ตอนที่ 2
ตำราต้องห้าม
ภายใต้แสงเทียนสลัวประตูห้องคุณหนูอันหลงซีค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ
เสียงฝีเท้าแตะลงบนพื้นเบาราวกับขนนุ่นก่อนจะหยุดลงตรงร่างหญิงสาวที่นอนจมกองเือยู่บนพื้นจูเหลี่ยวหมินย่อตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าของนางคือคุณหนูอันหลงซี
กลิ่นเืคละฟุ้งไปทั่วทั้งห้องนางยกมือขึ้นตรวจดูลมหายใจอีกฝ่าย อันหลงซียังไม่ตายทว่าลมหายใจแ่เบาจวนจะสิ้นใจในอีกไม่ช้าจูเหลียวหมินไม่ได้ออกไปบอกให้สาวใช้ไปทูลท่านอ๋องนางพยุงร่างของคุณหนูอันหลงซีไปวางไว้บนเตียงนอนด้วยแรงทั้งหมดที่มีใช้เท้าเตะไปยังร่างของสาวใช้ที่นอนอยู่บนพื้นห้อง เพื่อให้แน่ใจว่านางสลบไปจริงๆก่อนจะหันกลับมาสนใจอันหลงซีต่อ
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้างามนางขึ้นไปนั่งบนเตียงเดียวกันกับคุณหนูอันหลงซี หลับตากำหนดสมาธิก่อนจะร่ายคาถาต้องห้ามแห่งวิถีมารพึมพำเสียงเบา
จูเหลี่ยวหมินถูกนายหญิงของหอนางโลมบังเอิญพบเจอระหว่างเดินทางไปเหนือนายหญิงเห็นว่าเด็กสาวหน้าตาดีผิวพรรณเกลี้ยงเกลาจึงคิดที่จะเลี้ยงไว้ให้เป็นางโลมในหอของตนเอง
ในตอนนั้นจูเหลี่ยวหมินมีอายุเพียงห้าขวบเสื้อผ้ามอมแมมแต่ยังฉายแววงดงามและความเฉลียวฉลาดให้เห็นนางเรียกหญิงวัยกลางคนว่าท่านแม่อย่างไม่ลังเลราวกับว่าหญิงแปลกหน้าคนนั้นเป็แม่ของนางจริงๆ
แววตาที่ดูใสซื่อทำให้นายหญิงของหอนางโลมถูกใจนางั้แ่แรกพบรับเด็กสาวเดินทางไปด้วยกันกับตน มอบเสื้อผ้าอาหารการกินที่ดีให้แก่นางอีกทั้งยังเลี้ยงดูนางอยู่ข้างกายั้แ่นั้นมา
จูเหลี่ยวหมินอยู่กับนายหญิงเป็เวลาสิบปีนางย่อมได้เห็นและเรียนรู้วิชาต้องห้ามมาไม่น้อย ในตอนที่นางอายุครบสิบปีนายหญิงที่เปรียบเสมือนดั่งมารดาอีกคนของนาง ้าที่จะทดลองเปลี่ยนร่างใหม่จึงให้ลูกน้องไปเสาะแสวงหาเด็กสาวหน้าตางดงามมาเพื่อทดลอง
ในยามนั้นนางได้อยู่ร่วมชมดูพิธีสำคัญกับนายหญิงด้วยทว่าน่าเสียดายที่นายหญิงกระทำมันไม่สำเร็จหลังจากนั้นนายหญิงก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยมีเพียงลมหายใจแ่เบาเท่านั้นที่ยังบอกได้ว่านายหญิงยังไม่ตาย
แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงอยู่กับนายหญิงเพื่อปรนนิบัติทดแทนบุญคุณเป็อย่างดีจนกระทั่งอายุได้สิบห้าปีจึงได้เดินทางกลับมายังเมืองหลวงสร้างชื่อเสียงให้กับหอนางโลม จนกลายมาเป็นางโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง
วิชาต้องห้ามนี้นางมาสืบทราบในภายหลังว่าได้รับมาจากบุรุษคนหนึ่งที่อ้างตนเองว่าเป็เทพเซียนเดินทางข้ามมิติเวลามายังโลกที่พวกนางอาศัยอยู่ก่อนจากไปเขาได้มอบตำราวิชาต้องห้ามให้กับนายหญิงเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ให้ที่อยู่ที่กินกับเขาอย่างสุขสบายในตอนที่เขาาเ็สาหัส
หากว่าวิชานี้แพร่งพรายออกไปย่อมไม่ส่งผลดีกับนายหญิง ดังนั้นนายหญิงจึงเก็บรักษาตำราเล่มนี้ไว้เป็อย่างดีมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้รับความไว้วางใจให้ศึกษาอ่านเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายหญิง
จากเหตุการณ์ในวันนั้นนางได้ไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงค้นพบความลับสำคัญบางอย่างในตำราต้องห้ามเล่มนั้นครั้งนี้นาง้าที่ทำเช่นเดียวกันกับนายหญิง ตำแหน่งในจวนจวิ๋นอ๋องสำคัญกับนางเป็อย่างมากอีกทั้งยังมีความมั่นใจมากกว่าเจ็ดส่วนว่านางจะกระทำมันสำเร็จ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดร่างของคุณหนูอันหลงซีกระตุกอย่างแรงสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไปและเช่นเดียวกันกับที่ิญญาของจูเหลี่ยวหมินทำการถอดิญญาได้สำเร็จเข้าไปแทนที่ร่างไร้ิญญาของคุณหนูอันหลงซี
ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้อยู่ๆ ก็มีแสงสีฟ้าขาวตกลงมาจากบนท้องฟ้าพุ่งหลาวด้วยความเร็วแสงผ่านเข้าไปในเรือนรับรองห้องของคุณหนูอันหลงซีแสงสีฟ้าขาวปะทะเข้ากับิญญาของจูเหลี่ยวหมินที่เพิ่งผนึกิญญาเข้ากับกายเนื้อของคุณหนูอันหลงซีเกิดเป็แสงสว่างวาบหนึ่งครั้งก่อนที่แสงนั้นจะกระเด็นออกไปอย่างไร้ทิศทางและบังเอิญไปผนึกเข้ากับร่างเดิมของจูเหลี่ยวหมิน
หญิงสาวทั้งสองแน่นิ่งไปท่านยมทูตกับเทพโชคชะตาตามหลังแสงสีฟ้าขาวมาแบบพุ่งหลาวเหมือนกันแต่ก็ช้าไปเพียงก้าวเดียว
"จะเอาอย่างไรดีขอรับ" ยมทูตขาวหันไปถามกับท่านเทพโชคชะตา
ตำราปรากฏบนฝ่ามือของเทพโชคชะตาเขาเปิดตำราหารายชื่อหญิงสาวทันที ครู่ต่อมาหัวคิ้วทั้งสองพลันขมวดเข้าหากันยุ่งเหยิง
"ปล่อยให้เป็เช่นนี้เถิด" จากนั้นท่านเทพโชคชะตาพลิกฝ่ามืออีกครั้งดึงเอาลูกแก้ววาวใสออกมาจากร่างของคุณหนูอันหลงซี เขาผลักเบาๆไปยังร่างของจูเหลี่ยวหมิน
"เสร็จหน้าที่ของพวกเราแล้ว ไปกันเถิด" เทพโชคชะตาบอกกับยมทูตขาว
"แล้วลูกแก้วความทรงจำของิญญาอีกดวงล่ะขอรับ"ยมทูตขาวยังไม่ยอมที่จะจากไปเมื่อครู่นี้ที่เขาไล่ตามดวงิญญาหญิงนางนี้มาก็เพื่อที่จะนำลูกแก้วดวงนั้นกลับคืน
"ถือเสียว่าชดเชยให้กับนางก็แล้วกันหลังจากนี้ก็ให้นางเป็คนเลือกเอาก็แล้วกันว่าจะเลือกเดินทางไหน"
หนึ่งเทพหนึ่งยมทูตกลับไปแล้วภายในห้องตกอยู่ในความมืด เทียนเล่มเล็กถูกจุดจนหมดไส้แล้ว
รุ่งเช้าวันถัดมาเสียงประตูหน้าห้องคุณหนูอันหลงซีเปิดออกอีกครั้งพ่อบ้านเคาะประตูเรียกอยู่สามครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านในจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับสาวใช้ที่จัดหามาเพื่อแต่งตัวให้กับคุณหนูอันหลงซีในเช้านี้
ทันทีที่พ่อบ้านเดินเข้ามาในห้องเขาก็ต้องใจนใบหน้าซีด นอกจากร่างของคุณหนูอันหลงซีนอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้วยังมีร่างของหญิงสาวอีกคนนอนรวมกันอยู่บนเตียงอีกด้วย
"พวกเ้าไปปลุกสาวใช้ของคุณหนูอันหลงซี"พ่อบ้านชี้มือไปยังร่างของสาวใช้ นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นห้อง"ส่วนเ้ารีบไปรายงานกับท่านอ๋อง"
พ่อบ้านจัดการสั่งสาวใช้ทั้งสองคนเรียบร้อยแล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงคุณหนูอันหลงซี "เ้ามานี่"เขากวักมือเรียกสาวใช้อีกคน สั่งให้สาวใช้ใช้มืออังไปที่จมูกของหญิงสาวทั้งสอง
"ยังหายใจอยู่ทั้งสองคนเ้าค่ะ"
พ่อบ้านมีสีหน้าโล่งอกกวาดตามองสำรวจข้าวของภายในห้องสายตาสะดุดเข้ากับกองเืที่แห้งเกรอะกองหนึ่งข้างโต๊ะน้ำชาเมื่อพิจารณาแล้วน่าจะเป็เืของคุณหนูอันหลงซีเพราะที่มุมปากและสาบเสื้อของนางยังมีรอยเืแห้งแล้วติดอยู่แต่ที่น่าแปลกใจเห็นจะเป็สตรีอีกนางที่กำลังนอนไม่ได้สติคู่กันกับคุณหนูอันหลงซีบนเตียง
"คุณหนูอันหลงซี คุณหนูจูเหลี่ยวหมิน"
พ่อบ้านปลุกหญิงสาวทั้งสองทว่าพวกนางยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ
"เกิดอะไรขึ้น" ท่านอ๋องหลี่เหยียนจวิ๋นเสด็จเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน
"กระหม่อมนำสาวใช้เข้ามา ก็เห็นพวกนางทั้งสองนอนอยู่บนเตียงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"พอดีกับที่สาวใช้คนสนิทของคุณหนูอันหลงซีฟื้นขึ้นมาพ่อบ้านจึงรีบไปนำตัวนางมาให้ท่านอ๋องสอบถาม
จิงฮุยตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้ามึนงงมองดูท่านอ๋องและพ่อบ้านพลันนึกถึงนายหญิงของตนเอง
สาวใช้คนสนิทไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อคืน หลังจากที่นางโลมคนนั้นยกถาดอาหารเข้ามาให้ตนในห้อง ตนก็กินอาหารจนหมดแล้วนางโลมคนนั้นบอกว่าจะช่วยยกออกไปให้กับสาวใช้ที่อยู่ด้านนอกเองให้ตนอยู่เฝ้าคุณหนูต่อไป และหลังจากนั้นจิงฮุยก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
เมื่อท่านอ๋องได้ฟังเื่ราวจากสาวใช้คนสนิทของอันหลงซีเขาก็พอที่จะคาดเดาเหตุการณ์ได้บ้างแล้วจึงสั่งให้พ่อบ้านไปตามหมอเข้ามาตรวจดูอาการของพวกนาง
ท่านหมอคนเดิมกับผู้ช่วยของเขาถูกเชิญมายังจวนอ๋องอีกครั้งครั้งนี้กลับต้องแปลกใจเมื่อชีพจรที่เพิ่งตรวจไปเมื่อวานกับวันนี้ต่างกันจนน่าใเขาทำการตรวจซ้ำๆ อยู่หลายครั้งจนแน่ใจดีจึงกล่าวทูลกับท่านอ๋อง
"ทูลท่านอ๋อง ชีพจรของคุณหนูอันหลงซีดีขึ้นกว่าเมื่อวานแล้วพ่ะย่ะค่ะ"ท่านหมอไม่กล้าทูลไปว่านางหายเป็ปรกติดีแล้ว เกรงว่าท่านอ๋องจะไม่เชื่อตน
ท่านอ๋องมีสีหน้าคลายความกังวลลงเล็กน้อย"ทำไมนางยังไม่ฟื้น"
"เื่นี้...อาจจะเป็เพราะคุณหนูอันหลงซีร่างกายยังอ่อนแออยู่พ่ะย่ะค่ะต้องใช้เวลาอีกสักสองสามวันอาการจะดีขึ้นตามลำดับ"
จากนั้นท่านหมอก็ย้ายไปตรวจชีพจรของหญิงสาวอีกคนทูลท่านอ๋องไปว่าร่างกายของนางอ่อนแอเช่นเดียวกัน
พิธีแต่งงานในเช้านี้เป็อันต้องยกเลิกไปเมื่อเ้าสาวไม่พร้อมที่จะแต่งงาน คงต้องเลื่อนออกไปจนกว่าคุณหนูอันหลงซีจะฟื้น
ท่านอ๋องย้ายคุณหนูอันหลงซีไปยังตำหนักใหญ่ของตนเองส่วนสตรีอีกนางก็ให้อยู่ในเรือนรับรองต่อไป จัดให้มีสาวใช้คอยดูแลไม่ห่างเช่นกัน
วันเวลาผ่านมาถึงวันที่สามหญิงสาวทั้งสองไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นดังคำกล่าวของท่านหมอท่านอ๋องร้อนพระทัยเป็อย่างมาก สั่งให้พ่อบ้านตามหมอคนเดิมอีกครั้ง
ท่านหมอเองก็แปลกใจเช่นกันรู้สึกจนปัญญาที่ไม่สามารถทำให้หญิงสาวทั้งสองฟื้นขึ้นมาได้
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าใบหน้าของพวกนางดูเปล่งปลั่งสดใสไม่คล้ายคนที่เจ็บป่วยแต่กลับไม่ยอมฟื้นเสียที
"พวกท่านทั้งสองได้โปรดฟื้นขึ้นมาสักทีเถิด"ท่านหมอวัยกลางคนภาวนาอยู่ข้างเตียงพวกนางด้วยความเคร่งเครียดท่านอ๋องกักตัวเขากับผู้ช่วยให้อยู่ในจวนจนกว่าพวกนางจะฟื้นหากพวกนางไม่ฟื้นอนาคตอาชีพหมอก็คงสูญสิ้นแล้ว
จวิ๋นอ๋องแทบไม่มีสมาธิอยู่กับงานตรงหน้าเขาเป็ห่วงหญิงสาวเป็อย่างมาก เขาตื่นั้แ่เช้าเพื่อมานั่งเล่นเป็เพื่อนนางจวบจน่สายจึงเข้าวังไปประชุมที่ท้องพระโรงตกบ่ายขี่ม้าไปยังค่ายทหารที่ตั้งอยู่ชั่วคราวนอกเมืองไปยี่สิบลี้กว่าจะกลับถึงตำหนักก็เป็เวลาดึกดื่นทุกวัน
จูเหลี่ยวหมินถูกทิ้งให้อยู่ในเรือนรับรองเพียงลำพังหลังจากที่เกิดเื่ท่านอ๋องไม่เคยย่างกายเข้ามาเยี่ยมเยียนนางเลยสักครั้งแม้ว่าใบหน้าของนางจะงดงามเย้ายวนชวนหลงใหลเพียงใดกลับไม่สามารถทำให้ท่านอ๋องสั่นคลอนได้
แต่ถึงอย่างนั้นท่านอ๋องก็ไม่ได้ใจดำจนเกินไปรับสั่งให้พ่อบ้านคอยรายงานเื่ของนางให้ฟังอยู่ตลอด
แม้จวิ๋นอ๋องจะยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมดว่านางจะเป็คนที่ก่อเื่ขึ้นมาจริงๆเขายังให้โอกาสรอนางฟื้นเสียก่อน รอฟังคำอธิบายจากนางอยู่เช่นกันเพราะจวิ๋นอ๋องไม่อาจตัดสินเื่ราวทั้งหมดทั้งที่ยังสืบพยานไม่แน่ชัดได้