ว่ากันว่า หลังจากมหาาระหว่างเทพและมารผ่านพ้นไปนานแสนนาน โลกทั้งใบก็กลับคืนสู่ความสงบที่มนุษย์คุ้นเคยอีกครั้ง ท้องฟ้าที่เคยแตกสลายถูกเย็บปะจนไม่หลงเหลือร่องรอย เหล่าเทพมิได้ปรากฏกายอีก ส่วนมารนั้นถูกเล่าขานว่าถูกผนึกไว้ในนรกชั้นลึกสุด ไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกตลอดกาล
เื่ราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่า ผ่านตำราที่เก่าแก่ และผ่านความเชื่อของผู้คนที่ไม่เคยเห็นมันด้วยตนเอง บางคนเชื่ออย่างไม่ลังเล บางคนฟังเพียงผ่าน ๆ และบางคน…เลือกจะไม่เชื่อทั้งหมด
แต่ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ยังมีคำเล่าลืออีกอย่างหนึ่งที่มักถูกเอ่ยถึงด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าเสมอ
ว่ากันว่า มารมิได้ถูกผนึกทั้งหมด
มีบางส่วนที่หลุดรอดจากาในวันนั้น พวกมันมิได้ก่อความวุ่นวายอย่างโจ่งแจ้ง หากแต่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของโลกมนุษย์ เฝ้าดู เฝ้ารอ และบางครั้งก็แทรกแซงสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครทันสังเกต
คำเล่าลือนั้นไม่มีหลักฐานยืนยัน และเมื่อกาลเวลาผ่านไป ผู้คนก็ยิ่งมองว่ามันเป็เพียงนิทานที่ถูกแต่งเติมขึ้นเพื่อให้เื่ราวดูน่ากลัวขึ้นเท่านั้น
โลกยังคงหมุนต่อไป
ณ สุดขอบฝั่งตะวันออกของโลกมนุษย์ มีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางูเาและหมอกบางตลอดปี เมืองนั้นไม่เคยมีชื่อเสียง ไม่เคยเป็ศูนย์กลางของอำนาจหรือการฝึกฝนใด ๆ หากแต่ดำรงอยู่เงียบ ๆ ราวกับถูกลืมเลือนจากสายตาของโลก
เมืองนั้นมีนามว่า “ชิงหลาน”
ยามเช้า หมอกสีขาวบางลอยคลอเคลียไปตามหลังคาเรือนไม้ ถนนดินทอดยาวผ่านตัวเมืองยังชื้นจากน้ำค้าง เสียงชีวิตเริ่มดังขึ้นอย่างช้า ๆ ผู้คนเปิดร้าน ขนของ วางแผง และเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจวัตรที่ไม่ต่างจากวันก่อนหน้า กลิ่นอาหารร้อนลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้ง ทำให้บรรยากาศดูเรียบง่ายและคุ้นเคย
ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ พลังมิใช่เื่ไกลตัว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนได้เช่นกัน
ภายในลานฝึกของตระกูลเย่ เด็กหนุ่มหลายสิบคนกำลังยืนเรียงแถวอยู่ใต้แสงแดดยามเช้า ลมหายใจของพวกเขาถูกควบคุมให้สม่ำเสมอ ร่างกายตั้งตรง และจิตใจพยายามนิ่งสงบเพื่อัับางสิ่งที่อยู่ภายใน
“อย่าฝืน” ผู้ฝึกสอนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ปราณไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะคว้ามันได้ แต่เป็สิ่งที่เ้าต้อง ‘ปล่อยให้มันมา’”
เด็กหนุ่มหลายคนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะตั้งสมาธิต่อ บางคนเริ่มััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในร่างกาย บางคนยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม
ท้ายแถว เย่เทียนยืนอยู่ในท่าเดียวกับคนอื่น ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ สีหน้าสงบ แต่ภายในกลับว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ราวกับสิ่งที่คนอื่นกำลังพยายามเข้าถึงนั้น ไม่เคยมีอยู่ในตัวเขาเลยั้แ่แรก
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เสียงสั่งหยุดดังขึ้น เด็กหนุ่มหลายคนถอนหายใจ บางคนยิ้มออกมาอย่างพอใจ ขณะที่บางคนยังคงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เย่เทียน” เสียงหนึ่งเรียกขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ “วันนี้รู้สึกอะไรหรือยัง”
เย่เทียนลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะยกมือเกาหลังคอเล็กน้อย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นตามนิสัย “ถ้าบอกว่ารู้สึกแล้ว เ้าจะเลิกถามข้าหรือเปล่า”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีจากคนรอบข้าง บางคนหัวเราะเพราะขำ บางคนหัวเราะเพราะดูถูก
“ข้าว่าต่อให้เ้าฝึกอีกสิบปี ก็คงไม่ต่างจากเดิม” อีกเสียงหนึ่งกล่าวเสริม
เย่เทียนไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงยิ้มบางเหมือนเดิม ราวกับคำพูดเ่าั้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องใส่ใจ
ในขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านกลุ่มคนเข้ามาโดยที่ไม่มีใครขวางทางโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ
เย่เฉิง
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงปรายตามองผ่านเย่เทียนไปอย่างเฉยชา ราวกับอีกฝ่ายเป็เพียงส่วนหนึ่งของฉากหลังที่ไม่มีค่าให้จดจำ ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่หยุดแม้แต่ก้าวเดียว
การไม่สนใจนั้น…กลับทำให้บรรยากาศหนักขึ้นกว่าคำดูถูกใด ๆ
เย่เทียนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนสายตากลับมา รอยยิ้มบางยังคงอยู่ แต่ดวงตาสีอำพันกลับลึกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
“อย่าไปสนใจเขาเลย” เสียงใสเบา ๆ ดังขึ้นข้าง ๆ
เย่เทียนหันไปมอง เด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของเธอดูอ่อนโยน ดวงตาใสสะอาด และรอยยิ้มของเธอไม่มีความซับซ้อนแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย
“เสี่ยวอวี่” เย่เทียนยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “เ้ามาตอนไหน”
“ก็ั้แ่เ้าถูกหัวเราะแล้วนั่นแหละ” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะยื่นห่อผ้าขนาดเล็กให้เขา “ข้าเอาขนมมาให้”
เย่เทียนรับมาอย่างไม่เกรงใจนัก “เ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าจะหิว”
“เ้าหิวตลอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” เธอตอบกลับทันที น้ำเสียงจริงจังจนฟังดูน่าขันเล็กน้อย
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศรอบตัวเขาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
ไม่ไกลออกไป ชายชราคนหนึ่งยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ
เย่จง
สายตาของเขาผ่านเด็กหนุ่มและเด็กสาวไปยังลานฝึกโดยรวม ก่อนจะหยุดลงที่เย่เทียนเพียงครู่หนึ่ง แววตานั้นไม่ได้แสดงความผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้แสดงความพอใจ มีเพียงความคิดบางอย่างที่ไม่ถูกเอ่ยออกมา
่บ่ายของวันเดียวกัน ภายในห้องประชุมของตระกูล บรรดาผู้าุโนั่งเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ บรรยากาศเงียบงัน แต่แฝงด้วยความตึงเครียดที่ไม่อาจมองข้าม
“เื่การจัดการฝึกของคนรุ่นใหม่ ควรเข้มงวดขึ้น” ชายคนหนึ่งกล่าว “บางคนไม่มีความก้าวหน้า แต่ยังใช้ทรัพยากรของตระกูลอยู่ต่อไป”
คำพูดนั้นดูเหมือนจะลอยไปอย่างไม่มีเป้าหมาย แต่หลายคนในห้องกลับรู้ดีว่ามันหมายถึงใคร
เย่จงวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “การฝึกต้องใช้เวลา”
“เวลาที่เสียไปกับคนที่ไม่มีศักยภาพ ก็เป็การเสียทรัพยากรเช่นกัน” อีกฝ่ายตอบกลับทันที
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะกล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉย “เื่นี้…เป็แนวทางที่ท่านผู้าุโสูงสุดเห็นชอบ”
เพียงประโยคเดียว ทำให้ไม่มีใครพูดต่อทันที
เย่จงไม่ตอบโต้ เขาเพียงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มช้า ๆ ราวกับเื่ที่ได้ยินไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจแต่อย่างใด
ภายนอกเมือง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดลงบนเนินเขา เย่เทียนยืนอยู่ที่เดิม มองลงไปยังเมืองชิงหลานที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีทองอ่อน
เขาหยิบขนมที่ยังเหลือขึ้นมากัดคำหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางอย่างเคย
แม้วันนี้จะไม่ต่างจากวันก่อน
แม้เขาจะยังไม่ก้าวหน้า
แต่เขาก็ยังยืนอยู่ตรงนี้
และยังไม่คิดจะถอยแม้แต่ก้าวเดียว