บทที่ 46 วันหน้าผมก็จะปกป้องพี่บ้าง
Content Warning: Pedophilia
เธอวิ่งไปที่บ้านตระกูลหวังตามเส้นทางที่เธอจำได้
บ้านตระกูลหวังมีการก่อสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี และถึงกับมีโทรทัศน์ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ พระจันทร์เริ่มทอแสง จักจั่นส่งเสียงร้อง คนงานในกองการผลิตจะมารวมตัวกันที่บ้านตระกูลหวังเพื่อนั่งตากลมเย็น ๆ และดูโทรทัศน์
เมื่อกู้หนิงไปถึงที่นั่น เธอก็ได้เห็นภาพเหล่านี้ ผู้ใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ในลานบ้านพลางใช้พัดต้นกกโบกสะบัดไปมาเพื่อคลายร้อนให้ตนเอง ดวงตาจ้องมองไปยังหน้าจอโทรทัศน์ชนิดที่ว่าตาแทบไม่กะพริบ ในขณะที่ข้างกายมีกลุ่มเด็กกำลังวิ่งเล่นกันอยู่อย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนาน
กู้หนิงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ที่นี่มีคนอยู่เยอะ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับหยางหยาง หรือว่าเธอจะกังวลมากเกินไป?
เธอเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง อาเหอฮวาที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ตกใจเล็กน้อยเมื่อหันมาเห็นหญิงสาว “กู้หนิงเธอก็มาดูทีวีเหมือนกันเหรอ?”
หญิงสาวยกมือปาดเหงื่อขณะที่ส่ายศีรษะ เธอถอนหายใจและถามด้วยความกระตือรือร้นว่า "อาเหอฮวาเห็นหยางหยางไหมคะ?”
“เห็นสิ อยู่แถวนี้แหละ” อาเหอฮวาชี้ไปยังกลุ่มเด็กที่กำลังเล่นชนไก่กันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่เมื่อมองไปอีกครั้ง หญิงวัยกลางคนก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ “อ้าว ทำไมไม่อยู่แล้วนะ? เมื่อกี้ยังเห็นเล่นชนไก่กันอยู่เลย?”
กู้หนิงตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เธอไม่ได้ถามเด็ก ๆ ด้วยซ้ำว่าหยางหยางหายไปไหน
หญิงสาวเดินตรงไปยังบ้านดินสีเหลืองสภาพเก่าแก่ ที่ตั้งอยู่กับข้างบ้านก่ออิฐหลังใหญ่ของตระกูลหวัง มันเป็นคอกวัวและยังเป็นที่อยู่อาศัยของหวังเอ้อร์นีหญิงโง่ประจำตระกูลหวังอีกด้วย
กู้หนิงเตะประตูเปิดออกเสียงดังปัง จากนั้นก็เห็นภาพที่ทำให้เธอถึงกับน้ำตาไหลออกมา
หวังเอ้อร์นีผมเผ้ายุ่งเหยิง ในขณะที่กำลังจะดึงกางเกงของหยางหยางลงด้วยสีหน้าชั่วร้าย ปากก็ยิ้มออกมาด้วยความโง่งม “แกมองฉันด้วยสายตาที่ไม่เหมือนคนอื่นเลยนะ งั้นฉันขออมไอ้นั่นของแกบ้างดีไหม?”
หยางหยางจำได้ดีว่าพี่สาวเคยสอนไม่ให้ถอดกางเกงต่อหน้าคนอื่น เขาจึงพยายามปกป้องกางเกงของตน เท้าของเด็กชายจิกพื้น และร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง “พี่สาว! พี่ครับ!”
แต่แรงเด็กจะไปสู้แรงผู้ใหญ่ได้อย่างไร ไม่ว่าหยางหยางพยายามจะขัดขืนมากแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ยังถูกดึงไปอยู่ข้างตัวหวังเอ้อร์นีอยู่ดี
มือสกปรกของหวังเอ้อร์นีกำลังจะแตะต้องหยางหยาง
กู้หนิงรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด เธอคิดอะไรไม่ออก แต่มือกลับหยิบเคียวเกี่ยวข้าวที่วางอยู่บนพื้นและวิ่งเข้าไปพร้อมกับร้องตะโกนว่า "ปล่อยน้องชายฉันเดี๋ยวนี้นะ!…” เคียวเกี่ยวข้าวสะท้อนแสงเย็นเยียบ กู้หนิงทาบเคียวลงไปที่ลำคอของหวังเอ้อร์นี และเมื่อเพิ่มน้ำหนักมือลงไปเพียงเล็กน้อย เลือดสีแดงสดก็ไหลซึมออกมาจากลำคอของหวังเอ้อร์นี
หวังเอ้อร์นีได้สติคืนมาทันที ไม่ว่าเธอจะมีสติปัญญาโง่เขลาเพียงใดแต่ก็ยังรู้จักความกลัว เธอรีบปล่อยมือและร้องลั่นว่า "แกตีฉัน! แกตีฉัน!”
กู้หนิงดึงหยางหยางให้มาหลบอยู่ด้านหลัง ก่อนจะยกเคียวในมือชี้หน้า ตั้งใจฟันเคียวเกี่ยวข้าวให้เฉียดใบหูของอีกฝ่าย และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาราวกับปีศาจร้ายจากขุมนรก "ถ้าฉันรู้ว่าเธอพยายามจะทำอะไรหยางหยางอีกละก็…”
“ฉันจะฆ่าเธอ…”
ลมหายใจเย็นเฉียบรินรดลงบนใบหน้าของหวังเอ้อร์นี เธอรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว หว่างขาของเธอเปียกแฉะ กลิ่นปัสสาวะลอยขึ้นมาในอากาศ หวังเอ้อร์นีร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว "ฉันผิดไปแล้ว! ฉันผิดไปแล้ว!…”
“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
เมื่อได้ยินเสียงร้องของหวังเอ้อร์นี สมาชิกของกองการผลิตที่มารวมตัวกันนั่งดูโทรทัศน์ในลานบ้านต่างก็แตกตื่นตกใจ
เมื่อพวกเขาเห็นกู้หนิงเอาเคียวเกี่ยวข้าวพาดลำคอของหวังเอ้อร์นี คนตระกูลหวังก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก “เธอทำอะไรน่ะ! คิดจะทำร้ายคนปัญญาอ่อนหรือไง?” ทุกคนในกองการผลิตรู้ดีว่าหวังเอ้อร์นีป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมาตั้งแต่เก้าขวบ เมื่อรักษาจนหายดีแล้ว ก็มีสภาพกลายเป็นคนปัญญาอ่อนตลอดมา
สมองเธอยังคงมีอายุเท่ากับเด็กเก้าขวบ
กู้หนิงเอาเคียวเกี่ยวข้าวออกจากลำคอของหวังเอ้อร์นีอย่างเชื่องช้า แล้วหันไปมองหน้าคนตระกูลหวังทุกคน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ถ้าคุณควบคุมคนปัญญาอ่อนคนนี้ไม่ได้ ฉันจะส่งเธอเข้าคุกเอง คอยดูให้ดีเถอะ!”
กู้หนิงในความทรงจำของทุกคนคือหญิงสาวอ่อนหวานที่ชอบยิ้มแย้ม ดังนั้นนี่จึงเป็นภาพที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
แม่เฒ่าตระกูลหวังไม่รู้จะวางตัวอย่างไรดี เธอรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย สุดท้ายก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง "คนปัญญาอ่อนจะไปทำอะไรได้? เธอต่างหากที่ใจร้ายมากเกินไป คิดเหรอว่าคนปัญญาอ่อนจะทำร้ายคนอื่นได้น่ะ”
คนตระกูลหวังรู้ดี แต่พวกเขายังแสร้งทำเป็นกลบเกลื่อน
กู้หนิงจดจำข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างชัดเจน พวกคนตระกูลหวังมีแต่ตัวชั่วร้ายจริง ๆ เธอหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “งั้นคุณกล้ารับปากไหมล่ะว่าตระกูลหวังจะกักขังหวังเอ้อร์นีไว้ไม่ให้ไปทำร้ายใครได้อีก?”
แม่เฒ่าตระกูลหวังหยุดพูดทันที ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังไม่เข้าใจ กู้หนิงก็พาตัวหยางหยางกลับไปแล้ว แต่ก่อนที่จะจากไป เธอได้พูดกับคนอื่น ๆ ในบริเวณนั้นว่า "ใครมีลูกมีหลานอย่าปล่อยให้มาเล่นบ้านตระกูลหวังเด็ดขาดเลยนะคะ” นี่ถือเป็นคำเตือนด้วยความเมตตาจากเธอ
ส่วนคนพวกนี้จะเชื่อหรือไม่ นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเธอแล้ว
เมื่อกู้หนิงกลับไป ฝูงชนก็หันมาถามกันด้วยความสงสัยทันทีว่า “กู้หนิงหมายความว่ายังไงกัน?”
“มีอะไรในตระกูลหวังที่พวกเรายังไม่รู้อีกหรือเปล่า?”
แม่เฒ่าตระกูลหวังรู้สึกโมโหมาก แน่นอนว่าเธอไม่คิดเปิดเผยข่าวฉาวของบุตรสาวเด็ดขาด จึงก่นด่าออกไปว่า "ฉันจะไปรู้ได้ยังไง? เห็นว่ากู้หนิงถูกถอนหมั้นไม่ใช่เหรอ สมองของเธอคงฟั่นเฟือนไปแล้ว”
หลังจากตอบกลับไปแบบนี้ ไม่นานทุกคนก็แยกย้ายสลายตัว
เมื่อปิดประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าตระกูลหวังก็เรียกหลานทั้งสามคนมารวมตัวกัน และกำชับไม่ให้พวกเขาไปเล่นที่คอกวัว เช่นเดียวกับไม่ให้ไปเล่นที่บ้านของเอ้อร์นีตามลำพัง
หลาน ๆ รับปากเป็นอย่างดี แต่แม่เฒ่าไม่รู้เลยว่าสำหรับเด็กน้อยแล้ว ยิ่งผู้ใหญ่ห้ามปรามมากเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งอยากไปที่นั่นมากขึ้นเท่านั้น
คืนนั้น ในขณะที่ผู้ใหญ่ภายในบ้านหลับกันหมดแล้ว หลานทั้งสามคนก็ได้แอบเข้าไปในคอกวัวด้วยกัน
พวกเขาถูกคนตระกูลหวังพบตัวในวันต่อมา พวกเขาไม่เหลือเสื้อผ้าติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว และบนร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
โดยเฉพาะตำแหน่งช่วงล่าง ยิ่งมีรอยช้ำหนักหน่วงมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้เอง คนในตระกูลหวังจึงอยากจะฆ่าหวังเอ้อร์นีแทบตายแล้ว พวกเขารู้สึกเสียใจที่ไม่ยอมฟังคำเตือนของกู้หนิง สุดท้าย ผลกรรมก็ตกมาอยู่ที่ลูกหลานตระกูลหวังของพวกเขาเอง
...
เมื่อออกมาจากบ้านตระกูลหวัง กู้หนิงก็หน้าถอดสี เธอไม่ได้ก้าวร้าวดุดันเหมือนตอนที่อยู่ในบ้านตระกูลหวังอีกแล้ว หญิงสาวยอบกายลง ตรวจสอบร่างกายของน้องชายโดยละเอียด ก่อนจะพบว่าเขาปลอดภัยดี
เพียงแต่เธอพบว่าหยางหยางกำลังหวาดกลัว ทำเอาคนเป็นพี่สาวอย่างเธอสั่นไปทั้งตัว เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "นี่เป็นความผิดของพี่เอง…พี่ผิดเองที่ดูแลเธอไม่ดีพอ”
มันเกือบจะกลายเป็นความผิดพลาดซ้ำรอยเหมือนในอดีต เธอนึกถึงชีวิตชาติที่แล้วที่หยางหยางฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม สุดท้ายเขาก็ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในเงามืดที่ได้มาจากวัยเด็ก
มันจะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้อีก เธอจะปกป้องหยางหยางให้ดี ใครก็ตามที่คิดร้ายกับหยางหยาง พวกมันจะไม่มีทางหนีรอดได้เด็ดขาด!!!
หยางหยางสวมกอดกู้หนิงกลับไป ราวกับความกล้าได้ฟื้นคืนมา เขากระซิบบอกว่า "ผมไม่กลัวแล้ว ผมจะเชื่อฟังพี่อย่างดี ผมจะไม่ให้ใครมาดึงกางเกงของผมได้อีกเด็ดขาด”
"พี่สาว พี่ไม่ต้องกลัวนะครับ…” เขาลูบหลังกู้หนิงและกุมมือเธอไว้ด้วยมือเล็ก ๆ ของเขา
กู้หนิงน้ำตาคลอเบ้า เธอพูดให้กำลังใจเขาว่า "ดีแล้ว หยางหยางของเราเก่งมากเลยนะ” หลังจากชะงักไปเล็กน้อย เธอก็ยื่นมือเกี่ยวก้อยสัญญากับน้องชาย "เรื่องนี้มีแค่เธอกับพี่เท่านั้นที่รู้ ห้ามบอกพ่อกับแม่ ตกลงไหม?”
หยางหยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น เขาพับแขนเสื้อขึ้นมาด้วยความไม่สบายใจ และเอ่ยถามเสียงเบา "พี่ครับ วันนี้พี่ปกป้องผม วันหน้าผมก็จะปกป้องพี่บ้าง ตกลงไหม?”