ตอนที่ 20
อ๊าคคคค ตุบตุบตุบๆๆๆ~~~~~
หากให้เอ่ยถึงเสียงดังกล่าวก็คงหนีไม่พ้นร่างกายของมนุษย์หลายชีวิตที่กองอยู่ตรงหน้าของหลิงหรงในยามนี้ ในเมื่อนางให้โอกาสที่จะให้พวกเขาปรากฏตัวออกมาเองแล้วแต่พวกเขาเหล่านี้กลับเลือกที่จะปฏิเสธมันเอง หลิงหรงก็มิจำเป็จะต้องเกรงใจหรือสนใจสิ่งใดอีกต่อไป
การที่หลิงหรงใช้พลังหรือแสดงความสามารถของตนเองออกมาโดยไม่เกรงกลัวว่าพวกคนเหล่านี้จะรับรู้หรือสิ่งที่นางพยายามจะปิดบังจะไม่เป็ความลับอีกต่อไปหลิงหรงก็หาได้สนใจไม่ ในเมื่อการเป็คนธรรมดาแล้วมันลำบากหลิงหรงก็ขอเลือกเป็คนที่เก่งกาจแล้วใช้ชีวิตตามใจตนเองเสียดีกว่า
“ว่าอย่างไร ข้าให้โอกาสพวกท่านแล้วนะ นี่ถ้าไม่เห็นแก่พี่ใหญ่ข้าคงจะทำให้พวกท่านาเ็มากกว่านี้ ทั้งๆที่อายุอานามก็มากแล้วยังจะไม่รู้จักคำว่ามารยาทเสียนี่ พวกท่าน้าสิ่งใดเหตุใดถึงได้มาแอบฟังเื่ของผู้อื่นเช่นนี้ แล้วมิต้องบอกว่าพึ่งมาเล่าเพราะข้ารู้ว่าพวกท่านอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว….”หลิงหรงเอ่ยเสียงเย็น
“เหตุใดเ้าถึงได้เป็เด็กใจร้อนนักเล่า แล้วอีกอย่างข้าก็เพียงแค่อยู่ตรงนั้นมานานอย่างที่เ้าว่าแต่มิได้แอบฟังพวกเ้านะ ข้ากำลังสั่งงานคนของข้าแล้วบังเอิญได้ยินเองต่างหาก เป็พวกเ้านั่นแหละที่พากันพูดคุยกันแถวนี้จึงทำให้ข้าได้ยินไปด้วย…”เย่ตันเอ่ย
ใช่ คนพวกนี้คือพวกเย่ตันและหมอไป๋นั่นเอง และที่ตกลงมาจากต้นไม้มิใช่แค่สองคนเพียงเท่านั้นแต่ยังรวมถึงคนติดตามของทั้งสองอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่าสิบชีวิตเลยทีเดียวที่ตกลงมายังพื้นด้วยฝีมือของหลิงหรง
“เย่ตันเ้าก็ยอมรับหน่อยเถอะ เอาเป็ว่าเป็พวกข้าเองที่เสียมารยาท แต่พวกข้ามิได้้าแอบฟังพวกเ้าพูดคุยกันจริงๆนะมันเป็เื่บังเอิญ แต่จะว่าไปเ้าช่างแข็งแกร่งยิ่งนักนี่สินะถึงเป็เหตุผลมิอยากไปเป็ศิษย์ในสำนักของพวกข้า นับว่ามีพร์ยิ่งนัก ไหนจะมีสัตว์อสูรในพันธะสัญญาอีก ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดา…”ครานี้เป็ไป๋หลงหรือท่านหมอไป๋กล่าวขึ้น
อีกทั้งเขายังชื่นชมในตัวหลิงหรงเอามากๆเสียอย่างนั้นทั้งๆที่ตนนั้นถึงหลิงหรงทำให้เจ็บตัว แต่ที่ไป๋หลงไม่คิดมากเป็เพราะเขาคิดว่าเป็เพราะบางทีหลิงหรงโจมตีตนโดยไม่ทันตั้งตัวจึงทำให้ผลออกมาเป็เช่นนี้ เขาไม่สงสัยเลยว่าที่หลิงหรงโจมตีตนได้เป็เพราะหลิงหรงมีระดับที่สูงกว่า
“เอาล่ะข้าขอโทษก็ได้ ว่าแต่เ้ามิเปลี่ยนใจไปศึกษาที่สำนักของพวกข้าจริงๆหรือ?”เย่ตันเอ่ยถามหลิงหรงทั้งๆที่คราแรกยังเอ่ยไม่ดีกับหลิงหรงอยู่เลย แต่นั่นก็เพราะเขากำลังโมโหที่ตัวเองถูกลอบโจมตีทีเผลอเท่านั้นเอง ทว่าในเื่ความสามารถและระดับพร์ของหลิงหรงแล้วเย่ตันนับว่าหลิงหรงเป็บุคคลที่ควรค่าแก่การรับเป็ศิษย์ยิ่งนัก และที่สำคัญเป็บุคคลที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไปโดยง่าย
“หึหึ ข้าได้เอ่ยตอบคำถามนี้กลับพวกท่านไปแล้ว เอาเป็ว่าข้าจะไม่ติดใจเื่ที่พวกท่านแอบฟังเื่ที่พวกข้าพูดคุยกันเมื่อครู่ก็ได้”หลิงหรงไหวไหล่เล็กน้อย
“….”สองผู้าุโที่ถูกเด็กน้อยตรงหน้าลูบคมแล้วยังไม่สนใจหรือใส่ใจในสิ่งที่พวกเขาเอ่ยอีกก็ได้แต่อึ้งเพราะั้แ่ที่พวกเขาเกิดมายังมิเคยมีใครมาทำกิริยาเช่นนี้กับพวกเขาเลยสักคน นี่นับว่าหลิงหรงเป็คนแรกและอาจเป็คนเดียวที่แสดงท่าทีเช่นนี้แก่คนทั้งสอง
“นับว่าเป็เด็กที่สามารถถือดีได้ล่ะนะ นี่หรือเด็กที่พวกเ้า้าให้ข้าตามหาให้?”ชายคนหนึ่งที่ตกลงมาพร้อมๆกับทุกคนเอ่ยขึ้นหลังถูกเมินมาสักครู่ใหญ่แล้ว
“อ่า ฮ่าๆๆๆๆ นี่แหละนี่แหละเป็อย่างไรน่าสนใจเช่นที่ข้าได้บอกไปก่อนหน้าหรือไม่? แต่จะว่าไม่น่าสนใจก็มิได้เพราะขนาดทำให้คนอย่างเ้าและพวกข้าตกลงมานอนกองกับพื้นราวผลไม้ร่วงได้นี่ก็นับว่าน่าสนใจแล้ว”เย่ตันเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงสภาพที่พวกตนก่อนหน้า
“…???”หลิงหรงที่พึ่งสังเกตเห็นชายคนนี้หรืออาจจะเพราะก่อนหน้าไม่ได้สนใจสิ่งใดก็เอียงคอเล็กน้อยเพราะกำลังสงสัยว่าชายคนนี้เป็ใคร
“โอ้จริงสิ นี่แหละคือเ้าหนูที่พวกข้า้าให้เ้าตามหาแต่ทว่ายามนี้คงมิจำเป็แล้วล่ะ เช่นนั้นเ้าก็กลับไปเถอะเ้าหมดประโยชน์แล้ว”หมอไป๋เอ่ยออกมาตรงๆโดยไม่รักษาภาพรักษาหมอเทวดาผู้ทรงภูมิเลยสักนิดทั้งๆที่ก่อนหน้าที่ทุกคนในครอบครัวหลิงหรงเห็นออกจะเป็คนนิ่งๆใจดีสุขุมแท้ๆ
ส่วนคนที่ถูกสหายของตนที่รู้จักกันมานานเอ่ยไล่กับไปหลังหมดประโยชน์แล้วก็ได้แต่รู้สึกไม่พอใจจนใบหน้าเหยเกออกมา แต่แล้วสุดท้ายคนทั้งสามก็หัวเราะดังลั่นออกมาราวกับตลอดเวลาที่หลิงหรงมองหรือฟังอยู่มันเป็เพียงการหยอกล้อหรือการละเล่นของเด็กน้อยที่เป็สหายคนสนิทเท่านั้น
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
“…..”หลิงหรงที่กำลังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าก็ได้แต่ยืนนิ่ง แต่ภายในใจของนางนั้นกลับสถบคำหยาบคายต่างๆนาๆออกมาไม่หยุดเพราะความไม่เข้าใจนี้ แต่ต่อให้ภายในกำลังแสดงสิ่งใดออกมาแต่ภายนอกกลับนิ่งสนิทสายตาก็จับจ้องไปยังชายตรงหน้าทั้งสามไม่วางตา อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไปดวงตาของหลิงหรงก็ยิ่งลุ่มลึกเข้าไปอีกยากจะรู้ได้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
เมื่อสามสหายในวัยห้าร้อยกว่าปีเห็นว่าการแสดงของตนนั้นไม่ได้ทำให้กำแพงหินมนุษย์ตรงหน้าสั่นคอนได้เลยจึงหยุดการกระทำก่อนหน้าลง และหันมากล่าวในสิ่งที่ตนเองคิด
“เอาล่ะพวกข้าไม่ล้อเ้าเล่นแล้วก็ได้ ช่างเื่อื่นๆก่อนเถอะเอาเป็ว่าเื่ก่อนหน้าพวกข้าขอโทษก็แล้วกัน ในเมื่ออย่างไรเ้าก็รู้แล้วว่าพวกข้าได้ยินในสิ่งที่พวกเ้าพูดคุยกันแต่ข้าก็ไม่สนใจหรอกนะเื่ที่ข้าสนใจคือเื่ของพี่ชายของเ้าเสียมากกว่า ในเมื่อเขาเลือกจะยอมรับข้าเป็อาจารย์แล้วข้าก็คงมิมีสิ่งใดค้างคาใจอีก ข้าฝากบอกเขาด้วยว่าข้าจะไปทำธุระในเมืองสักสองสามวันแล้วข้าจะกลับมารับคารวะน้ำชาจากเขาก็แล้วกัน”ไป๋หลงเอ่ยด้วยท่าทีที่จริงจังเล็กน้อยและกลับมาเป็คนที่ท่าทางดูเป็หมอเหมือนเดิมก่อนหน้า
หลิงหรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ และตัวของนางเองก็หาได้ติดใจเื่ก่อนหน้าแต่อย่างใด เพราะเื่ที่คนเหล่านี้อยู่จุดนั้นหลิงหรงนั้นรับรู้อยู่ก่อนแล้วและก็เป็เช่นที่พวกเขากล่าวว่ามิได้มาแอบฟังพวกตนจริงๆ แต่ทว่าสิ่งที่หลิงหรงทำไปก่อนหน้าเป็เพียงการทดสอบพวกเขาเท่านั้นเพราะหากเป็คนอื่นพวกเขาคงมิสามารถสงบสติอารมณ์ได้มากเพียงนี้หากถูกเด็กน้อยเช่นหลิงหรงลูบคมเช่นนี้
“แล้วท่านจะพาอาหรงไปด้วยเมื่อใดขอรับ?”หลิงหรงถามออกไปเพราะนาง้ารู้คำตอบจะได้วางแผนเพิ่มหลักสูตรเร่งรัดให้พี่ชายฝาแฝดของตนให้มากขึ้น แม้มันอาจจะไม่ได้แกร่งมากแต่ให้เพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็ก็ดีมิน้อยหลิงหรงคิดเช่นนั้น
“ข้าคิดว่าจะยังไม่พาเขาไปด้วยในยามนี้เพราะเขายังมิได้ฝึกเริ่มต้นเลย ข้าจะสั่งสอนเขาที่นี่ก่อนสักประมาณหนึ่งเดือนแต่จะเรียกว่าสั่งสอนก็มิถูกทั้งหมด ข้าจะแนะแนวทางและมอบทรัพยากรให้เขาเพียงเท่านั้น เพราะทุกคนที่เข้าสำนักล้วนแต่ถูกฝึกฝนเช่นนี้กันทั้งนั้นเพื่อความแข็งแกร่งและที่สำคัญนี่คือการฝึกความอดทนและกระตุ้นความเพียรของเขาเอง”ไป๋หลงเอ่ย ส่วนหลิงหรงเองก็เข้าใจในการฝึกฝนของคนที่นี่จึงพยักหน้ารับเบาๆ ไป๋หลงเห็นว่าหลิงหรงพยักหน้าอย่างเข้าใจก็กล่าวต่อ
“ข้าได้ยินที่เ้ากล่าวก่อนหน้าแล้วข้าคิดว่าเ้าชั่งเป็เด็กที่เข้าใจโลกกว้างยิ่งนักเสียดายเหลือเกินที่เ้ามีอาจารย์แล้ว สิ่งที่เ้าเอ่ยมาล้วนแล้วแต่ถูกต้องทั้งสิ้น คนเราเกิดมาล้วนแล้วแต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยตนเองไม่มีใครหยิบยืมจมูกคนอื่นหายใจได้ตลอดไป การที่เ้า้าให้พี่ชายยืนด้วยลำแข้งตนเองได้นั้นเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ข้าไม่รู้ว่าความเป็มาของครอบครัวเ้าจะเป็เช่นไรมีความผูกพันกันมากแค่ไหนแต่อาหรงช่างดูเชื่อมั่นในตัวเ้าเหลือเกิน แม้แต่บิดาของเ้ายังต้องขอความคิดเห็นเ้าเมื่อข้าได้ยินความคิดเห็นของเ้าแล้วข้ามิแปลกใจเลยเหตุใดพวกเขาถึงยอมให้เ้าเป็ผู้ตัดสินใจในชีวิตของพวกเขา….”ไป๋หลงเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเขายังรู้สึกว่าหลิงหรงเป็เด็กหนุ่มที่มีความคิดเป็ผู้ใหญ่เกินตัวยิ่งนัก
“ท่านชมข้าเกินไปแล้ว ข้าก็เพียงเด็กธรรมดาทั่วไปเท่านั้นแหละขอรับ และที่ข้าคิดเช่นนั้นเพราะข้า้าให้คนในครอบครัวของข้าได้ในสิ่งที่ดีๆก็เท่านั้น ข้าไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนใครได้แต่ในฐานะคนในครอบครัวเดียวกันข้าทำได้เพียงรับฟังและแนะนำหรือเสนอความคิดในสิ่งที่คิดว่าดีต่อตัวพวกเขาเท่านั้น ส่วนเื่พวกเขาจะตัดสินใจเช่นไรก็ล้วนแล้วแต่ตัวพวกเขาแล้ว”หลิงหรงกล่าวออกไปนิ่งๆ
“นี่เด็กน้อย ข้าขอถามหน่อยสิหากเ้ากล่าวเช่นนั้นแล้ว หากว่าพวกเขาตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ผิดและได้นำตนเองไปยังที่ที่อันตรายต่อชีวิตพวกเขาเล่าเ้าจะยังให้พวกเขาเลือกเองอีกเช่นนั้นหรือ?”เตี่ยอี้หยงหรือชายที่ถูกตามมาให้ช่วยหาตัวหลิงหรงเอ่ยถามขึ้นหลังเงียบฟังอยู่นาน
หลิงหรงเมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นนางก็หาได้มีการแสดงสีหน้าออกมาแต่อย่างใด หากเต่หลิงหรงกลับนิ่งแล้วจ้องมองไปยังดวงตาของคนถามราวกับว่ากับลังค้นหาสิ่งใดอยู่ เมื่อหลิงหรงนิ่งเงียบไปได้เพียงครู่หนึ่งก็เปิดปากพูดอีกครั้ง
“ข้าก็เพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งตามที่ข้าได้บอกกับพวกท่านไปก่อนหน้านี้และที่สำคัญข้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจทางเดินของชีวิตใครทั้งนั้นแม้แต่คนในครอบครัว คนเราเกิดมาล้วนแล้วแต่มีนิสัยและการเป็อยู่ที่เติบโตมาต่างกันต่อให้คนเ่าั้จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันพ่อแม่เดียวกันแต่ใครจะรู้ว่าพวกเขาเติบโตมาแล้วจะเหมือนกัน? การที่ท่านถามเช่นนี้ข้าก็ตอบได้แต่ว่าต่อให้พวกเขาจะเลือกทางไหนก็ตามจะดีจะร้ายอย่างไรข้าไม่รู้ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าตอบท่านได้อย่างชัดเจนและมันจะเป็ไปตามนั้นก็คือ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขามีอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน”
“เ้าไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ตลอดไปหรอกนะเด็กน้อย…”หลิงหรงยังพูดไม่จบอี้หยงก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ใครว่าข้าจะปกป้องพวกเขาตลอดไป ก็อย่างที่ข้าได้เอ่ยไปก่อนหน้าพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง ในเมื่อข้าไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ตลอดไปข้าก็ต้องมีหนทางที่จะทำให้พวกเขาเป็อันตรายน้อยที่สุดสิขอรับ แต่จะทำอย่างไรนั้นพวกท่านอย่าได้รู้เลย พวกท่านอาจจะมองว่าที่ข้ากล่าวไปนั้นเป็เพียงวาจาที่หยิ่งผยองโอ้อวดของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแต่นั่นมันก็แล้วแต่พวกท่านจะคิดเพราะข้ามิสามารถห้ามความคิดของใครได้ เอาล่ะข้าว่าข้าพูดมาเกินไปแล้วหากข้าเอ่ยวาจาแลดูไม่เคารพผู้าุโทั้งหลายก็ขออภัยด้วยนะขอรับเพราะข้าก็เป็คนพูดตรงๆเช่นนี้…ข้าขอตัวขอรับ…”หลิงหรงเอ่ยจบก็หันหลังเดินเข้าเรือนไปยังห้องของตนเองทันที
ส่วนสามสหายที่อายุไม่น้อยที่ถูกเด็กน้อยเดินหนีออกไปก็ได้แต่มองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งสามจะยกยิ้มเล็กน้อยแล้วทะยานตัวออกไปให้ไกลจากตัวบ้านหลังนี้อีกเล็กน้อยและกลับมาพูดคุยถึงเื่ที่ยังปรึกษากันค้างคาอยู่ก่อนหน้านี้ต่อ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งสามคิดเห็นตรงกันคือหลิงหรงนั้นน่าสนใจ
หากกล่าวตามตรงแล้วชื่อเสียงของทั้งสามก็หาได้ยิ่งหย่อนไปกว่าชื่อเสียงของกลุ่มมหาอำนาจอื่นๆเลย ว่ากันตามตรงแล้วมีใครบ้างที่ไม่รู้จักพวกเขาทั้งสามหากได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ไป๋หลงนั้นมีนามเต็มๆว่าเสวียไป๋หลงเขาเป็หมอที่มีความสามารถสูงมากจนทุกคนยกย่องเขาว่าเป็หมอเทวดาและไป๋หลงยังเป็ถึงพี่ชายคนรองของเ้าสำนักหยกจันทราผู้ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดนั่นอีกด้วย
เย่ตันหรือฉางเย่ตันแม้จะบอกว่าเป็เพียงผู้าุโของสำนักนิลกาล แต่หากสืบจากชื่อเสียงของพวกเขาจริงๆแล้วเขาก็เป็ผู้เยี่ยมยุทธ์และแข็งแกร่งเอามากๆคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ สุดท้ายคือเตี่ยอี้หยงที่แม้อดีตจะเป็หนึ่งในอาจารย์ที่สอนในสำนักหยกจันทราหากแต่เขาก็เป็ถึงประมุขของหอข่าวที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งห้าแคว้นแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งสามแม้จะเป็คนมีชื่อเสียงแต่พวกเขาก็ไม่ค่อยได้ให้ผู้ใดพบเห็นหน้าตาที่แท้จริงเท่าใดนักอาจจะมีบ้างแต่ก็ยังนับคนได้แต่จะเป็หน้าตาที่แท้จริงหรือไม่นั่นก็อีกเื่หนึ่งนะน่ะ
.
.
.
หนึ่งเดือนผ่านไป
นี่ก็นับว่าครบกำหนดที่ไป๋หลงได้บอกแก่หลิงหรงไว้แล้วว่าจะพาหลี่หรงไปเข้าสำนักในฐานะลูกศิษย์สายตรงของตนอย่างเป็ทางการทุกคนจึงตื่นแต่เช้าเพื่อมารอส่งหลี่หรงหน้าบ้านกันทุกคน ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็เป็เช่นไป๋หลงได้เอ่ยเอาไว้คือเขาไม่ได้สอนโดยตรงแต่ให้เพียงตำราและแนะนำในสิ่งที่หลี่หรงไม่เข้าใจเท่านั้น
แต่ส่วนมากหลี่หรงก็จะมีเฮยเซ่อคอยฝึกฝนให้อยู่แล้วไป๋หลงจึงไม่ค่อยได้ให้คำแนะนำกับหลี่หรงโดยตรงมากนัก และการที่หลี่หรงถูกเฮยเซ่อคอยฝึกฝนให้ไป๋หลงก็รับรู้และก็ไม่ได้ว่ากล่าวหรือแสดงออกมาว่าไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะไป๋หลงเองก็ดูจะสนใจในสิ่งที่เฮยเซ่อสั่งสอนหลี่หรงเช่นกันและมันยังไม่ใช่สิ่งที่ไป๋หลงจะสอนหลี่หรงให้เข้าใจได้มากเช่นกันด้วยเพราะเฮยเซ่อนั้นสอนเกี่ยวกับการต่อสู้การใช้อาวุธซึ่งไป๋หลงเป็หมอเขาไม่ได้สอนเกี่ยวกับเื่พวกนี้แม้จะสอนได้แต่ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเช่นที่เฮยเซ่อสอนอยู่
จะมีบ้างที่ไป๋เซ่อมาอยู่กับหลี่หรงเพราะไป๋เซ่อมีหน้าที่ทำให้ระดับพลังของหลี่หรงก้าวหน้าและนี่ก็เป็อีกเื่ที่ทำให้พวกไป๋หลงแปลกใจในตัวของทั้งสอง ทั้งความสามารถ ความรู้และความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถตรวจจับได้นับว่าทั้งสองเป็บุคคลที่ลึกลับนัก ไม่มีข้อมูล ไม่มีประวัติ แม้แต่ชื่อเสียงพวกไป๋หลงที่ลองให้อี้หยงสืบดูก็ไม่สามารถหามาได้เลย แต่สิ่งเหล่านี้พวกหลิงหรงหาได้สนใจเสียเมื่อไรพวกนางนั้นรู้ทุกอย่างแต่แล้วอย่างไรอยากรู้ก็หาเองถ้าหาได้ละนะ…และมันก็เป็เช่นนั้นไม่มีใครหาความเป็มาของทั้งสองได้อย่าว่าแต่สิงจิ้งจอกเลยแม้แต่ตัวหลิงหรงพวกไป๋หลงยังไม่ได้ข้อมูลอันใดไปเลยนอกจากความเป็มาของครอบครัวของหลิงหรงเท่านั้น….
หน้าบ้านของเรือนหลังน้อยที่อัดแน่นไปด้วยครอบครัวที่อบอุ่น
ทุกคนที่อยู่กับหลี่หรงต่างก็เอ่ยคำลากันอยู่เพียงครู่ เมื่อล่ำลากับเสร็จเรียบร้อยแล้วหลี่หรง ไป๋หลง เย่ตันและทุกคนที่ติดตามก็ขึ้นไปบนหลังม้าแล้วออกเดินทางในเวลาต่อมา แต่ก่อนที่หลี่หรงจะขึ้นบนหลังม้าหลิงหรงก็ได้มอบแหวนมิติที่ดูเหมือนแหวนธรรมดาๆหนึ่งวงให้แก่หลี่หรงและกล่าวออกไปเล็กน้อย
“นี่ข้าให้ท่านหยดเืลงไปซะแล้วท่านจะรู้เอง นี่อาหรงหากมีภัยร้ายแรงหรือมันมีเหตุให้ชีวิตเ้าตกอยู่ในอันตรายจงใช้ขลุ่ยที่อยู่ในแหวนนี่เป่าหนึ่งครั้งยาวๆเสียแล้วจะมีคนไปช่วยเ้า จงจำไว้เ้าจงทำทุกอย่างเพื่อตนเอง รักตัวเองให้มากๆอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆและอย่าเป็คนดีเกินไปแต่ก็อย่าได้เห็นแก่ตัว….”หลิงหรงเอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินแค่สิงคนแต่น้ำเสียงที่ใช้ก็หนักแน่นและจริงจังเช่นกัน
“พี่เข้าใจแล้วอาหลิง พี่จะจำไว้แล้วพี่จะรีบกลับมาทำตามสัญญาขอบคุณตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ฝากดูแลท่านพ่อด้วยนะ”หลี่หรงดึงหลิงหรงเข้ามากอดแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อือ อย่าได้ห่วงไปเลย เ้าไปเถิดเสียเวลามากแล้ว…”หลี่หรงที่ได้ยินเช่นนั้นก็คลายอ้อมกอดลงขยับมามองหน้าหลิงหรงเล็กน้อยแล้วยิ้มบางออกมาก่อนจะขึ้นบนหลังม้าและจากไป
หลิงหรงที่ยืนส่งหลี่หรงเป็คนสุดท้ายจนกระทั่งหลี่หรงหายไปจากคันรองสายตานางก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบากับตนเองแต่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนอีกทั้งยังจ้องมองไปยังทางที่หลี่หรงจากไปก่อนหน้าด้วย
“ข้าหวังว่าท่านจะทำตามสัญญานะท่านพี่ เอาล่ะ นี่ก็ถึงเวลาทำให้ครอบครัวนี้มั่นคงและอยู่อย่างสุขสบายเสียที…ไปกันเถอะอาเฮยอาไป๋……”กล่าวจบหลิงหรงก็พุ่งตัวนำหน้าทั้งสองจิ้งจอกหนุ่มไปยังเขตป่าอสูรที่ห่างไกลจากบ้านที่นางอยู่มากพอสมควรและมันยังเป็ป่าที่มีสัตว์อสูรอยู่จำนวนมากอีกด้วย และที่สำคัญมันยังมีสมุนไพรหลากหลายอีกด้วยแล้วนี่แหละคือสิ่งที่หลิงหรง้า
ฟุบ ฟุบ ฟุบ~~~~~
“เอาล่ะพวกเ้าพร้อมกันแล้วนะ เรามาเริ่มหาทรัพยากรในการสร้างรายได้กันเถอะ ใครหาได้มาสุดข้ามีรางวัลให้”เมื่อหลิงหรงมาถึงก็พบกับคนของนางที่มารออยู่ก่อนหน้านี้แล้วก็เอ่ยบอกทันที
“รางวัลเป็อะไรหรือขอรับนายหญิง”ชายที่เป็หัวหน้ากลุ่มที่ดูค่อยข้างจะรู้จักและสนิทกับหลิงหรงมากพอสมควรเอ่ยถามขึ้น
“รางวัลครั้งนี้ไม่ทำให้พวกเ้าผิดหวังแน่นอนอาลู่ ครั้งนี้เป็อาวุธธาตุ…”หลังจากที่ทุกคนได้ยินคำตอบจากปากหลิงหรงก็ทำตาเป็ประกายกันทั้งนั้น และคนที่มาช่วยหลิงหรงหาทรัพยากรในครั้งนี้คือหน่วยค้นหาของหอประมูลประจำแคว้นหลงซานนั่นเองซึ่งมีจำนวนเพียงสิบคนเท่านั้น
“พวกเราเข้าไปกันเถอะนายหญิง ประเดี๋ยวจะกลับค่ำเอาคนอื่นจะห่วงท่านอีก”เฮยเซ่อเอ่ยขึ้น
“ข้าโตแล้วน่าอาเฮยทำอย่างกับข้าไม่เคยออกจากบ้านได้ และอีกอย่างข้าได้บอกพวกเขาเอาไว้แล้วน่า….”หลิงหรงเอ่ยตอบด้วยท่าทีเบื่อหน่ายเล็กน้อยแต่ก็ดูจะมีความสุขอยู่ในทีที่มีคนคอยเป็ห่วงอยู่ข้างหลัง เพราะมันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นใจยิ่งนักสำหรับคนที่เคยเป็เด็กกำพร้าเช่นนางมาก่อน การมีครอบครัวก็ไม่ได้เลวร้ายเช่นที่นางคิดเอาไว้ก่อนหน้ามันจึงทำให้หลิงหรงดูมีชีวิตชีวามากกว่าแต่ก่อนยิ่งนักแม้จะได้รู้จักกับพวกเขาเพียงเดือนกว่าๆเท่านั้น
“ดีแล้วขอรับ”
“เอาล่ะ แยกย้าย…”สิ้นคำสั่งทุกคนก็หายไปจากจุดที่เคยยืนอยู่ทันทีพร้อมกับมุ่งหน้าเข้าไปยังเขตป่าที่นับว่าอันตรายมากอยู่พอสมควรแต่สิ่งที่จะได้ตอบแทนกับความเสี่ยงนี่นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มและหลิงหรงมั่นใจว่าในป่าแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดทำร้ายคนของนางได้อย่างแน่นอน แต่ต่อให้ทำได้ก็ไม่ถึงแก่ชีวิตหลิงหรงกล้าเอาชีวิตตนเองเป็ประกันได้เลยเพราะคนที่มานั้นระดับไม่ต่ำกว่าระดับ 8 ขั้นต่ำเข้าไปแล้วนั้นเอง
#หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับการอ่านนิยายที่เราแต่งนะคะ##
#ขอบคุณค่ะ##