“ท่านพ่อ ท่านหาข้าหรือ” มู่หงเดินเข้าประตูมาแล้วเอ่ยขึ้น
“ใช่แล้ว!” มู่หย่วนหางมองมู่หงพลางพยักหน้า บนใบหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
“มีเื่อะไรหรือ” มู่หงกล่าวถาม
“มู่เฉินเ้าเด็กนั่น ่นี้นิสัยเปลี่ยนไปมาก ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย” มู่หย่วนหางขมวดคิ้วพลางกล่าว
ได้ยินชื่อของมู่เฉิน ความรังเกียจก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของมู่หง
“ท่านพ่อ ท่านกังวลอะไรอยู่กันแน่ สิบกว่าปีมานี้มู่เฉินก็เหมือนโคลนที่ฉาบกำแพงไม่ติด[1] ถึงตอนนี้ยังเป็เพียงผู้ฝึกหัดยุทธ์ระดับเจ็ดดาวอยู่เลย หรือว่า ท่านพ่อคิดว่าอยู่ๆ เขาจะตั้งใจมุมานะบากบั่นขึ้นมา” มู่หงพูดแย้ง
มู่หย่วนหางส่ายหน้า กล่าวอย่างไม่เห็นด้วยว่า “เ้าอย่าดูถูกเขา เดิมทีคุณสมบัติของมู่เฉินนั้นดีมาก เพียงแต่ตัวเขาทิ้งร้างเท่านั้นเอง หากว่า เขาตั้งใจฝึกฝนเหมือนเ้า เกรงว่าตอนนี้คงเดินนำหน้าเ้าไปแล้ว”
รังสีอำมหิตปรากฏขึ้นในดวงตาของมู่หง “ข้าทราบแล้ว ท่านพ่อ”
...
มู่เฉินอยู่ในห้องฝึกยุทธ์ จัดเรียงเส้นลมปราณตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
มู่เฉินเ้าหมอนี่ นอกจากไม่มีความคิดที่จะก้าวหน้า แล้วยังทำให้ร่างกายของตัวเองยุ่งเหยิงไปหมด ช่างเสียดายพร์ดีๆ
มู่เฉินโคจรเคล็ดวิชาทะลวงเส้นลมปราณ ใช้เวลาเจ็ดวัน เพื่อกำจัดบริเวณที่อุดตันในร่างกายออกไปจนหมด แม้ระดับพลังของเขาจะยังเป็ผู้ฝึกหัดยุทธ์ระดับเจ็ดดาวอยู่ ทว่า ทั่วทั้งร่าง กลับดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคน
“น้องเฉิน ให้ข้ารอตั้งนาน!” มู่เฉินเพิ่งออกมาจากการกักตน มู่หงก็ปรากฏตัว
มู่เฉินจ้องมองมู่หง ในใจรู้สึกระแวดระวังมากขึ้นอย่างอดไม่ได้ มู่หย่วนเฟิงกับมู่หย่วนหาง แม้จะเป็พี่น้องกัน แต่ในที่ลับพวกเขากลับต่อสู้กันทั้งต่อหน้าและลับหลังไม่น้อย เช่นเดียวกัน แม้ว่ามู่หงจะเป็ลูกพี่ลูกน้องของมู่เฉิน ทว่า ในใจของคนผู้นี้กลับมองมู่เฉินเป็ศัตรูมาโดยตลอด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ด้านหนึ่งมู่หงแอบอิจฉาพร์ของมู่เฉิน อีกด้านหนึ่งก็ดูถูกความไม่เพียรพยายามของมู่เฉิน
“ท่านพี่ มาหาข้ามีธุระอะไรหรือ” มู่เฉินกล่าวถาม
“ก็ไม่มีเื่ใหญ่อะไร ภายในเมือง มีบ่อนการพนันเปิดใหม่ เ้าอยากจะไปลองเสี่ยงโชคกับข้าไหม” มู่หงตบไหล่มู่เฉินพลางเอ่ยถาม
มู่เฉินส่ายหน้ากล่าว “ไม่แล้ว”
มู่หงขมวดคิ้วพลางกล่าว “มีอะไร เงินขาดมือหรือ ไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง”
เขารู้ว่ามู่เฉินเอากระบี่ไปคืนแล้ว ได้มากว่าสี่ร้อยศิลาทิพย์ ด้วยความรักลูกแบบตามใจของมู่หย่วนเฟิง เขาออกจากการกักตนแล้วไม่มีทางที่จะไม่ให้ศิลาทิพย์กับมู่เฉิน ตอนนี้ในมือมู่เฉินควรจะมีศิลาทิพย์เหลือเฟือสิจึงจะถูก
มู่เฉินเอ่ยยิ้มเล็กน้อย “ขัดสนเล็กน้อย”
มู่หงพิจารณามู่เฉินพลางกล่าว “ขัดสน น้องเฉินเ้าจะเก็บออมศิลาทิพย์ ซื้อของกำนัลให้จวงอวี๋ เพื่อเตรียมสร้างความประหลาดใจให้เขาหรือ!”
“ท่านพี่ ท่านคิดไปถึงไหนกันแล้ว ข้าเงินขาดมือจริงๆ” มู่เฉินกล่าวอย่างเฉยเมย
มู่หงกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย “เอาเถอะ ข้ายังไม่รู้นิสัยเ้าหรือ คนไม่เ้าชู้ก็น่าเสียดายวัยดรุณ จวงอวี๋เป็คนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
มู่เฉินแอบหัวเราะอย่างเย็นเยือก พลางคิดในใจ ‘ยอดเยี่ยมหรือ นั่นมันยันต์ปลิดชีพชัดๆ!’
“จริงสิ งานประมูลประจำปีของลานประมูลจี้เย่ว์ ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว ข้าได้ยินว่า ครั้งนี้ในงานประมูลมีวารีบงกชน้ำแข็งขวดหนึ่งออกประมูลขายด้วย ถ้าเ้านำสิ่งนี้ไปมอบให้กับจวงอวี๋ จวงอวี๋ต้องชอบใจอย่างแน่นอน ไม่แน่ ถึงตอนนั้นพอเขาดีใจจนโผเข้ามาในอ้อมกอดของเ้าก็เป็ไปได้” มู่หงเผยรอยยิ้มที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากให้กับมู่เฉิน
ในใจของมู่เฉินเต็มไปด้วยความหนาวเย็น หลังจากบัวหิมะพันปีร่วงโรย คุณสมบัติทางยาจะหลอมเข้าไปอยู่ภายในวารีหิมะ วารีหิมะนี้ค่อยๆ กลายเป็วารีบงกชน้ำแข็ง วารีบงกชน้ำแข็งนี้ล้ำค่ามาก ราคาจึงไม่ถูกเป็ธรรมดา ตามเนื้อเื่เดิม เพื่อเอาอกเอาใจจวงอวี๋ มู่เฉินทุ่มสุดตัวอย่างไม่คิดเสียดาย
จวงอวี๋ซาบซึ้งในความจริงใจที่มู่เฉินมีต่อตน จึงรับของขวัญล้ำค่าชิ้นนี้ไว้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่รับรักของมู่เฉินอยู่ดี
มู่เฉินตากระตุกอยู่ตลอด ตามเนื้อเื่เดิมมู่เฉินใช้ไปแปดพันศิลาทิพย์ กว่าจะซื้อวารีบงกชน้ำแข็งมาได้ มู่เฉินไปเอาศิลาทิพย์มากขนาดนี้มาจากไหน
“ท่านพี่ ท่านล้อเล่นแล้ว เกรงว่าราคาเปิดประมูลของวารีบงกชน้ำแข็งก็สองพันศิลาทิพย์แล้ว ข้าจ่ายไม่ไหวหรอก!” มู่เฉินส่ายหน้าพลางกล่าว
มู่หงยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางกล่าว “จ่ายไม่ไหว ก็หาวิธีสิ!”
“วิธี...วิธีอะไรหรือ” มู่เฉินแกล้งถามด้วยความสงสัย
“ข้าได้ยินมาว่า ท่านอาหย่วนเฟิงเพิ่งหลอมโอสถทิพย์ชั้นดีออกมาเม็ดหนึ่ง เ้าขโมยโอสถทิพย์นั่นออกมา แล้วเอาไปขาย ศิลาทิพย์ต้องเพียงพอแน่” มู่หงกล่าวอย่างได้ใจ
มู่เฉินยิ้มพลางกล่าว “ที่แท้่นี้ท่านพ่อเพิ่งหลอมโอสถชั้นดีออกมาเม็ดหนึ่งอย่างนั้นหรือ ข้าไม่รู้จริงๆ”
เชิงอรรถ
^ หมายถึง คนไร้ความสามารถ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือไม่มีหน้าออกสังคม