Chapter 1
'เวทมนตร์' คำที่ใช้เรียกสิ่งเหนือธรรรมชาติเเละเื่ราวทั้งหลายที่ไม่อาจพิสูจน์ได้เื่ราวเหล่านี้มักพบเจอในนวนิยาย วรรณกรรมเเละนิทานมากมายในความคิดของคนปกติทั่วไป
ทว่า เื่มันไม่ได้มีเพียงเท่านั้น'เวทมนตร์' ที่กล่าวถึงไม่ใช่เื่เพ้อฟันหรือเป็เื่เหนือธรรมชาติเเละไร้การพิสูจน์ ในโลกใบนี้ยังมีกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่พลังนั้นอยู่
พวกเขามีพลังเหนือธรรมชาติหรือที่เรียกว่าพลังเวทสามารถใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ซึ่งเป็สื่อกลางนำพาพลังเวทออกมาใช้เข้ากับสิ่งต่างๆตามแต่พลังที่มันมีอุปกรณ์เ่าั้เราเรียกว่าอาร์ติเเฟค เเละเรียกผู้ใช้อาร์ติเเฟคว่า ‘ผู้ใช้เวท’ หรือนักเวทตามที่คนปกติทั่วไปเรียกกัน
ซึ่งตระกูลลีของไมเคิลก็เป็ตระกูลเคยมีนักเวทมาก่อนทำให้คนในครอบครัวของพวกเขาได้รู้จักกับเวทมนตร์พลังวิเศษเหล่านี้
เเน่นอน ได้ชื่อว่าเป็พลังวิเศษคงไม่ใช่พลังที่เกิดจากสืบถอดผ่านทางสายเื เเต่คล้ายกับเเบบนั้นพลังที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นโดยเว้นระยะรุ่นสี่ถึงห้ารุ่นหรือที่คนในตระกูลเวทมนตร์เรียกว่าการกำเนิดพลังเเบบสุ่มให้พระเ้าประทานพรให้เเทน
ไมเคิล ลีเขาเป็หนึ่งในสมาชิกครอบครัวผู้มีเวทมนตร์ เป็ชายหนุ่มหน้าตาค่อนข้างดีด้วยความที่ครอบครัวมีเชื้อสายหลายเชื้อชาติ ทำให้มีหน้าตาที่ไม่ได้หล่อเหลาเเต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่
เด็กหนุ่ม มีผมสีดำขลับเเละตาสีดำเจือสีน้ำเงินเข้มทำให้สีดำดูเป็ประกายเหมือนท้องฟ้ายามราตรีเรือนผมสีดำเเละตาสีดำคล้ายกับคนอื่น เเต่กลับดูพิเศษมากกว่ามาก
เขาอยู่ในตระกูลที่มีบรรพบุรุษเป็ผู้ใช้เวททำให้ทราบเกี่ยวกับเื่ของพลังวิเศษเเละอาร์ติเเฟคประจำตระกูลตั้งเเต่ยังเล็กจากปู่เเละญาติของเขาที่เคยพบเห็นผู้ใช้เวทในครอบครัวของตนมาเเล้วด้วยตาของตนเอง
ไมเคิลได้รับการเลี้ยงดูเเละเอาใจใส่มาตั้งเเต่เด็กอยู่ในครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวดีเเละไม่มีปัญหาอะไรนัก
อุปนิสัย ไมเคิลเป็เด็กที่ค่อนข้างฉลาดเขาได้เข้าโรงเรียนเอกชนเเห่งหนึ่ง เเละได้คะเเนนสอบที่ดีกว่าเด็กทั่วๆไปได้ไปสอบเเข่งขันนานๆครั้ง เขาพยายามพัฒนาตนเองตั้งเเต่เด็กเพราะเขาได้ฟังเกี่ยวกับเื่ของผู้วิเศษมาตั้งเเต่ยังแบเบาะ
เเน่นอนว่าใครจะไม่อยากเป็ผู้วิเศษเเละไม่อยากพลังเ่าั้ เขาพยายามอย่างเต็มที่โดยหวังว่าสักวันจะได้รับพลังที่ทำให้สามารถใช้อาร์ติเเฟคประจำตระกูลได้
อาร์ติเเฟคประจำตระกูลนั้นเเม้ในตอนนี้จะยังไม่มีใครใช้ได้เเต่ก็มีค่ามหาศาล พวกเขาเก็บไว้อย่างมิดชิด ้าให้มันปลอดภัยที่สุดไมเคิลได้เห็นครั้งล่าสุดก็เป็ตอนที่เขาอายุครบห้าขวบ หลังจากที่งานวันเกิดจบลง
เมื่อเห็นสิ่งนั้น ราวกับต้องมนต์สะกดอาร์ติเเฟครูปไม้กายสิทธิ์สีออกน้ำเงินราวกับดวงดาวยามราตรีไม้ที่เรียบเเละมีลายตกเเต่งให้ความรู้สึกทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก
คุณปู่ของไมเคิลเล่าให้ฟังว่าตนก็คิดเเบบนั้นเหมือนกันในตอนเเรกเเม้จะผ่านมานานเเล้ว เเต่การที่ได้เห็นใกล้ๆใน่ที่ไม่มีผู้วิเศษถือกำเนิดถือว่าหาได้ยากยิ่ง
"เเล้วผมจะได้เป็ผู้ใช้เวทไหมครับคุณปู่"เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหลังจากที่พ่อของเขานำอาร์ติเเฟคในกล่องบุผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มไปเก็บ
"ปู่ว่าหลานจะต้องมีเวทมนตร์เเน่ๆ…ห่างมาหลายรุ่นเเล้วนี่เราอาจจะมีลุ้นก็ได้นะ" คุณปู่พูดเเล้วหัวเราะอย่างยินดีก่อนจะอุ้มไมเคิลขึ้นลงเดินไปยังห้องครัวเพื่อทานอาหารเย็นเเละสนุกกับปาร์ตี้วันเกิดต่อ
นับตั้งเเต่วันนั้นไมเคิลก็โตขึ้นเรื่อยๆ จนเขามีน้องสาวตัวน้อยผู้น่ารัก เธอมีขื่อว่าลิซ่า ลี เธอมีเรือนผมสีดำเป็ประกายที่ได้มาจากพ่อเหมือนไมเคิลเเละใบหน้าสะสวยเเละน่ารักเหมือนกับเเม่ ทั้งครอบครัวต่างรัก เเละเอาใจใส่เธอ
รวมไปถึงไมเคิลที่พยายามพัฒนาตนเองเเละภาวนาให้ตนมีพลังวิเศษนั้น เพื่อปกป้องน้องสาวที่พึ่งเกิดเเละคนในครอบครัว
...
...
เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป ตอนนี้ไมเคิลมีอายุได้แปดปีแล้ว
เด็กชายเ้าของเรือนผมสีดำขลับขยับจากเตียงช้าๆก่อนจะหาวออกมาเเละลุกขึ้นจากเตียงด้วยใบหน้าที่ยังไม่สลัดความง่วงออกไปได้
เขาตรงเข้าไปในห้องน้ำเเละอาบน้ำด้วยตนเองก่อนจะทำตามกิจวัตรเเละเดินออกมาจากห้องนอนของตน
“สวัสดีครับคุณตา”
“ตื่นเร็วจังนะหลาน วันนี้วันหยุดไม่ใช่หรือไงห้ะ” คุณตาของไมเคิลกล่าวก่อนจะใช้มือของตนยีหัวหลานชายด้วยความเอ็นดู
"วันหยุดก็ต้องตื่นเช้านะครับจะได้มีวินัยในตัวเองไงเเถมตอนนี้ก็เก้าโมง ไม่เช้าเเล้วนะครับคุณตา" ไมเคิลกล่าวก่อนจะมองนาฬิกาดิจิตอลที่ติดอยู่ตรงผนังข้างๆรูปวาด
"งั้นเหรอช่างมันเถอะ ไปกินข้าวเช้ากันดีกว่า ฮ่าๆ" คุณตาหัวเราะกลบเกลื่อนอย่างอารมณ์ดีเเละตบบ่าของหลายชายเบาๆพลางอุ้มอีกฝ่ายไปยังห้องครัว
ตอนนี้ไมเคิลสูงประมาณอกของคุณตาเเล้วถือว่าสูงเกินคนในรุ่นเดียวกันเล็กน้อยเเต่ก็ไม่ได้สูงชะลูดจนต่างจากคนในวัยเดียวกัน
"สวัสดีครับคุณปู่" ไมเคิลทักทายคุณปู่ที่เดินเข้ามา
"อ้าวมาเเล้วเรอะ มาๆ" คุณปู่ของไมเคิลที่ได้ยินเสียงพูดทักทายไมเคิลด้วยความเอ็นดู
"ข้าพามาก่อนนะเฟ้ยตาเเก่"คุณตาของไมเคิลรีบกล่าวขัดเเละพูดเเสดงความเป็เ้าของเหมือนเด็กๆ
เเต่อีกฝ่ายก็ได้หาสนใจไม่คุณปู่ของไมเคิลชวนหลานชายคุยเเละเดินเข้าไปในครัว โดยมีเสียงโหวกเหวกของ คุณตาดังอยู่ด้านหลัง
ไมเคิลถอนหายใจเบาๆให้กับนิสัยที่เหมือนเด็กๆของทั้งคู่ก่อนจะกุมมือคุณปู่ของตนเดินเข้าไปในครัวเเทน โดยไม่ลืมที่จะกุมมือคุณตาเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดน้อยใจ
บางทีคนในครอบครัวของพวกเขาก็คิดว่าไมเคิลดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าคุณตาซึ่งเป็คุณตาเเท้ๆของเขาเสียอีกเเต่ใน่คับขันหรือจริงจัง เเน่นอนว่าเขาก็เป็ญาติผู้ใหญ่ที่น่าชื่นชมคนนึง
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณเเม่”ไมเคิลที่เดินเข้ามาได้สักพักก็ปลีกตัวย้ายไปหาคุณเเม่ของตนที่กำลังทำอาหารอยู่
เธอมีชื่อว่า ซาร่า ลีเป็หญิงสาวหน้าตาออกเอเชีย เมื่ออยู่ใกล้ให้ความรู้สึกอบอุ่นเเละนุ่มนวลอย่างบอกไม่ถูก
เเม่ของไมเคิลเล่าให้เขาฟังว่านี่ก็เป็หนึ่งในเหตุผลที่พ่อของไมเคิลนั้นตกหลุมรักภรรยาของเขา
“มาเเล้วเหรอลูก สวัสดีค่ะ คุณพ่อ” ซาร่าผู้เป็เเม่กล่าวทักไมเคิลเเละทักทายคุณตาชินเเละคุณปู่ด้วยความนอบน้อมก่อนจะสวมถุงมือหนาสีน้ำตาลอ่อนเพราะ้าจะหยิบของในเตาอบ
“ออกไปก่อนเถอะจ้ะ ไปเรียกลิซ่าก็ได้นะ เธอน่าจะยังหลับอยู่ไม่ไหวเลยลูกคนนี้” ผู้เป็เเม่ยิ้มเเล้วหัวเราะเเน่นอนว่าซาร่าไม่ได้พูดถึงลูกของตนในเชิงตำหนิ
“วันนี้มีอะไรทานเหรอครับ ให้ผมช่วยไหม”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ เหลือเเค่จัดใส่จานก็เสร็จเเล้วล่ะ”
"โอเคครับ"ไมเคิลเดินออกมาจากห้องครัวส่วนคุณตาเเละคุณปู่ก็เดินไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารพลางพูดคุยกันอย่างสนิทสนมเเม้จะไม่ใช่การพูดคุยที่เป็มิตรสักเท่าไหร่ เเต่ก็ไม่ใช้คำพูดที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหม่นหมองตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ
ตึกๆๆๆ เสียงเท้ากระทบพื้นดังตึกเสียงเหมือนคนวิ่งแบบนี้คนในครอบครัวไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร
"อ้าว ลิซ่า มาเเล้วเหรอพี่กำลังจะไปหาอยุ่พอดี"
"ก็เช้าเเล้วนี่คะหนูก็เลยรีบออกมาไงล่ะ หนูไม่ได้ตื่นสายสักหน่อย" ลิซ่าเดินเข้ามาเเล้วพูดด้วยเสียงร่าเริงเธอเป็เด็กสาวอายุ 5 ขวบเธอสามารถพูดได้คล่องเเละเรียนรู้อะไรได้เร็วกว่าคนในวัยเดียวกันเธอมีนิสัยเเก่นเเก้วเป็บางครั้ง เเต่ก็ไม่บ่อยนัก เเละน้อยลงเมื่อโตขึ้น
"เเล้วทำไมต้องวิ่งมาล่ะวิ่งในอาคารไม่ได้รู้ไหม" ไมเคิลพูดเตือนลิซ่าจึงยืนนิ่งเเละพยายามเอาตัวรอดเเทน เเต่ไม่นานนักก็เเอบเปลี่ยนเื่ตามประสาแต่เนื่องจากไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนัก ไมเคิลจึงได้แต่อมยิ้มเล็กๆให้กับน้องสาวคนนี้
"เเล้วนี่พี่จะไปไหนเหรอคะ?"
"วันนี้วันหยุดพี่คงไปห้องสมุดของเมืองกับคุณปู่น่ะ ถ้าท่านพาไปจะไปด้วยกันไหม?"
"หนูคงไปไม่ได้ค่ะพี่คุณเเม่จะพาหนูไปตรวจสายตาหน่อยเห็นคุณเเม่บอกว่าต้องระวังเอาไว้เดี๋ยวจะต้องใส่เเว่น หนูไม่อยากใส่เเว่นหรอกเลยยอมทำตาม"
"งั้นเหรอ ดีมาก"ไมเคิลพูดเเล้วชวนลิซ่าไปที่ครัว
ไมเคิลพึ่งตรวจสายตาไปเมื่อสองเดือนก่อนเเม่ของเขาชอบพาทั้งคู่ไปตรวจสายตาเอาไว้เสียเเต่เนิ่นๆเพราะถ้าหากมีเเนวโน้มจะสายตาสั้นจะได้รีบป้องกันหรือปรับปรุงพฤติกรรม
ลิซ่าเล่าให้เด็กทั้งคู่เกี่ยวกับการที่เธอต้องไปทำเลสิกเพราะสายตาสั้นซึ่งไม่ใช่ความทรงจำที่น่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่นัก
ถึงจะไม่ได้น่ากลัวเเต่ก็ทำให้ทั้งคู่ไม่อยากสายตาสั้นเลยเเม้เเต่นิดเดียว
"มาๆมานั่งเร็วหลานๆ" คุณปู่บอก ลิซ่าไปนั่งข้างคุณปู่ส่วนๆไมเคิลนั่งข้างคุณตา ระหว่างที่ซาร่าวางอาหารบนโต๊ะเจมส์ผู้เป็พ่อของไมเคิลเเละลิซ่าก็เดินเข้ามาโอบร่างของซาร่าก่อนจะยิ้มให้ลูกทั้งสอง
"ทำอะไรเนี่ยคุณไปนั่งเร็วๆเลยค่ะ"
"ไม่ต้องมาหวานใส่กันเเบบนี้เเต่เช้าเลยเจมส์เก็บไว้ทำตอนอยู่สองคนเถอะ ไมเคิลกับลิซ่าก็อยู่นะ"
"เอาน่าครับคุณพ่อไม่เป็ไรหรอก ใช่มั้ย ไมเคิล ลิซ่า" เจมส์พูดก่อนจะยิ้มร่าให้ลูกชายเเละลูกสาวจากนั้นหยิบช้อนขึ้นมาเหมือนกับคนอื่นเตรียมกินอาหาร
พวกเขาพุดคุยกันรอซาร่าเตรียมอาหารเสร็จเเล้วจากนั้นจึงเริ่มรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
อาหารวันนี้เป็ขนมปังบาเเกตต์หอมกรุ่นเสิร์ฟพร้อมซุปสีขาวนวลใส่เห็ดเเชมปิญอง ถึงจะดูหนักท้องเเต่กินเข้าไปกลับไม่มีความเลี่ยน เนื่องจากซาร่าใส่เครื่องเทศเเบบจีนทำให้มีรสเปรี้ยวเผ็ดเเละกลิ่นที่ไม่เหมือนอาหารยุโรปทำให้ไม่เลี่ยนจนเกินไป ไม่นานนักมื้ออาหารก็จบลง
"อร่อยเหมือนเดิมเลยนะซาร่า"
"เเน่นอนอยู่เเล้วค่ะคุณเพราะฉันเป็คนทำนี่นา" ซาร่าพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเเละถอดถุงมือซึ่งเอาไว้จับหม้อร้อนยกไปล้างออกเจมส์ที่ออกปากชมยิ้มจางๆออกมาเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้ลิซ่าออกไปนั่งรอข้างนอกเเทน
คุณตาที่ได้ยินดังนั้นจึงหยิบทิชชู่มาเช็ดปากก่อนจะพา ลิซ่าออกจากห้องอาหารไปพลางคุยกับหลานสาวของตนด้วยความเฮฮา ส่วนไมเคิลก็ลุกเดินขึ้นไปที่ห้องนอนของตนเพื่อหยิบของก่อนจะออกมาพร้อมหนังสือเล่มหนา ที่เป็สารานุกรมวิทยาศาสตร์ในมือ
ที่จริงไมเคิลก็ไม่ได้เป็หนอนหนังสือขนาดนั้นเเต่เขาอ่านไปเพียงเเค่หนึ่งส่วนสี่เเละถึงกำหนดคืนก่อนจึงต้องไปต่อเวลาการคืนเเถมหอสมุดก็อยู่ใกล้ๆ ดังนั้นจะไปอ่านที่นั้นด้วยเลยก็ไม่มีปัญหาเด็กชายคิดก่อนจะเดินไปหาคุณปู่เพื่อขอให้พาไป
บ้านของไมเคิลเป็บ้านที่ออกเเบบเเนววินเทจเเละสมัยใหม่มีการตกเเต่งด้วยอิฐในบางจุดตามความ้าคุณปู่ มีความเรียบหรูทันสมัยเเละใช้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ภายในบ้านอยู่หลายจุดตามความ้าของซาร่าเเละเจมส์ตัวบ้านค่อนข้างกว้าง เป็บ้านเดี่ยวที่ตั้งอยู่ในเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลียรอบข้างค่อนข้างเงียบสงบเเละมีหลายเชื้อขาติเเละน่าจะเป็สถานที่ในฝันของใครหลายๆคน
"คุณปู่ทำอะไรอยู่หรอครับ"เมื่อไมเคิลเดินมาก็พบกับคุณปู่ที่กำลังดูถุงกระป๋าสีเขียวเเก่ที่กำลังใส่อะไรสักอย่างอยู่ไมเคิลจึงเข้าไปหา
"ไมเคิลเองเหรอจะไปห้องสมุดเเล้วเหรอ มานี่เร็ว" ปู่คริสซึ่งเป็ปู่ของไมเคิลพุดเเล้วกวักมือให้หลายชายของตนมาดูใกล้ๆเมื่อเดินเข้ามาเห็น เด็กชายจึงเข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร
มันคือเบ็ดตกปลาเเละตะขอเกี่ยวส่วนใหญ่จะเป็ของที่มาจากธรรมชาติ ตอนเขายังเล็กเเละเด็กกว่านี้คุณปู่เคยเล่าให้ฟังว่าตนได้ออกไปตกปลาเป็ประจำ
เเละอวดขนาดของปลาที่จับมาได้ให้กับคุณตาเสมอจึงเป็เหมือนการเเข่งขันย่อมๆไปพักหนึ่ง
"จะไปตกปลาหลังส่งผมที่ห้องสมุดหรอครับคุณปู่?"
"ใช่เเล้วล่ะไปกับปู่หน่อยไหมล่ะ เเค่คืนหนังสือใช่มั้ย เห็นหลานเคยบอกว่าอยากไป"
"อืม...น่าจะได้นะครับเดี๋ยวผมถามคุณเเม่ก่อน" ไมเคิลถามก่อนจะยื่นหนังสือจากหอสมุดให้ดู
"ได้สิหลานไปขอซาร่าไป เดี๋ยวปู่รอ" ไมเคิลตอบรับทันที
หลังอีกฝ่ายพูดจบเขาตรงไปยังห้องทำงานของซาร่าผู้เป็เเม่ จากนั้นเปิดประตุเข้าไปก็พบว่าเธอกำลังนั่งทำงานอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เเม่ของไมเคิลเป็สถาปนิกเเละยังเป็สถาปนิกฝีมือดีเสียด้วย
"คุณเเม่ครับ"
"หืม...มีอะไรจ้ะไมเคิล"ซาร่าตอบก่อนจะถอดเเว่นที่สวมเฉพาะตอนอยู่หน้าจอ ออกมา
"ผมขอไปหอสมุดเเล้วไปตกปลากับคุณปู่ได้ไหมครับ" ไมเคิลถามด้วยความลังเลเขาไม่เเน่ใจว่าเเม่ของเขาจะอนุญาติ เพราะเกี่ยวกับการตกปลาเเล้ว ประสบการณ์ที่มีคือเเค่เคยฟังเื่จากปู่เเละตาของตนเท่านั้นเอง
"หือ..ตกปลาหรอ เเม่น้ำใกล้ๆนี้ใช่ไหมจ้ะ"
"น่าจะใช่ครับ"
"งั้นไปเถอะระวังตัวอย่าให้ตกน้ำนะ อย่าเปียกกลับมาด้วย เดี๋ยวจะเป็หวัดเอา" จากนั้นซาร่าก็อธิบายหลักการความปลอดภัยอย่างใจเย็น เนื่องจากไมเคิลเป็คนที่ค่อนข้างจริงจังเลยรับฟังไว้เอย่างไม่บ่ายเบี่ยงก่อนจะเดินออกไปเตรียมตัว
เวลาผ่านไปไม่นานนักไมเคิลก็ออกมาในชุดตัวเก่งของเขา เด็กชายใส่เสื้อกั๊กสีน้ำตาลเเก่เชิ้ตสีเหลืองไข่เเละกางเกงสีน้ำตาล เนื้อผ้าค่อนขางดีนี้เป็ชุดที่เขาได้รับมาในัวนเกิดปีที่เเล้ว ปู่เเละตาของเขาลงขันซื้อมาให้พร้อมเบ็ดตกปลาเพราะหวังว่าหากโตขึ้นจะได้ไปตกปลาด้วยกัน
“มาเเล้วครับคุณปู่คุณเเม่พึ่งจะอนุญาติผมเลยไปเตรียมตัวมา”
“โฮ่...ชุดนั้นนี่เองยังใส่ได้สินะ” ปู่คริสกล่าวก่อนที่ตนจะหันไปยกกระเป๋าที่มีเบ็ดตกปลาอยู่ขึ้นสะพายบ่าถึงจะได้ชื่อว่าปู่เเต่ร่างกายก็เเข็งเเรงไม่เเพ้คนที่อายุน้อยกว่าตนเกือบห้าปีเลยทีเดียว
“ใส่ได้สิครับ เเต่เดี๋ยวก็คงจะไม่ได้เเล้ว” ไมเคิลตอบเขารู้สึกได้ถึงความคับของเสื้อ ตอนนี้เขาอยู่ในวัยกำลังโตเสียด้วยเดี๋ยวก็คงใส่ไม่ได้เเล้วตามที่คิดเอาไว้
“ไม่เป็ไรหรอก เเค่เสื้อน่ะ ปู่ซื้อให้ได้อยู่เเล้วที่เเพงคือเบ็ดตกปลาของหลานต่างหาก ยังอยู่ดีใช่ไหมล่ะ”
“ผมเก็บไว้อย่างดีเลยล่ะครับ ไปกันเถอะ” ไมเคิลกล่าวเเล้วชูกล่องเบ็ดตกปลาที่สูงพอๆกับตัวของเขาข้างในบุกำมะหยี่สีน้ำตาลเหมือนสีเสื้อผ้าของเขาในตอนนี้ไม่มีผิด
“หลานถือไม่ไหวหรอก ถือเเค่หนังสือเถอะ” ปู่คริสยกกล่องใส่เบ็ดจากไมเคิลเเล้วพาดบ่าของตนอีกข้างหนึ่งก่อนจะเดินนำไมเคิลออกนอกบ้านเด็กชายเดินตามปู่คริสขึ้นรถที่อยู่ตรงลานจอดรถช้าๆก่อนจะเข้าไปนั่งที่เบาะหน้าสุด ถึงห้องสมุดจะไม่ได้อยู่ไกล เดินไปนิดเดียวก็ถึงเเต่เเม่น้ำนั่นค่อนข้างไกลพอสมควร
“เดี๋ยวผมขอเเวะห้องสมุดก่อนนะครับคุณปู่”
“ได้เลยหลาน ให้ปู่ลงไปด้วยไหมล่ะ” คุณปู่ถามเเล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนให้จากนั้นสตาร์ทรถก่อนจะถอยออกมา
เเละกดรีโมตเพื่อปิดประตุถึงเขาจะไม่ชอบอะไรที่ทันสมัยเหมือนเจมส์ผู้เป็พ่อของไมเคิล เเต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่ามันสะดวกจริงๆ
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่เเค่คืนหนังสือ เเค่ขับมาส่งก็ดีมากเเล้วครับ”ไมเคิลพุดก่อนจะเปิดประตูรถเเนววินเทจสีน้ำตาลเข้มเเละเหลืองนวลดูเรียบหรูลงมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่ง
เด็กชายเดินเข้าไปในห้องสมุดช้าๆอากาศอยู่ในอุณหภูมิที่เย็นสบายเเละไม่ร้อนมากนัก เมื่อเปิดประตุเข้าไปกลิ่นหมึกเเละกระดาษก็ลอยเข้ามาในจมูกชวนให้รู้สึกดี
“อ้าว ไมเคิล มาอีกเเล้วเหรอจ้ะ”
“สวัสดีครับป้าเคจ ผมมาต่อเวลาการยืมครับ” ไมเคิลพูดก่อนจะวางหนังสือตรงโต๊ะทำงานของป้าเคจซึ่งเป็คนรู้จักของซาร่า เเละเป็บรรณารักษ์ของหอสมุดเเห่งนี้
“งั้นเหรอจ้ะ ได้เลย รอสักครู่นะจ้ะ ลองเลือกหนังสือเพิ่มก็ได้นะไมเคิล”ป้าเคจกล่าวงก่อนจะเเสกนบาร์โค้ดด้านหลังหนังสือถึงการตกเเต่งหอสมุดจะดูเรียบง่ายเเละคลาสสิกเเต่ก็มีอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการเช่นกัน
“ไม่เป็ไรครับ วันนี้ผมจะไปตกปลากับคุณปู่”
“ไปตกปลากับคริสเหรอ ไปดีมาดีล่ะ คุณปู่ของหนูจับปลาได้เยอะมากเลยนะป้าเคยไปกับเขาครั้งนึง” เเน่นอนว่าไปกันหลายคนเลยล่ะจ้ะป้าเคจกล่าว จากนั้นใช้ปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินเข้มตวัดลงวันที่เเละรายชื่อลงบนกระดาษสีขาวด้านหลังหนังสือพลางเล่าต่อ
“เขาตกได้เยอะมากเเต่กลับสะดุดล้ม ปลาตกน้ำหมดเลยคุณปู่ของหนูเเข็งเเรงเเต่ซุ่มซ่ามน่าดูเลยล่ะ โฮะๆ” ป้าเคจพูดเเล้วหัวเราะก่อนจะคืนหนังสือเเละโบกมือลงไมเคิลหลังจากที่เด็กชายเดินออกไป
เขารู้เื่ที่ปู่คริสค่อนข้างเเข็งเเรง เขาเเข็งเเรงกว่าคนปกติเสียอีกเเต่เื่ซุ่มซ่ามนี่พึ่งเคยได้ยินเป็ครั้งเเรก
“อ้าว มาเเล้วเหรอหลาน” ปู่คริสที่ฟังเพลงอยู่ในรถอยู่พูดขึ้นหลังจากที่ไมเคิลเดินขึ้นรถ
“ครับ เราไปกันเถอะ”
“หลานจะกินอะไรก่อนไหม ตรงนั้นมีฮ็อตดอกด้วย” ปู่คริสชี้ให้ดูก่อนจะมองไปทางไมเคิล
“ผมว่าปู่อยากกินเองมากกว่า”
“ไม่ต้องมารู้ทันปู่เลย สรุปจะกินมั้ย?”
คุณปู่ยีหัวของไมเคิลอีกครั้งข้อหารู้ทันก่อนจะถามซ้ำ ไมเคิลรู้ดีว่าหากคุณปู่ของตนชวนซื้ออะไรสักอย่างนั่นคือคำเชิญชวนที่เอาไว้เเอบซื้อของตนเองด้วย
เเม่ของไมเคิลห้ามคุณปู่กินพวกของมันๆมากเกินไปเพราะอายุเริ่มเยอะเเล้วเเต่ตัวปู่คริสเองก็ไม่เห็นว่าจะเป็อะไรที่สำคัญคือเขาคิดว่าตนเองก็เเข็งเเรงดีจึวไม่ต้องควบคุมอะไร
เเน่นอนว่าซาร่าเเละเจมส์ก็เชื่อว่าเขาเเข็งเเรงจริงๆ เเต่อย่างไรก็ดีการป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามากในความคิดของทั้งคู่
“ไม่ล่ะครับ ผมไม่หิว ถ้าปู่จะกินก็กินเถอะ”
“ไม่เเล้วกัน เดี๋ยวพวกเราจะไม่ทันเอา หลานรู้ทันปู่ตลอดเลยนะ”
“เเน่อยู่เเล้วครับ” ไมเคิลพูดเเล้วยิ้มส่วนปู่คริสก็เหยียบคันเร่งเเละขับรถออกจากหน้าห้องสมุดตรงไปยังเเม่น้ำใกล้ๆซึ่งอยู่ตรงสวนสาธารณะเเละสามารถตกปลาได้ ปกติหากปู่คริสไปกับคนอื่น เขาจะไปอีกที่หนึ่งเเต่วันนี้ไมเคิลมาด้วย เขาจึงเลือกที่จะพาหลานชายของเขาไปอีกที่นึงเเทน
ระหว่างทาง ไมเคิลเลือกที่จะหยิบหนังสือของตนขึ้นมาอ่านต่อเนื้อหาน่าติดตาม ในเวลาว่างเเบบนี้เขาจึงเลือกที่จะอ่านมันฆ่าเวลาปู่คริสเปิดเพลงด้วยวิทยุบนรถ เพลงแนวอคูสติกฟังสบายดังเข้ามาในหูของทั้งคู่พร้อมกับลมเย็นๆจากข้างนอกให้ความรู้สึกสงบเงียบและให้ความสบายใจ
ประมาณสิบห้านาทีพวกเขาก็ถึง ตอนนี้เป็เวลาสายๆไม่ใช่เวลาที่คนจะมาออกกำลังกายหรือทำอะไรมากนัก
ปู่คริสลงจากรถพร้อมกระเป๋าใส่เบ็ดตกปลาของไมเคิลและของตนจากนั้นปิดประตูรถเเละดับเครื่องยนต์ ก่อนจะพาอีกฝ่ายเดินเข้าไปในสวนสาธารณะ
สวนสาธารณะที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นเเละมีต้นไม้ด้วยการที่มีเเม่น้ำตัดผ่านสวนสาธารณะ ทำให้ร่มรื่นยิ่งขึ้นไปอีกผู้คนบางตาเพราะเป็่บ่าย ่เวลาที่คนมักจะไปทำงานกันส่วนใหญสวนสาธารณะนี่จะมีคนเดินเล่นเรื่อยๆตลอดทั้งวันเเละจะคึกคักใน่เช้าเเละเย็นถึงค่ำ
เพราะในกลางวันตอนกลางคืนก็มีตลาดนัด ซึ่งเเน่นอนว่าไมเคิลเคยมาเดินกับคุณปู่เช่นเดียวกัน
“เราจะไปลำธารที่ข้างสวนสาธารณะใช่ไหมครับคุณปู่” ไมเคิลกำลังพูดถึงลำธารที่เป็จุดตกปลาของสวนสาธารณะเนื่องจากสภาพเเวดล้อมที่ร่มเย็นเเละร่มรื่นทำให้มีการสร้างจุดตกปลาขึ้นมาเพื่อำนวยความสะดวก
“ใช่เเล้วล่ะ เเต่วันนี้เราจะเข้าไปใกล้ต้นน้ำหน่อย จะได้สงบๆไงล่ะ”ปู่คริสพูดเเล้วลูบหัวไมเคิลด้วยความเอ็นดูเขาพาหลานชายของตนไปซื้อเหยื่อตกปลาก่อน จากนั้นเดินเลียบลำธารคุยกันอย่างสนุกสนานจนมาถึงสะพานไม้เเห่งหนึ่งมันทอดผ่านน้ำข้ามไปอีกฝั่งของเเม่น้ำ ถึงจะอยู่ในที่ที่ไม่ค่อยมีคนเเต่ก็ดูดีเเละเเข็งเเรงที่สำคัญคือเเดดไม่ร้อนด้วย
เเม่น้ำกว้างจนเกือบเรียกได้ว่าเป็ทะเลสาบเล็กๆวิวทิวทัศน์ที่คุ้นตาเเละร่มรื่น ลมพัดเข้ามาทำให้ทั้งคู่รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก
“อากาศเย็นสบายจังนะครับคุณปู่”
“ใช่ไหมล่ะหลาน ปู่เคยบอกเเล้ว”
“เเล้วเราทำอะไรกันก่อนดีครับ”
“เดี๋ยวกางเก้าอี้กันก่อนใส่เหยื่อเเล้วก็ตกได้เลย มาๆ เดี๋ยวปู่จะสอนให้”
ปู่คริสบอกเเล้วยิ้ม จากนั้นก็กางเก้าอี้พับที่ยืมมาจากจุดตกปลาให้ตนเเละไมเคิลพร้อมกับวางกระเป๋า ยื่นคันเบ็ดให้ ไมเคิลก่อนจะสอนหลานชายของตนใส่เหยื่อปลอม ไม่นานนักก็เสร็จเรียบร้อยทั้งคู่จึงเริ่มตกปลากันด้วยความสงบเเละรอเวลาอย่างใจเย็นพลางฟังเสียงนกที่ดังเข้ามา