขอโทษ.... ขอโทษจริงๆ ชาจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีกแล้ว..."
อ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่ในวินาทีนั้นราวกับช่วยชำระล้างความโง่เขลาและความทุกข์ระทมทั้งหมดในใจให้หายไปจนหมดสิ้นฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการหลุดออกจากมิติประหลาดที่ตัวเองไม่มีตัวตนอยู่จริง และหลังจากคืนนั้นเป็ต้นมาฉันก็ตัดขาดจากเื่ราวบ้าๆ ทั้งหมด เลิกติดตามวงการไอดอลอย่างเด็ดขาดกลับมาตั้งหน้าตั้งตาช่วยงานแม่ ขยันเรียนหนังสือและตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเก็บหอมรอมริบเงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อซื้อทองคืนแม่ให้ได้ในสักวันหนึ่ง
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*