เสียงดนตรีแ่เบาจากงานเลี้ยงแต่งงานดังลอดออกมา หยางลี่เจินยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เธอสวมชุดเ้าสาวสีขาวงดงาม แต่รอยยิ้มที่เคยเปี่ยมด้วยความสุขกลับหายไป ดวงตาของเธอแดงก่ำจากการร้องไห้
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เธอยังรอคอยวันที่จะได้เริ่มต้นชีวิตคู่กับ เฉินซือิ คนรักที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอ แต่ข่าวอุบัติเหตุที่พรากชีวิตเขาไปทำลายทุกความฝัน ทุกความหวัง และทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ
น้ำตาหยดสุดท้ายไหลอาบแก้มขณะที่ลี่เจินเดินออกจากห้อง ร่างกายที่อ่อนแรงไร้จุดหมายพาเธอไปยังสะพานริมแม่น้ำใหญ่ เธอยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน ลมเย็นพัดกระทบผิวจนสั่นสะท้าน แต่หัวใจของเธอกลับเ็ปจนชา
“ซือิ… ฉันอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ” เธอพึมพำ น้ำเสียงแ่เบาเหมือนคำอำลาสุดท้าย
เธอหลับตา สูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่ง ก่อนก้าวไปข้างหน้า ร่างของเธอหล่นวูบลงจากสะพาน สายน้ำเบื้องล่างเหมือนรับร่างเธอเข้าไปในอ้อมกอดที่เย็นเยียบ
ความเย็นของน้ำกัดกินทุกส่วนของร่างกาย หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนหัวใจของเธอถูกบีบรัด เธอพยายามตะเกียกตะกาย แต่แรงที่มีค่อยๆ หมดไป เสียงน้ำที่ซัดเข้าหูของเธอดังอื้ออึง ลมหายใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเริ่มขาดห้วง
เธอจมลงเรื่อยๆ แสงจันทร์เหนือผิวน้ำค่อยๆ ห่างออกไปเหมือนความหวังสุดท้ายที่ล่องลอย ดวงตาของเธอพร่ามัวเมื่อสติเริ่มดับวูบ ความมืดกลืนกินทุกสิ่งจนไม่มีทั้งความเ็ป ไม่มีทั้งความคิด มีเพียงความเงียบงัน…
แต่ในความเงียบนั้น เธอกลับรู้สึกถึงบางสิ่ง บางสิ่งที่ดึงเธอออกจากความลึก ััแปลกประหลาดนี้เหมือนเป็แรงที่ฉุดรั้งเธอให้ไปยังที่ที่ไม่อาจอธิบายได้
หยางลี่เจินสะดุ้งตื่นขึ้นมา ลมหายใจที่หอบถี่ทำให้หน้าอกของเธอเจ็บแปลบ เธอพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับทำให้ลมหายใจขาดห้วงอีกครั้ง
เธอไม่ได้อยู่ในน้ำอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในห้องมืดสลัวที่มีกลิ่นธูปลอยอบอวล เพดานไม้เก่าที่ค้ำหัวอยู่ดูไม่เหมือนสิ่งที่เธอเคยเห็น บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด
เธอพยายามหันไปมองรอบๆ และเห็นผู้คนที่แต่งตัวเหมือนหลุดมาจากยุคจีนโบราณ ทุกสายตาที่มองมาที่เธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่เสียงกรีดร้องจะดังลั่นและทุกคนต่างวิ่งหนีไป
หยางลี่เจินมองตามพวกเขาอย่างงุนงง เธอยกมือขึ้นมาััใบหน้าของตัวเอง แต่กลับพบว่ามือที่เห็นนั้นไม่ใช่ของเธอ
ผิวพรรณที่บอบบาง ราวกับเป็มือของคนอื่น
“นี่มัน… เกิดอะไรขึ้น…” เธอพึมพำ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากมุมมืด หยางลี่เจินหันไปตามเสียง และสิ่งที่เธอเห็นทำให้ร่างของเธอแข็งทื่อ
ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าของเขาถูกบดบังดวงตาด้วยผ้าสีดำ แต่รอยยิ้มที่เ็า และน้ำเสียงที่ดังขึ้น ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเืในกายหยุดไหล
“เ้าคิดว่าการตายจะช่วยให้รอดจากข้าได้หรือ
ซูเหมยหลิน?”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่สิ่งที่ทำให้เธอใยิ่งกว่าคือใบหน้าของเขา ใบหน้าที่เหมือนกับ เฉินซือิ คนรักของเธอไม่มีผิด
น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เขายังคงนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น ดวงตาที่มืดบอดกลับเหมือนจับจ้องมาที่เธอด้วยความแค้น
“เ้าไม่มีวันหนีพ้นข้าได้อีก ซูเหมยหลิน”
หยางลี่เจินยังคงตัวแข็งทื่อ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ชายผู้เ็าตรงหน้า ใบหน้าที่เหมือนกับเฉินซือิ คนรักที่เธอเพิ่งสูญเสียไป แต่สายตาที่แสดงออกผ่านดวงตาที่มืดมิดนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“ซูเหมยหลิน?” เธอพึมพำออกมาด้วยความงุนงง
เขาหัวเราะเบาๆ เสียงเยาะเย้ยดังสะท้อนในความเงียบของห้องพิธี “เ้าจะแสร้งทำเหมือนไม่รู้อะไรต่อไปอีกนานแค่ไหน
ซูเหมยหลิน? หรือว่านี่เป็แผนใหม่ของเ้า ที่จะกลับมาหลอกข้าด้วยชีวิตที่เ้าสละเอง?”
คำพูดนั้นเหมือนกรีดลึกเข้าไปในจิตใจ หยางลี่เจินกุมหน้าอกที่เหมือนถูกบีบรัดด้วยความเ็ป เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเรียกเธอด้วยชื่อนี้ และทำไมแววตาที่มืดบอดนั้นถึงเต็มไปด้วยความเกลียดชังราวกับเธอคือศัตรูที่เขา้ากำจัด
“ฉัน… ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร” เธอเอ่ยเสียงเบา รู้สึกถึงมือที่เย็นเฉียบของตัวเองกำลังสั่น
เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้า “เ้าจะไม่รู้ได้อย่างไร ซูเหมยหลิน? เ้าคิดว่าแค่ลมหายใจที่กลับมาของเ้า จะทำให้ข้าลืมทุกสิ่งที่เ้าเคยทำงั้นหรือ?”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ความเงียบที่ตามมาหลังคำพูดนั้นยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หัวใจของเธอเต้นรัว เธอพยายามสูดลมหายใจลึกและตั้งสติ แต่ความสับสนในหัวทำให้เธอแทบไม่มีแรงตอบกลับ
“ฉันไม่ใช่ซูเหมยหลิน…” เธอพึมพำออกมาเบาๆ แต่เหมือนคำพูดนั้นกลับไร้น้ำหนักในสายตาของเขา
เหวินเจาเหยียนหัวเราะในลำคอ “ไม่ใช่หรือ? เ้ายังกล้าโกหกข้าอีก…” เสียงของเขาเย็นเยียบ ดุจคมดาบที่กรีดลงบนผิว เธอรู้สึกถึงสายลมแ่ที่พัดผ่านร่างเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับนักล่าที่จ้องมองเหยื่อ
หยางลี่เจินเริ่มขยับตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เธอรู้เพียงว่าชายคนนี้อันตราย และเธอไม่สามารถคาดเดาความคิดของเขาได้
ทันใดนั้น เหวินเจาเหยียนยกมือขึ้นเล็กน้อย เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง หยางลี่เจินหันไปเห็นกลุ่มชายในชุดทหารเข้ามาในห้อง พวกเขายืนเรียงรายด้วยสีหน้าเ็า
“จับตาดูนางไว้” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่าให้แม้แต่เงาของนางหนีรอดไปได้”
หยางลี่เจินใ เธอพยายามจะอธิบาย แต่ไม่มีใครฟัง ดวงตาของเหล่าทหารจ้องมองเธอเหมือนเธอเป็อาชญากร
เมื่อทหารพาเธอออกจากห้อง เธอถูกพาไปยังเรือนเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะเป็ที่พักคุมตัว ความเงียบงันปกคลุมรอบด้าน มีเพียงเสียงสายลมและใบไม้ที่พัดเสียดสีกัน
หยางลี่เจินทรุดตัวลงกับพื้น หัวใจของเธอเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ร่างกายของเธอสั่นไหวด้วยความกลัว
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง… แล้วซูเหมยหลินคือใครกันแน่?” เธอพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม
ขณะเดียวกัน เหวินเจาเหยียนนั่งนิ่งอยู่ในความมืด รอยยิ้มที่เ็าฉายบนใบหน้าของเขา เขาเอื้อมมือไปลูบผ้าสีดำที่ปิดตาของเขาไว้ ดวงตาที่มองไม่เห็นแต่ยังคงรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของหญิงสาวอย่างแม่นยำ
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างเล็กๆ ในเรือนพักที่เงียบงัน
หยางลี่เจินนั่งกอดเข่าบนพื้นไม้เก่า ร่างกายของเธอสั่นด้วยความกลัวและความสับสน ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกที่แตกร้าว
“นี่มัน… ไม่ใช่ฉัน” เธอกระซิบออกมา ราวกับหวังว่าคำพูดเ่าั้จะช่วยยืนยันตัวตนของเธอได้ แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือใบหน้าของหญิงสาวที่ไม่คุ้นเคย ดวงตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนแอและเศร้าหมอง
“ซูเหมยหลิน…” เธอพึมพำชื่อที่ชายคนนั้นเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับหญิงสาวคนนี้ ทำไมเธอถึงมาอยู่ในร่างนี้? และผู้ชายคนนั้นเป็ใครกันแน่?
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากด้านนอก หยางลี่เจินสะดุ้งและรีบลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง ประตูเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายผู้หนึ่งในชุดดำสนิท ใบหน้าของเขาเ็าราวกับไร้ความรู้สึก
“เ้าอย่าคิดแม้แต่จะหลบหนี” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ท่านเหวินสั่งให้ข้าจับตาดูเ้า หากเ้าเคลื่อนไหวผิดแปลก ข้าจะลงมือทันที”
หยางลี่เจินถอยหลังไปสองก้าว เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังติดกับดักในโลกที่ไม่อาจหนีออกไปได้ เสียงลมหายใจของเธอหนักหน่วงขึ้น ขณะที่ชายคนนั้นปิดประตูลง ทิ้งเธอไว้กับความเงียบอีกครั้ง
ในอีกด้านหนึ่งของเรือนใหญ่
เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลวดลาย ข้างกายมีลูกน้องประจำตัวช่วยรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนพัก เขาไม่จำเป็ต้อง
เห็นเพื่อรับรู้ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกเสียงลมหายใจ เขาััได้อย่างชัดเจน
“นางดูหวาดกลัวมากขอรับ นายท่าน” ลูกน้องรายงานเสียงเบา “นางไม่เหมือนซูเหมยหลินที่เรารู้จักเลย”
เหวินเจาเหยียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “หวาดกลัว? หรืออาจเป็เพียงการเสแสร้งกันแน่?
ซูเหมยหลินไม่เคยเป็คนอ่อนแอ”
“แต่ครั้งนี้…” ลูกน้องลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “นางร้องไห้… และข้าสังเกตเห็นแววตาที่ดูเหมือนไม่เข้าใจอะไรเลย เหมือนกับว่านางสูญเสียความทรงจำไปจริงๆ”
เหวินเจาเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ความเงียบนั้นหนักหน่วงจนขันทีไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นััผ้าสีดำที่ปิดดวงตาไว้ ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่มองไม่เห็น
“ข้าจะดูเอง” เขากล่าวในที่สุด “ซูเหมยหลินไม่มีวันเปลี่ยนไป… นางกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง และข้าจะหามันให้เจอ”
ยามดึกในเรือนพัก
หยางลี่เจินพยายามหลับตาลงเพื่อให้หัวใจสงบลง แต่เสียงประตูเลื่อนเปิดออกอีกครั้งทำให้เธอสะดุ้ง ร่างของชายผู้เ็าที่เธอเห็นในห้องพิธีศพปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“เ้าคิดว่าการทำตัวหวาดกลัวจะทำให้ข้าสงสารเ้างั้นหรือ?”
เหวินเจาเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
“ฉัน… ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร” หยางลี่เจินตอบกลับเสียงสั่น
เขาเดินเข้าไปใกล้จนเธอรู้สึกถึงความกดดันจากตัวเขา ดวงตาที่ปิดด้วยผ้าสีดำนั้นเหมือนมองทะลุทุกความคิดของเธอ
“อย่าคิดว่าความทรงจำของเ้าที่หายไป จะลบล้างสิ่งที่เ้าทำไว้กับข้า” เขากล่าว ก่อนจะโน้มตัวลงจนใกล้ใบหน้าของเธอ
หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ หัวใจของเธอเต้นรัว แต่ในดวงตาที่มืดมิดของเขากลับมีบางสิ่งที่เธอไม่อาจเข้าใจ
“ซูเหมยหลิน… หรือเ้าจะพิสูจน์ให้ข้าดูว่าเ้าไม่ใช่คนเดิม?”
“หยางลี่เจินต้องทำอย่างไร ในเมื่อเขาเชื่อมั่นในความแค้นของตัวเอง… และเธอไม่มีทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในร่างที่ไม่ใช่ของเธอได้?”
หยางลี่เจินนั่งอยู่ในเรือนพักเล็กที่เต็มไปด้วยความมืดและความเงียบงัน เสียงสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างทำให้เธอรู้สึกหนาวสะท้าน ไม่เพียงแต่จากอากาศ แต่จากความคิดที่หมุนวนอยู่ในหัว
“นี่มันต้องเป็ความฝัน…” เธอพึมพำกับตัวเอง ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกที่แตกร้าว
ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจริงเกินไป กลิ่นธูปในอากาศ ความเ็ปในร่างกาย แต่เธอปฏิเสธที่จะเชื่อว่านี่คือความจริง หัวใจของเธอไม่อาจยอมรับได้ว่าเธอตื่นขึ้นมาในโลกที่ไม่ใช่ของเธอเอง
ในร่างของคนที่เธอไม่รู้จัก และต้องเผชิญหน้ากับชายผู้เ็าและเกลียดชังเธอ
“มันเป็แค่ความฝัน… ใช่แล้ว ความฝันที่แสนเลวร้ายนี้” เธอบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้คำพูดนั้นช่วยบรรเทาความหวาดกลัวในใจ
เธอกัดริมฝีปากแน่นและคิดอย่างหนัก “ถ้ามันคือความฝัน… ฉันแค่ต้องตื่นขึ้นมา”
ดวงตาของเธอจ้องมองไปยังผ้าสีแดงที่พาดอยู่ตรงเสาไม้ของเรือนพัก เธอลุกขึ้นอย่างช้าๆ มือที่สั่นเทายื่นไปหยิบมัน ก่อนจะพันรอบคอของตัวเอง เธอสะอื้นเบาๆ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้เธอตื่นจากฝันร้ายนี้
“ถ้าฉันต้องตายอีกครั้ง… เพื่อกลับไปหาซือิ ฉันก็จะทำ” เธอพูดออกมาเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเ็ป
ขณะที่เธอเตรียมจะก้าวสู่ความมืดอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากด้านนอก ชายผู้เป็ลูกน้องของเหวินเจาเหยียนที่ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณนั้น สังเกตเห็นความผิดปกติจากช่องหน้าต่าง
“นายท่าน! เกิดเื่แล้ว!” ชายคนนั้นร้องลั่นก่อนจะวิ่งไปแจ้งข่าวกับเหวินเจาเหยียน
ภายในห้องใหญ่ เหวินเจาเหยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงรายงาน “นางทำอะไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความกดดัน
“นางพยายาม… ผูกคอตายขอรับ!” ลูกน้องตอบเสียงสั่น
เหวินเจาเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน มือของเขาแตะผ้าสีดำที่ปิดตาไว้เบาๆ ราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
“พาข้าไปที่นั่น”
เมื่อเหวินเจาเหยียนมาถึงเรือนพัก เขาออกคำสั่งให้ลูกน้องเปิดประตู และสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือภาพของหยางลี่เจินที่พยายามแขวนตัวเองด้วยผ้าสีแดง ใบหน้าของเธอซีดขาว ร่างกายดิ้นรนอย่างอ่อนแรง
“เ้าคิดว่าความตายจะช่วยเ้าได้งั้นหรือ?” น้ำเสียงเ็าของเขาดังขึ้น ทำให้เธอหยุดชะงัก
หยางลี่เจินหันหน้ามองเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา “ถ้ามันจะทำให้ฉันตื่นจากฝันนี้… ฉันก็จะทำ!”
คำพูดของเธอทำให้เหวินเจาเหยียนขมวดคิ้ว เขาก้าวเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่รังสีที่น่าหวาดหวั่น “เ้าคิดว่าชีวิตของเ้ามีสิทธิ์
ตัดสินใจด้วยตัวเองอีกหรือ? เ้าเป็หนี้ข้า และข้าจะไม่ยอมให้เ้าหนีไปง่ายๆ”
เขายื่นมือออกไปดึงผ้าที่พันคอเธอออก ร่างของ
หยางลี่เจินทรุดลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เธอหอบหายใจหนัก ขณะที่ดวงตาของเขามองลงมาราวกับนักล่าที่เพิ่งจับเหยื่อได้
“จำไว้ซูเหมยหลิน… ชีวิตของเ้าเป็ของข้า และเ้าจะไม่มีวันตื่นจากฝันนี้”
หยางลี่เจินนั่งนิ่ง ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาจ้องมองเขาด้วยความเ็ปและสับสน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเกลียดชังเธอขนาดนี้ และเธอจะทำอย่างไรเพื่อรอดจากความโกรธแค้นของชายคนนี้
“หรือนี่ไม่ใช่ความฝัน แต่คือฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น?”